STRAWBERRY MOON : 1


ทันทีที่เดือนอ้ายปรากฏตัวในงานการกุศลคืนนั้น ทุกสายตานับร้อยก็เปลี่ยนมาจับจ้องที่เขา ลูกชายคนเดียวของศศินเป็นจุดสนใจเสมอมา ด้วยรูปลักษณ์ ด้วยความเป็นจินดาโชติ ด้วยบุคลิกของเจ้าตัว--เขาโดดเด่นท่ามกลางผู้คนมากมาย เหมือนพระจันทร์ที่ส่องสว่างบนผืนฟ้ายามค่ำคืน
แน่นอนว่าข้างกายเขามีไกด์สาวสวยระดับ A ในชุดราตรีสวยสง่าดุจนางพราย เดือนอ้ายแตะเบาๆที่เอวเปลือยเปล่าของหล่อนในตอนที่เดินทักทายแขกคนอื่นๆ และเมื่อเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งในหมู่ฝูงชน เขาก็กระตุกยิ้มบางเบาบนใบหน้า

"เพชรไม่มาด้วยเหรอเพทาย?"

นั่นคือคำทักทายแรกที่เขาเอ่ยกับเพทาย--ลูกชายของโกเมนผู้มีศักดิ์เป็นอาของเดือนอ้าย เพทายจึงถือเป็นลูกพี่ลูกน้องของเขา เป็นคนร่วมตระกูล ทว่าเดือนอ้ายไม่เคยเรียกเพชรและเพทายว่าพี่แม้ว่าทั้งคู่จะมีอายุมากกว่าเขา 3 ปี บ่งบอกชัดเจนว่าในสายตาเดือนอ้ายไม่เคยคิดว่าตัวเองอ่อนกว่า สำหรับเขาแล้วอายุ 18 ปีนั่นไม่ได้ทำให้ความคิดเด็กกว่าคนอายุ 21 เลยสักนิด

"ไม่มา เราเลยต้องมารับหน้าพวกผู้ใหญ่กับนักข่าวคนเดียว น่าเบื่อจะตาย"

เพทายตอบพลางทำหน้ายู่ ดูน่ารักเหมาะสมเข้ากับเขา เรือนผมสีแดงสว่างโดดเด่นสะดุดตา ดวงตากลมโตสวยเหมือนนัยน์ตากวางหม่นแสงลงเล็กน้อยเพราะเจ้าตัวกำลังอารมณ์ไม่ดี
"อย่าทำหน้าบึ้งดิ เดี๋ยวแก่เร็วนะ"
เด็กหนุ่มพูดเสียงกลั้วหัวเราะ เพทายเป็นคนที่น่าแกล้งเสมอเพราะเจ้าตัวมักจะแสดงความรู้สึกผ่านทางสีหน้าออกมาอย่างชัดเจน--เหมือนอย่างเช่นเวลานี้ที่กำลังตวัดตาค้อนเดือนอ้ายและคำว่าโกรธก็แปะหราอยู่บนหน้า


"ไม่ต้องมายิ้มเลยเดือนอ้าย เรากำลังหงุดหงิดอยู่นะ"

พูดจบก็ยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ น้ำเมารสดีทิ้งเฉดสีแดงเรื่อไว้บนเรียวปากบาง ตุ้มหูระย้าสีเงินเป็นประกายเมื่อโดนแสงไฟรวมถึงแหวนเพทายสีแดงอมส้มบนเรียวนิ้วด้วย--อัญมณีชนิดนั้นเหมาะสมกับเขา เหมาะกับไฟในดวงตาของเขา

"แล้วทำยังไงจะหายหงุดหงิดอะ?"

"ไม่รู้!"

แม้กระทั่งตอนหงุดหงิดแบบนี้ เพทายก็ยังดูน่ารัก เขาทำท่าเอาแต่ใจแสนงอนได้น่ามองเสียเหลือเกิน

"น่า อดทนหน่อย เดี๋ยวก็เสร็จแล้วนี่ไง"

เสียงนุ่มละมุนปลอบประโลมเหมือนสายน้ำเย็นก็พอจะทำให้ความหงุดหงิดนั้นบรรเทาลงมาบ้าง--เพทายชอบงานสังคมก็จริง แต่ไม่ใช่งานการกุศลที่มีแต่คนแก่และเพลงเชยๆแบบนี้ ดวงตาสีเทาปรายตามองเด็กหนุ่มข้างตัวแล้วก็ยิ่งหงุดหงิดขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าเขาก้มลงกระซิบกับผู้หญิงคนนั้น--ถึงแผ่วเบาแต่เพทายก็ได้ยิน

