เราค้นพบบางอย่าง - จากการถูกบังคับดูตัว - กับฝรั่ง
จริง ๆ แล้ว เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ เราคิดอยู่นานมาก ๆ ว่าจะเปิดเผยให้ทุกคนฟังดีมั้ย เพราะมันเป็นเรื่องที่อ่อนไหวมากจริง ๆ และเรารู้สึกเก็บกดมากที่ไม่ได้เล่าออกมาให้ใครฟัง ซึ่งต้องขอเน้นก่อนเลยว่า ไม่ได้ต้องการจะมาดิสเครดิตใครหรือทำลายภาพลักษณ์ของคนภาคไหนหรือคนประเทศไหนทั้งสิ้น เพราะสิ่งที่จะนำมาเล่านี้เป็นเรื่องจริงที่เกี่ยวกับตัวเรา คิดมาดีแล้วว่า มันอาจจะเป็นประโยชน์ต่อหลาย ๆ คน โดยเฉพาะผู้หญิงไทยหลาย ๆ คน และทำให้เราเห็นอะไรบางอย่างที่ถูกปกปิดซ่อนเร้นมาในคราบของอุดมการณ์หรือวาทกรรมอันหอมหวาน เกี่ยวกับเรื่องการ "มีคู่ครอง" หรือ "การแต่งงาน" ทั้งของคนไทยและฝรั่ง

เข้าเรื่องเลยกันเลยนะ เรื่องมันมีอยู่ว่า ตอนนี้ เราในวัย 26 ปี เราเป็นคนอีสาน เกิดที่จังหวัดขอนแก่นและเติบโตที่โคราช พอเราเรียนจบป. ตรีแล้วก็เข้ามาทำงานที่กทม. เหมือนหนุ่มสาวต่างจังหวัดหลาย ๆ คน เราสนุกสนานกับการใช้ชีวิตในกทม. มาก โดยเฉพาะเรื่องความหลากหลายของผู้คนวัฒนธรรม เทรนด์ ศิลปะ และอะไรหลาย ๆ อย่าง เราสนุกกับชีวิตและพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเราตัดสินใจสอบเข้าเรียนป. โท ที่มหาลัยแห่งหนึ่งในกทม. ซึ่งเป็นคณะและสาขาที่เราใฝ่ฝันอยากเรียนมานานมาก ๆ และในเย็นวันหนึ่งที่เรากำลังมีความสุขกับชีวิตของเราอยู่นั่นเอง เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น และนี่แหละคือจุดเริ่มต้นของความวุ่นวาย

"ฮัลโหลพ่อ ว่าไง"
"กลับหอรึยัง พ่อขอคุยด้วยหน่อย"
"มีเรื่องอะไรพ่อ"
"ป้าบอกว่า อาทิตย์หน้า ฝรั่งจากทางเยอรมันจะมาไทย เขาเป็นเพื่อนกับลุงฝรั่ง
เห็นป้าบอกว่า เขามีลูกชายมาด้วย อายุราว ๆ หนูนี่แหละ เขาอยากให้มารู้จักกัน เป็นเพื่อนกัน"
"เอ่อ พ่อก็รู้ว่า หนูมีแฟนแล้ว หนูไม่ไปได้มั้ย"
"เอ๊ะ ก็บอกว่า แค่อยากให้มาเจอกัน รู้จักกันไว้ มันก็ไม่เห็นมีอะไรเสียหายนี่
อาทิตย์หน้าเตรียมตัวด้วยนะ ต้องกลับมา พ่อจะพาไปเจอเขา"
"ค่ะ..."