"ไปรอผมที่ห้องข้างบน"

เจ้าหล่อนพยักหน้ารับทราบ เผยรอยยิ้มหวานหยด งานที่มีทั้งผู้คนและสรรพเสียงวุ่นวายแบบนี้คือนรกสำหรับเซนติเนล นั่นเป็นอีกเหตุผลที่เพชรปฏิเสธที่จะมา เหตุผลของเขาหนักแน่นพอจนโกเมนไม่สามารถบังคับได้ สุดท้ายก็กลายเป็นเพทายที่ต้องมารับหน้าทุกอย่างแทน ไม่ยุติธรรมเอาซะเลย ชายหนุ่มเบะปากออกเล็กน้อยด้วยอารมณ์เบื่อหน่าย ดวงตายังจับจ้องอยู่ที่ผู้หญิงคนนั้นที่กำลังเดินแยกออกไปจากวงสนทนา

แล้วจู่ๆ...เขาก็นึกอะไรสนุกๆออก

เพทายแสยะยิ้ม ก้าวขาเดินตามเจ้าหล่อนไป ไฟในดวงตาลุกโชนโชติช่วง...อย่างน้อยเรื่องนี้ก็ทำให้งานน่าเบื่อนี่สนุกขึ้นมาบ้าง

คนผมแดงคงไม่รู้ตัว...ว่าทั้งหมดนั่นอยู่ในสายตาของเดือนอ้าย ดวงตาเรียวแอบปรายตามองมาตลอดทั้งๆที่ยังคุยกับท่านสมาชิกสภา เขาแอบกระตุกยิ้มมุมปากเมื่อรู้ว่าคนตัวแสบคิดจะทำอะไร--เพทายมักทำอะไรที่น่าสนใจเสมอ

ไม่กี่นาทีต่อจากนั้นเด็กหนุ่มขอปลีกตัวออกมาจากวงสนทนาอย่างเงียบๆ ก้าวย่างเงียบเชียบขึ้นไปบนห้องสวีทที่จองไว้เพื่อเยียวยาอาการของเขา เขาบอกให้ไกด์สาวสวยคนนั้นขึ้นไปรอก่อนแล้ว ทว่าเมื่อเข้าไปในห้อง เดือนอ้ายกลับไม่เจอหล่อนรออยู่ คนที่รออยู่คือเพทาย--เรือนผมสีแดงสว่างดูเข้มขึ้นหนึ่งเฉดเมื่ออยู่ท่ามกลางแสงไฟสลัว สีเทาในดวงตาดูวาววับเหมือนอัญมณี 

"เราบอกให้ผู้หญิงคนนั้นรออยู่ข้างนอก" รอยยิ้มไร้เดียงสาปรากฏขึ้นบนใบหน้า "จะให้เรียกมาไหม?" เขาเอียงคอถามทำหน้าไขสือ

แต่เดือนอ้ายรู้ว่าภายใต้หน้ากากหน้าคืออะไร
ไฟในดวงตาของเพทายไม่เคยมอดดับ

"ไม่ล่ะ ตอนนี้เพทายน่าสนใจกว่า" เสียงนุ่มกระซิบบอก "ร้ายเหมือนเดิมเลยนะ ไอ้ตัวแสบ" เขาเผยรอยยิ้มหวานละมุนตรงกันข้ามกับแววตาดุดัน

"แน่นอนสิ เดือนอ้ายก็ชอบที่เราร้ายแบบนี้ไม่ใช่รึไง?"

นั่นคือการท้าทาย--เดือนอ้ายก็เลยลงโทษด้วยการดึงเขาเข้ามาในอ้อมแขน กดให้นั่งลงตรงตัก กักขังไว้ด้วยอ้อมกอดเพื่อจะเพ่งพิศดวงตาคู่สวยคู่นั้นชัดๆ สีเทานั่นดึงดูดเดือนอ้ายเสมอมาและ

กลิ่นหอมหวานจากตัวเพทายกำลังทำให้เขาเสียสติ

"ถ้าพ่อเพทายไม่หวงขนาดนั้น เราคงให้นายมาเป็นไกด์ให้เราแล้ว" เขาก้มลงสูดกลิ่นหอมจากซอกคอขาวเนียน "เราอยากให้นายอยู่ข้างๆเรามากกว่าผู้หญิงคนนั้นอีก" ดอมดมมันซ้ำๆอย่างไม่รู้เบื่อ

เพทายเป็นไกด์ระดับ A มากพอที่จะเยียวยาอาการน่ารำคาญของเดือนอ้ายให้หายเกือบมั้งหมดและก็...รสชาติของเพทายน่ะเป็นรสชาติแบบที่เขาชอบ--หวาน หอม ทว่าขมปร่าร้อนแรงมอมเมาผู้ลิ้มรสให้ตกอยู่ในภวังค์เสน่ห์ของเจ้าตัว...รสชาติเหมือนค็อกเทลรสดี

"แต่เราเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ถ้าเราเป็นไกด์ให้เดือนอ้าย คงดูไม่เหมาะมั้ง"

ใช่...นั่นเป็นข้อแม้เดียวที่ทำให้โกเมนไม่ยอม
แต่เขาไม่รู้หรอก ว่าคนอย่างเพทายถ้าคิดจะทำอะไรแล้ว ไม่ว่าใครก็ห้ามไม่ได้...แม้แต่พ่อตัวเองก็ตาม

"เพทายสนใจด้วยเหรอ?"

เดือนอ้ายแกล้งถามไปอย่างนั้น เขารู้คำตอบอยู่แล้ว มันฉายชัดอยู่ในแววตา ในรอยยิ้ม

"ถ้าสนใจแล้วจะมาอยู่ตรงนี้ไหมล่ะ"

ใช่...เพทายไม่เคยสนใจอะไรทั้งนั้น
เขาเป็นฝ่ายจูบเดือนอ้ายก่อนด้วยซ้ำ--หวานละมุนในตอนแรกก่อนจะค่อยๆทวีความเผ็ดร้อนขึ้นในตอนถัดมา ลมหายใจของเพทายเจือกลิ่นไวน์ จูบของเขาก็หวานฝาดด้วยรสชาตินั้น สองแขนของเขาโอบรอบต้นคออีกฝ่าย ปล่อยให้ปลายนิ้วเรียวปลดกระดุมออกตามอำเภอใจ

เดือนอ้ายเพลิดเพลินกับผิวนุ่มลื่น ถูกมอมเมาด้วยกลิ่นหวานหอม เมื่อประทับรอยจูบไปหนึ่งครั้งบนต้นคอ ร่างเพรียวในอ้อมแขนก็สะดุ้งไหว เด็กหนุ่มเผยรอยยิ้มย่ามใจและจูบลงไปใหม่บนลาดไหล่แข็งแรง ยลยินเสียงหวานครางแผ่วข้างหู

"เราชอบเวลานายครางแบบนั้น"

เขากระซิบ พลิกให้อีกฝ่ายอยู่ใต้ร่าง เรือนผมสีแดงสยายกระจายบนฟูกนอนสีขาว ดูราวกับดอกกุหลาบบนผืนหิมะ เพทายแย้มยิ้ม--ยั่วเย้าเชิญชวน

"ถ้าได้เจอเดือนอ้าย..." ปลายนิ้วสัมผัสแผ่วเบาบนสันกราม ไล่เรื่อยมาจนถึงจุดไฝเด่นชัดบนต้นคอ "ต่อให้ลงนรกก็คุ้มค่า" ดวงตากลมฉายชัดทุกความรู้สึกออกมาให้เห็น

หลงใหลและโหยหาอย่างบ้าคลั่ง

เพทายพลิกกลับมาคร่อมบนร่างสูงอย่างรวดเร็ว ดวงตากลมโตดูซุกซนเหมือนกระต่ายป่า--เดือนอ้ายเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจเล็กน้อยก่อนจะเผยรอยยิ้มท้าทาย

"ขนาดนั้นเลย?"

เขากระซิบถาม กระตุกเสื้อเชิร์ตสีขาวตัวนั้นให้หลุดจากร่างเพรียวอย่างง่ายดาย แสงโคมในห้องย้อมผิวขาวเนียนให้ดูนวลตากว่าทุกที เพทายไม่ได้ตอบคำถามด้วยคำพูด แต่เขากลับตอบด้วยจูบแผ่วเบาบนกระดูกนูนเด่นตรงไหล่ ปลายนิ้วเรียวค่อยๆปลดกระดุมเสื้อเชิร์ตสีดำออกเพื่อจะสัมผัสกล้ามเนื้อแน่นตึงข้างใต้นั่น ลิ้นสีชมพูสำรวจซุกซนบนตัวเด็กหนุ่ม เสียงครางต่ำระคนหอบหายใจก้องสะท้อนไปมาในห้องแห่งนี้