วาทกรรม "ชายเป็นใหญ่" 
คือเหตุผลว่า ทำไมหญิงไทยต้องหาแฟน

เราขนลุกกับคำว่า "เพื่อน" ที่พ่อพูดออกมามาก เพราะเราแน่ใจว่า มันไม่ใช่แค่อยากให้รู้จักกันแค่เพื่อนแน่นอน เรารู้...ใคร ๆ ที่อ่านมาจนถึงตอนนี้คงเริ่มรู้สึกเครียดและหงุดหงิดแล้วใช่มั้ย บางคนอาจจะกำลังนึกด่าพ่อและป้าเราอยู่ในใจว่า "ไดโนเสาร์เต่าล้านปี นี่มันยุคไหนแล้ว น่าจะเลิกไปได้แล้ว ไอ้พิธีดูตัวเนี่ย" เราก็เลยจะบอกว่า.......ใช่ ในตอนนั้น เราก็นึกแอบด่าพวกเขาอยู่ในใจ 5555 ที่พีคคือ นี่เป็นการดูตัว "ครั้งแรก" ของเรา และเป็นการดูตัวกับ "ฝรั่ง" หลายคนคงจะแบบ เฮ้ย อีนี่มโนเรื่องมาเล่าเปล่าวะ ฝรั่งที่ไหนจะยอมมาทำอะไรแบบนี้ด้วยวะ เราขอยืนยัน นอนยัน นั่งยัน เลยว่า มันมีจริง ๆ นะเว้ยแก แล้วเราก็บอกเลยว่า เราไม่พอใจในการกระทำของพ่อกับป้ามาก ๆ เพราะสองคนนี้แอบไปตกลงคุยกันลับหลังว่า จะนัดเรากับฝรั่งมาเจอกัน ทั้ง ๆ ที่เราเคยบอกไปแล้วว่า เรามีแฟนแล้ว และจะไม่ดูตงดูตัวอะไรนี่แน่นอน เราเลยแก้ลำโดยการดื้อเงียบ ไม่ยอมกลับบ้าน แต่เราก็มีเหตุผลคือ เรากำลังสอบปลายภาคของป. โท ซึ่งต้องอ่านหนังสือหนักและเราเลยใช้เหตุผลนั้นเป็นข้ออ้างไม่ยอมกลับบ้าน เรายื้อเวลาไปได้จนเกือบสำเร็จ จนถึงวันสุดท้ายที่พวกเขาจะอยู่ที่ไทย เราเลยคิดว่า ยังไงก็ไม่มีทางได้ไปเจอกันแน่ ๆ เลยนั่งรถบัสกลับโคราช แต่ผิดแผน พ่อเราขับรถมารับเรากลางทาง สั่งให้เราลงจากรสบัส และบึ่งพาเราเข้าเมืองโคราชเพื่อไปเจอครอบครัวฝรั่งนั้นที่บ้านป้า

ตลอดทางเราตะโกนทะเลาะกันพ่อเสียงดัง และโมโหมากที่พ่อทำแบบนี้ เราตะโกนเหมือนคนบ้าพ่อทำเหมือนเราเป็นแค่สิ่งของ ที่จะเอาไปไหนมาไหนก็ได้ เราเหนื่อยกับการทะเลาะและการเดินทางมาก จนในที่สุดเราก็เงียบไปเอง พ่อที่เห็นว่า เราหยุดตะโกนแล้ว เลยอ้างเหตุผลต่าง ๆ นา ๆ ร้อยแปดมาเพื่อโน้มน้าวให้เราเปลี่ยนใจ ซึ่งเหตุผลก็มีดังต่อไปนี้

"เป็นผู้หญิงน่ะ มันก็ต้องแต่งงาน มีครอบครัว มีคนดูแลสิ อยู่คนเดียวน่ะมันอันตราย แถมฝรั่งก็ดีกว่าคนไทย โอกาสที่หนูจะได้ไปต่างประเทศน่ะมันก็สูงกว่า ชีวิตก็จะได้ดีกว่าใคร ๆ อีกอย่าง ดูตัวนี่มันก็ไม่ได้เสียหาย ผู้ใหญ่เขาคิดกันมาดีแล้ว เขาอาบน้ำร้อนมาก่อน เขารู้ว่าคนแบบไหนถึงจะอยู่กันยืด อยู่กันนาน ป้ากับพ่อเป็นห่วงนะเลยจะหาคนมาให้ ผู้หญิงน่ะ ถ้าเลือกคู่ผิด ชีวิตพังเลยนะ
เอ้า จะเริ่มต้นใหม่ก็ยากอีก หนูจะเอาไง คิดเลือกดี ๆ นะ คิดให้ฉลาดเข้าไว้ อย่าโง่สิลูก"