กริ๊งงงง

เสียงโทรศัพท์ทำให้เพทายต้องหยุดชะงัก เขาพรายยิ้ม ช้อนตาขึ้นมองเดือนอ้ายที่กำลังแสดงสีหน้าหงุดหงิดก่อนจะกดจูบลงไปบนกล้ามเนื้อหน้าท้องและผุดลุกขึ้นรับโทรศัพท์

"ครับคุณพ่อ?...ครับ เดือนอ้ายอยู่กับผม ออกมาสูบบุหรี่กันนิดหน่อยครับ" 


แต่คนอย่างเดือนอ้ายเหรอจะยอมเชื่อฟัง...เขาดึงเพทายเข้ามาไว้ในอ้อมกอด ซุกจมูกเข้ากับต้นคอสูดกลิ่นหอมหวาน งับเบาๆเข้าที่ติ่งหู ยิ่งเห็นคนในอ้อมแขนสะดุ้ง เขาก็ยิ่งรุกรานผิวขาวหนักขึ้นเรื่อยๆ

"อ่า ได้ครับ จะรีบไปเดี๋ยวนี้ล่ะครับ"

เพทายพยายามข่มเสียงต่ำ--กัดปากตัวเองเพื่อไม่ให้เผลอทำเสียงแปลกๆออกไป เมื่อกดวางโทรศัพท์แล้วถึงได้หันไปตวัดตาค้อนใส่เด็กหนุ่ม

"คุณพ่อเรียกไปถ่ายรูปรวมแหนะเดือนอ้าย"

ร่างเพรียวลุกขึ้นจากเตียง หยิบเสื้อเชิร์ตตัวนั้นขึ้นมาใส่โดยไม่สนใจหน้าตาบูดบึ้งของใครบางคนเลยสักนิด

"ไม่ไปไม่ได้รึไง?"

"นายก็รู้นี่ว่าไม่ได้"

เพทายตอบเสียงเรียบเหมือนว่าเมื่อครู่นี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างพวกเขา นั่นยิ่งทำให้เดือนอ้ายหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก

"จะทำให้เราต้องการนายแล้วหนีไปดื้อๆแบบนี้ไม่ได้นะเพทาย"

เขาเสยผมสีดำที่หล่นปรกใบหน้า พ่นลมหายใจระบายอารมณ์มัวๆที่เกิดขึ้น คนอย่างเดือนอ้ายไม่เคยถูกใครขัดใจ...เพทายอาจเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่กล้าขัดใจเขา

"ต้องการมากขนาดไหนเหรอ?"

ร่างเพรียวเอ่ยถาม เขากำลังจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทาง ซ่อนรอยจูบแดงซ่านไว้ใต้ผ้าเนื้อนุ่ม ซ่อนตัวตนไว้ภายใต้หน้ากากกระต่ายน้อยไร้เดียงสาเหมือนเคย

"คิดว่าขนาดไหนล่ะ?"

พายุที่โหมคลั่งกระหน่ำอยู่ในดวงตาคู่นั้นทำให้เพทายเผยรอยยิ้มออกมา เขาชอบที่รู้ว่าเดือนอ้ายเป็นของเขา

"ดี เดือนอ้ายจะได้ไม่ลืมเราไง" ปลายนิ้วแตะแผ่วเบาบนเปลือกตา กลิ่นกายหอมหวานกรุ่นโชยอยู่ปลายจมูก "แม้แต่ตอนที่นายปลดปล่อยกับผู้หญิงคนนั้น...เดือนอ้ายก็จะคิดถึงเรา"

อีกครั้งที่ทั้งคู่จูบกัน--ครั้งแรกเริ่มเมื่อไรไม่รู้ และครั้งสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไรก็ไม่รู้เหมือนกัน เดือนอ้ายไม่คิดจะสนใจ

"ไอ้ตัวแสบ"

เด็กหนุ่มกระซิบหลังจากที่ผละออกจากกัน ปลายนิ้ววนเวียนอยู่บนแก้มใส ดวงตานั้นเป็นดวงตาของนักล่าที่หิวโหย

"ก็เป็นแบบนั้นมาตลอดนี่"

ดวงตาสีเทาฉายแววเจ้าเล่ห์ เพทายยอมรับในความร้ายกาจของตัวเอง--เขาชอบมันเสียด้วยซ้ำ คนผมแดงรู้สึกสนุกที่ได้เห็นเดือนอ้ายกำลังหงุดหงิด