เราได้แต่ก่นด่าและตะโกนก้องในใจ ร่างกายและจิตใจเหนื่อยแทน เหนื่อยกับ วาทกรรม "ชายเป็นใหญ่" "ลูกที่ดีต้องเชื่อฟัง" และ "ความอาวุโส" ที่กดทับสิทธิเสียงของฉันเอาไว้อย่างมาก โดยเฉพาะกับการที่มีคนในครอบครัวที่คิดแบบนี้  เรารู้สึกล้าและละอายใจมาก ๆ เกินกว่าจะอ้างคำใด ๆ มาอธิบายต่อล้อต่อเถียงอีก  

"กูไม่ได้โง่โว้ย กูแค่จะบอกว่า กูไม่อยากไป ประเด็นคืออออ กูมีแฟนแล้วไง!!!! 
และกูก็รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร กูไม่ได้ต้องการให้ใครมาเลือกทางเดินให้กู!!!!!!!!"

 
"ทำไมพ่อถึงพูดเหมือนเคยรู้จักครอบครัวฝรั่งออกปานนั้น กล้าพูดมาได้ไงว่าเป็นผู้ใหญ่ รู้ดีทุกเรื่อง แล้วนี่มันยุคไหนแล้ววะ ทำไมผู้หญิงต้องง้อแต่ผู้ชายอย่างเดียวอะ ผู้หญิงอยู่โสดแล้วสบายตัวสบายใจกว่ามีผัวก็มีตั้งหลายคน ผู้หญิงที่รู้จักคิด เลือกอะไรที่ดีให้ตัวเอง ก็มีความสุขได้ ทำไมต้องมีผัวถึงแฮปปี้อะ บ้ารึเปล่า แล้วผู้หญิงไทยที่คบผู้ชายไทยดี ๆ มีชีวิตมีความสุขก็มาก ไม่ใช่ว่าจะเลวกันไปซะหมด พ่อไม่ได้ดูตัวเองเลยใช่มั้ยที่พูดออกไปแบบนั้น"

ราอยากตอกกลับใส่หน้าพ่อไปบ้าง แต่ก็เกรงจะโดนตบกลับมา แต่ก็แค่นั้น...เป็นอีกครั้งที่เราได้แต่เก็บความคิดนั้นไว้ในใจ เพราะวาทกรรมที่กดทับเรานั้น มันช่างยิ่งใหญ่และมีอำนาจมากเหลือเกิน

แต่ไหน ๆ เราก็มาจนถึงขนาดนี้แล้ว เราเลยเปลี่ยนความคิด เป็นการเตรียมตัวเผชิญหน้ากับการดูตัวที่จะถึงนี่ดีกว่า อย่างน้อยมันก็อาจจะเป็นประสบการณ์ที่แปลกและคงไม่มีใครได้เจอบ่อย ๆ แน่ ๆ เราเลยพยายามมองแง่บวก และเตรียมตัวเรียนรู้อะไรจากมัน

เพราะการศึกษาและค่านิยมทางความคิดนั้นสำคัญ (โคตร)

ขอเท้าความหน่อยละกัน ก่อนที่ใครจะด่าพ่อกับป้าเราไปมากกว่านี้ (ซึ่งจริง ๆ เราก็ไม่ได้ว่าอะไรนะ มันเป็นความคิดของแต่ละคน) แต่เราก็อยากจะบอกเหตุผลของแนวความคิดแบบนี้ เผื่อจะมีใครยกมือของดีเบทและอภิปรายเข้าข้างพ่อกับป้าเราบ้าง 

ต้องบอกก่อนว่า ครอบครัวของปู่ย่านั้นเป็นคนยากจน ทำไร่ไถนาไปตามมีตามเกิด ด้วยความด้อยการศึกษา พวกเขาก็ไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่านี้ นอกจากหาเลี้ยงชีวิตและลูก ๆ สี่คนเท่านั้น พ่อเราเป็นน้องชายคนสุดท้อง ในบรรดาพี่สาวทั้งสามคน และมีแค่ป้าคนโตและพ่อเราเท่านั้นที่ได้เรียนหนังสือ แต่ก็ไม่สูงนัก ป้าคนโตเราจบราชภัฏและทำงานเป็นครูแถวบ้าน ส่วนพ่อเราจบปวช. หรือปวส. นี่แหละแถว ๆ นี้ แต่ป้าอีกสองคนเรียบจบแค่ป. สี่ และหนึ่งในนั้นคือคนที่ได้ผ่านชีวิตการแต่งงานที่ล้มเหลวกับชายไทย และพาลคิดเหมารวมว่า ผู้ชายไทยไม่ดีไปซะหมด ป้าเลยฮึดสู้ ไปตายเอาดาบหน้าโดยการไปเป็นแม่บ้านที่เยอรมัน ทำความสะอาดเป็นรายชั่วโมง และสุดท้าย ก็ได้พบกับลุงฝรั่งที่เป็นคู่ชีวิตสุดท้ายที่ดี ก็คือเป็นโชคที่ดีของป้านะอันนี้

นี่ไง เราเลยอยากจะเน้นเรื่องความสำคัญของการศึกษา จริงอยู่ที่การศึกษาอาจจะไม่ได้ทำให้เราเป็นคนดีมากขึ้น แต่อย่างน้อยการศึกษาก็ทำให้ผู้หญิงอย่างเรามีทางเลือกในการเลี้ยงชีพมากขึ้น และช่วยพัฒนาในเรื่องของแนวคิด ค่านิยม เกี่ยวกับการใช้ชีวิตและอะไรอื่น ๆ อีกมากมายยิ่งขึ้น แต่เราก็เข้าใจว่า ทุกคนไม่ได้มีโอกาสและทางเลือกของชีวิตอะไรมากมายนัก และพวกเขาก็คงเป็นห่วงในชีวิตในวันข้างหน้าของเราจริง ๆ เพราะกรอบกฎวาทกรรมชายเป็นใหญ่ที่ครอบพวกเขาเอาไว้นี่เอง ทำให้พวกเขาคิดว่า ไม่ว่ายุคไหน ผู้หญิงก็ต้องเป็นแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่จริงมันไม่ใช่ เหตุผลข้อนี้เราเลยเริ่มเข้าใจพ่อและป้ามากขึ้น และโกรธพวกเขาน้อยลง เพราะถ้าเราได้เติบโตมาแบบนั้น เราก็อาจจะคิดแบบป้าเหมือนกันก็ได้ ใครจะรู้
 
หญิงสาวเอย...
พวกเธอจง "คิด" ให้เยอะเข้าไว้
ว่าสิ่งที่เขา "อยากได้" 

นั้นมันคืออะไรจากตัวเธอ

การมีผัวฝรั่งอาจเป็นเป้าหมายในชีวิตของสาวไทยหลายคน บางคนอาจจะอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นจริง ๆ หรือแค่ชอบผมทอง ตาฟ้า อยากมีลูกเป็นลูกครึ่งหน้าตาน่ารัก หรือไม่ก็แค่อยากถูกเลือกบ้าง เนื่องจากผู้ชายไทยก็มีสเปคสาวในฝันสูงพอกัน ก็ฉันไม่ถูกเลือกนี่ แค่ฝรั่งเลือกก็พอแล้วมั้ย โอเค นั่นเป็นความคิดของแค่ละคน ซึ่งเราไม่ขอออกความเห็นใด ๆ และเราไม่ได้จะดิสเครดิตฝรั่งนะ ขอย้ำอีกรอบ แต่เราอยากเล่าเคสที่เป็นตัวอย่าง ซึ่งมันก็มีบางคนที่ไม่ได้ชอบสาวไทยจริง ๆ แต่คิดหวังอะไรบางอย่าง ซึ่งเรากำลังจะเล่าต่อไปนี้

ตอนที่เราไปถึง เรานั่งงง ๆ ที่ม้าหินอ่อนในสวนของป้าอย่างเงียบ ๆ พ่อกับป้าและลุงฝรั่งร้องทักทายกันสนุกสนานเฮฮา มือก็ถือข้าวของ เหล้าเบียร์มาวางที่โต๊ะ เรานั่งเอ๋อ ๆ อยู่จนเห็นว่า ครอบครัวฝรั่งฝั่งนั้น เดินลงมาจากบ้านมาหาเรา หนุ่มฝรั่งคนนั้นตัวสูงราว 185 หุ่นสมส่วน หน้าตาจัดว่าดี สวมแว่นตา ผมสีทอง ตาสีฟ้า ดูเนิร์ด ๆ และขี้อาย เขากล่าวทักทายเราและครอบครัวเขาก็ทักทายเราเหมือนกัน เรานั่งยิงฟันใส่ทุกคน พยายามไม่สบตาเขา แต่เราก็หันไปเห็นบ่อย ๆ ตลอดการพูดคุยว่า เขาแอบมองเราบ่อยมาก ๆ และพยายามจะสื่อสารกับเราด้วยภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่น และโชว์แมนด้วยการดื่มเหล้าอูโส่ (เหล้าขาวเยอรมันซึ่งดีกรีแรงมาก) ภายในกรึบเดียวและแสดงให้เห็นว่าเขาไม่เมา ต่างกับพ่อของเราที่โดนไปจอกเดียวก็เริ่มคออ่อนปวกเปียก และพูดจ้อ ทุกคนดูมีท่าทีสนุกสนานและดูเหมือนครอบครัวนั้นก็จะชอบเรา ทั้ง ๆ ที่เรานั่งเฉย ๆ ยิ้มแห้ง ๆ ถามคำตอบคำ โดยมีป้าเป็นล่าม และการสนทนาก็จบลงแบบวงแตก เมื่อพ่อเราดันพูดถึงเรื่องสงครามโลกครั้งที่สองและฮิตเล่อร์ (และนี่เป็นอีกจุดที่เราอยากจะเน้นเรื่องความสำคัญของการศึกษาและเรื่องมารยาท 5555) แค่คำ ๆ เดียว ภาษาไหนก็เข้าใจ ครอบครัวนั้นหุบยิ้มและมองหน้ากันเลิกลั่ก จนป้าต้องขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ โมเม้นต์อึมครึมเข้าครอบงำ จนสุดท้ายไปไม่รอด เลยต้องขอลาจากกันไปนอนแต่เพียงเท่านี้ และเช้าวันรุ่งขึ้นพวกเขาก็บินกลับไป เรารู้สึกโล่งใจที่ไม่ต้องไปส่ง เพราะพ่อเราเมาค้าง ไปด้วยไม่ไหว เลยเป็นโชคดีของเราไป 

หลังจากกลับไปแล้ว เราก็ไปเสิร์ชหาข้อมูล บวกกับสอบถามพี่สาวที่เป็นญาติของเราอีกคนที่มีแฟนเยอรมัน ถึงเหตุผลที่ว่า ทำไมผู้ชายฝรั่งโดยเฉพาะผู้ชายเยอรมันนั้นถึงอยากแต่งงานกับสาวไทย นอกจากเหตุผลดี ๆ ซึ่งก็คือ สาวไทยนั้นสวยแปลก สวย extoic ผิวแทนสีน้ำผึ้งดูแข็งแรงและเซ็กซี่ หุ่นดี ร่างเล็ก ผมตรงดำยาวสลวยสวยเก๋ แล้ว  

เหตุผลที่ดูเข้าท่าและมีเปอร์เซนต์เป็นไปได้สูงนั่นก็คือ ผู้ชายเยอรมันนั้นส่วนใหญ่ขี้อาย จริงจังและไม่กล้าจีบผู้หญิงก่อน ส่วนผู้หญิงเยอรมันก็ห้าวซะเยอะ มีความกล้าหาญ แข็งแกร่ง ถือว่าตัวเองมีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชายและส่วนใหญ่ไม่ยอมเป็นแม่บ้านหลังแต่งงาน แถมถ้ามีการหย่าร้าง ฝ่ายชายต้องเสียค่าอะไรต่าง ๆ มากมาย ดังนั้นเอง ผู้ชายเยอรมันก็เลยต้องหาสาวจากชาติอื่น ๆ มาเป็นแม่บ้าน ซึ่งก็สาวไทย หรือสาวฟิลิปปินส์ก็ตอบโจทย์ เพราะมีความอ่อนน้อม ถ่อมตัว ยอมเชื่อฟัง ไม่ค่อยมีปากเสียง มีความอ่อนโยนอ่อนหวาน เป็นแม่บ้านแม่เรือนกว่าผู้หญิงฝรั่งหรือชาติอื่น ๆ (ซึ่งไม่ใช่นิสัยเราเลย 5555) ซึ่งนี่เอง ที่มันอาจจะเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะผู้หญิงไทยหลายคนก็มีชีวิตที่ราบรื่นไปได้สวย เป็นชีวิตในฝันที่สาว ๆ หลายคนอยากมี แต่อย่าลืมว่า อีกหลายคนก็ถูกหลอกไปค้ากาม เป็นคนใช้ในคราบเมียฝรั่ง คอยเลี้ยงดูพ่อแม่ฝรั่งแก่ ๆ หรือไม่ก็ถูกผัวฝรั่งซ้อมทำร้ายร่างกายก็มีให้เห็นมาก อะ เดี๋ยวจะหาว่า เราให้ร้ายแต่ฝรั่ง สาวไทยที่ไปหลอกเอาเงินฝรั่งก็มีมากเหมือนกันนะ อย่าทำเป็นเล่นไป ก็เหตุผลที่ว่ามานี้แหละ ที่ทำให้ทางครอบครัวฝรั่งนั้นกลัวการที่จะไปหาเอาสาวไทยจากที่ไหนไม่รู้ว่าแต่งงาน เลยติดต่อเอาจากคนไทยที่พอรู้จักกันดี จนไว้ใจว่า จะไม่หลอกให้เจอคนที่หวังหลอกเอาเงิน 

แต่ประทานโทษค่ะ พวกเขาคงไม่ได้รู้ว่า เรามีแฟนแล้ว เพราะป้าไม่ได้บอกข้อมูลส่วนนี้ เพราะเอาแต่คิดอยากจะให้ฉันได้คบฝรั่ง เราเลยต้องจัดการจบเรื่องที่พ่อและป้าผูกขึ้นมา โดยการขออีเมลหนุ่มฝรั่งจากป้า (ซึ่งป้าหลงดีใจ นึกว่าตัวเองทำสำเร็จ) และเขียนไปขอโทษเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น พร้อมอธิบายเรื่องต่าง ๆ และบอกว่า เราถูกบังคับมาดูตัว โดยป้ากับพ่อบังคับมา ส่วนอีเมลตอบกลับนั้นหนุ่มฝรั่งและครอบครัวแสดงความเข้าใจและขอโทษที่ไม่รู้เรื่องราวที่แท้จริงของเรา และเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี เว้นไว้นิดนึงว่า เราแก้ลำป้าโดยการบอกป้าไปว่า เราอีเมลไปบอกทุกอย่างกับฝรั่งหมดแล้ว ป้าต้องไปขอโทษพวกเขาด้วยนะที่ไม่ยอมบอกพวกเขาให้ชัดเจน หลายคนอาจจะคิดว่า แค่เงียบ ๆ ไม่ต้องทำอะไรก็โอเคแล้วรึเปล่า ไม่ค่ะ เราจะไม่ยอมให้เรื่องเกิดขึ้นต่อไปอย่างมีคนเข้าใจผิดโดยเราไม่มีโอกาสชี้แจงความคิดของเรา และต้องให้บทเรียนแก่ป้าด้วยบ้างว่า ชีวิตของใคร เขาก็อยากกำหนดเอง ไม่ต้องมาจัดการให้แบบนี้ วันต่อมา พ่อก็ยังขุดเรื่องนี้ขึ้นมาว่าเรา ที่ไม่ยอมตอบรับไมตรีของฝรั่งฝั่งนั้น เราฟังพ่อด่าสารพัดจนจบ และพูดสั้น ๆ แค่ประโยคเดียวว่า
เขามองเราเท่าเทียมกับคนบ้านเขารึเปล่าพ่อหลังจากนั้นเป็นต้นมา พ่อก็ไม่ขุดเรื่องนี้ขึ้นมาอีกเลย ไม่รู้ว่าหน้าชาหรือเถียงไม่ออก สรุปสุดท้ายเลยก็คือ เอาเป็นว่า ก่อนจะตกลงคบหรือแต่งงานกัน ก็ดูนิสัยและมองให้ลึกให้ละเอียดก่อนละกันนะคะว่า จริง ๆ แล้วที่เขาหวังนั้นคืออะไร เขารักเราจริง ๆ ใช่มั้ยหรือแค่อยากได้อะไรอย่างอื่นนอกจากนั้น

"หัวทอง " ไม่ใช่ "เทวดา" 
ไม่ต้องให้คุณค่าขนาดนั้น 
"หัวดำ" ดี ๆ ก็มี 
โปรดมองอีกทีนะจ๊ะ

หัวข้อสุดท้ายที่เราอยากจะพูดก็คือ การที่ผู้ชายไทยถูกมองว่า ด้อยกว่าผู้ชายฝรั่ง เราขอบอกว่า ไม่จริง!!!! แม้ใคร ๆ จะเถียงว่า เฮอะ ฝรั่งยังไงก็ดีกว่าเห็น ๆ ทั้งหน้าตา การเงิน การงาน อ่ะ ถ้าจะพูดมาขนาดนี้เราก็ไม่เถียง แต่เราก็ไม่ได้เห็นว่าฝรั่งจะดีกว่าคนไทยมากมายอะไรขนาดนั้น ในฐานะที่เคยคุยกับฝรั่งมานักต่อนักในแอพในแชทต่าง ๆ ก็ตาม กว่าครึ่งก็โชว์กล้วยหรือไม่ก็ขออย่างว่าก็เยอะนะจ๊ะ เห็นหน้าตาดี ๆ ขอกินฟรีก็มาก ถ้าไม่นับปัจจัยภายนอก เช่น หน้าตา หน้าที่การงาน การเงิน เราจะบอกเลยว่า ฝรั่งก็ไม่ได้ดีไปซะทุกคน หรือแม้กระทั่งคนไทย ซึ่งก็มีทั้งดีและไม่ดีปะปนกันไป เพราะเราเป็นสาวไทยคนนึงที่อกหักรักคุดไม่หยุดแห้วจากชายไทยมาหลายรายด้วยกัน ทั้งโดนหลอกคุย โดนแกล้งหยอด หวังจะฟันอะไรสารพัด เรายังไม่คิดว่าผู้ชายไทยไม่ดีเลย เพราะสุดท้าย เรามาเจอแฟนคนนี้ ที่เราคบมานาน และเขาก็เป็นคนที่ดีมากและรักเราอย่างที่เราเป็นเรา
เราเลยได้ข้อสรุปว่า สุดท้ายแล้ว มันไม่ได้เกี่ยวกับเชื้อชาติ ภาษา หรือวัฒนธรรมเลยค่ะ เวลาจะพิสูจน์ความจริงให้ได้เห็นเองค่ะ ว่าใครที่รักเราจริงอย่างที่เราเป็นและมองเราเป็นคู่ชีวิต ไม่คิดมองเราเป็นเครื่องมืออะไรอย่างอื่น
และอยากจะฝากให้สาว ๆ ได้กลับไปคิดกันเยอะ ๆ นะ ถึงอนาคตและอะไรหลาย ๆ อย่างที่จะผ่านเข้ามาเป็นเครื่องทดสอบจิตใจและชีวิตของคุณ อย่าปล่อยให้วาทกรรม ค่านิยม หรือกรอบกฎอะไรก็แล้วแต่มาครอบงำคุณ เพราะสุดท้ายแล้ว การมานั่งเสียใจกับชีวิตที่ไม่ได้เลือกหรือเลือกไม่ได้ มันคงน่าเสียใจและน่าเสียดายมาก ๆ ยุคนี้ ในตอนนี้ เรามีอิสระ มีโอกาสที่จะเลือกได้ เลือกเถอะค่ะ เลือกส่ิงที่ดีให้กับตัวเอง เราแค่นำมุมมองอีกด้านมาเผยให้คุณเห็นเพื่อประกอบการตัดสินใจ อย่าเชื่อเราทั้งหมด แต่จงอย่าลืม "คิดไตร่ตรอง" ในทุกสิ่งที่ได้ยิน ได้ฟัง และทุกสิ่งที่จะทำต่อไปด้วยนะคะ เพราะสิ่งที่คุณเลือกในวันนี้ จะเป็นการนำไปสู่อะไรหลาย ๆ อย่างในชีวิตของคุณเอง ขอบคุณที่อ่านมาถึงตอนนี้ค่ะ ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ

SHARE
Written in this book
About Me
รวมเรื่องที่อยากเล่า ประสบการณ์แปลกๆ ของเราเองค่ะ
Writer
ClairDeLune
The Saddest Moon
ARS LONGA, VITA BREVIS ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เข้ามาเลยค่ะ อาจจะไม่ค่อยได้ตอบนะคะ ต้องขอโทษทุกคนที่มาเม้นด้วยค่ะ

Comments

khaikung
1 year ago
สนุกมากกกก
Reply
ClairDeLune
1 year ago
ตอนที่เจอคือโมเม้นต์นรกมากพี่ แต่พอผ่านมาได้ก็ขำๆดี ถือเป็นประสบการณ์ส่วนตัวค่ะ 5555
niji
1 year ago
ชอบ เขียนดี
Reply
ClairDeLune
1 year ago
ขอบคุณมากค่ะ 😊
KCstory
1 year ago
สนุกค่ะ นึกว่ามีแต่ในนิยายเสียอีกเรื่องแบบนี้
ว้ายมีเรื่องจริงด้วย ดีใจจังที่ค่านิยมแบบนี้ยังเหลืออยู่บ้าง ฝรั่งไม่ได้ดีไปหมด คนไทยดีๆก็ยังพอมีให้เห็น ในร้ายมีดี ในดีมีร้าย
เราทำงานกับฝรั่งมาก็เยอะ เราว่าทุกชาติทุกภาษามีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง และความรักก็ต้องปรับตัวเข้าหากัน จูนกันจนกว่าจะลงตัวแหละเนอะ

ชอบค่ะ ^^
Reply
ClairDeLune
1 year ago
นี่ก็ทำงานกับฝรั่ง มีเพื่อนฝรั่งต่างชาติเยอะเหมือนกันค่ะ เลยรู้ว่า มีทั้งดี แล้วก็ไม่ดี ขอบคุณมากๆนะคะที่แชร์เรื่องราว ดีใจที่ชอบค่ะ 😊
iDew
1 year ago
แฟนเก่าเราก็เคยคบและแต่งงานกับฝรั่ง วันนึงเรากับเขาบังเอิญมาเจอกันอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้เจอกันเลย 8ปี เขาบอกว่าไปใช้ชีวิตหลังแต่งงานกับสามีที่ฝรั่งเศส เริ่มแรกก็ดีมากๆ แต่หลังจากนั้นคือไม่ได้ดีอย่างที่คิดไว้เลย สามีนอกใจเธอเคยโดนซ้อม และในฐานะคนเอเชียแน่นอนว่าสังคมคนยุโรปยังมีการเหยียดเชื้อชาติเหยียดผิวกันอยุ่ สุดท้ายเราคิดแบบเจ้าของกระทู้ ไม่ว่าจะต่างชาติหรือคนไทย มันก็มีคนดีคนไม่ดีปะปนกันไป
Reply
ClairDeLune
1 year ago
ใช่เลยค่ะ ขอบคุณที่เข้าใจเรานะคะ เราอย่กจะออกมาแบ่งปันสิ่งที่เราเจอและอยากให้หลายคนๆได้คิดกว้างๆมากขึ้น ไม่ใช่อะไรๆ ฝรั่งก็ดีหมด
ManyMilds
12 months ago
คุณเจ้าของบทความคะ เราพบว่าแอ็คเค้า Thaiconsent ทวิตเนื้อหาคล้ายบทความคุณแต่เขาใส่เครดิตเป็นคนอื่นค่ะ ไม่รู้ว่าเค้าละเมิดรึเปล่า เห็นแล้วรู้สึกทะแม่งๆ ลองเข้าทวิตเตอร์ดูนะคะ
Reply
ClairDeLune
12 months ago
เป็นเรื่องของเราเองค่ะ ที่ Thai Consent นั่นก็เราไปเขียนเองค่ะ
ManyMilds
12 months ago
อ้อ โอเคค่า ^^