"บอกคุณอาด้วยแล้วกันว่าเราจะเข้าไปช้าหน่อย" 

เด็กหนุ่มลุกขึ้นจากเตียงบ้าง วิสกี้แก้วหนึ่งวางรออยู่ตรงนั้น--เขาไม่ลังเลจะหยิบมันขึ้นซด "แล้วก็...เรียกผู้หญิงคนนั้นเข้ามาด้วย"

พายุอารมณ์ที่เพทายสร้างขึ้นคงไม่หมดลงง่ายๆถ้าเขาไม่ได้ระบายกับใครสักคน และไกด์สาวสวยคนนั้นก็เป็นตัวเลือกที่ดี

"อย่ามาช้านักล่ะ เด็กดี"

เพทายบอกเขาด้วยรอยยิ้ม จูบอย่างรวดเร็วและแผ่วเบาที่แก้มหนึ่งครั้ง ดวงตาสีเทาระยับวิบวับราวกับดาว...ใช่ เขากำลังสนุกอยู่

"ถ้าไม่อยากโดนเด็กจับกดก็รีบๆออกไปได้แล้วเพทาย"

แต่คนโตกว่าก็ไม่ได้ยี่หระต่อคำเตือนนั้นแต่อย่างใด เขาหัวเราะออกมาเบาๆราวกับว่ามันคือคำขู่ของลูกแมว--วันนี้เดือนอ้ายก็ยังเป็นของเขาอยู่เหมือนที่มันเคยเป็นมาตลอด

กว่างานเลี้ยงจะเลิกก็กินเวลาไปเกือบเที่ยงคืน เพทายกลับถึงบ้านในเวลาตีหนึ่งกว่าๆ ทันทีที่เดินเข้ามาในบ้านก็เห็นใครอีกคนกำลังยืนหน้ามุ่ยอยู่ตรงเคาท์เตอร์หินอ่อนในครัว--เส้นผมสีเงินดูซีดจางท่ามกลางแสงโคมอ่อนบาง

เพชรกับเพทายคือแฝดจากไข่ใบเดียวกันแต่กลับต่างกันลิบลับ ดวงตาสีเทาของเพชรไม่ดูขี้เล่นเปี่ยมเสน่ห์เหมือนของเพทาย มันดูเย็นเยียบราวกับก้อนเหล็ก เป็นดวงตาที่สร้างความพรั่นพรึงให้กับคนมองได้ไม่ยาก โดยเฉพาะตอนนี้ที่เขากำลังอารมณ์ไม่ดี

"เมื่อไรจะเลิกยุ่งกับไอ้เดือนอ้ายซะทีวะเพทาย"

เสียงทุ้มต่ำลอดออกมาจากเรียวปากบาง จมูกเซนติเนลอย่างเขาไวพอที่จะได้กลิ่นอายของเดือนอ้าย มันฟุ้งอยู่รอบตัวแฝดคนพี่

"แล้วเพชรเป็นอะไร ทำไมต้องมาห้ามเราด้วย เราจะทำอะไรก็เรื่องของเราดิ"

เพทายโต้กลับ--จ้องเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย ไม่มีทีท่าจะยอมแพ้ เพชรเม้มปากแน่นกักเก็บอารมณ์คุกกรุ่น แฝดคนพี่ของเขาพยศแบบนี้เสมอ

"แต่กูไม่ชอบ ไม่ชอบให้ไปยุ่งกับใครคนอื่นนอกจากกู"

เขาก้าวเข้ามาใกล้...และเพทายไม่คิดจะถอยหนี

"เพชรเป็นแค่แฝดเรานะ ไม่ใช่เจ้าชีวิต"
 
พูดได้แค่นั้นปากนุ่มนิ่มก็ถูกปิดลงด้วยรอยจูบ เพทายอยากขัดขืนแต่ข้อมือของเขาทั้งคู่ก็ถูกตรึงไว้เหนือตัว กดติดกับผนังห้องเย็นเยียบ ลิ้นร้อนของเพชรรุกรานจาบจ้วง ในขณะเดียวกันก็ล่อลวงให้หลงติดกับรสสัมผัสหวานหอม--เพทายคล้อยตามในที่สุด ร่างกายของเขาเคยชินกับสัมผัสแบบนั้น มันตอบสนองต่อจูบของเพชรไม่ต่างจากดอกไม้ที่ตอบสนองต่อแสง

"เอาแต่ใจ น่ารังเกียจ"

ถ้อยคำเหล่านั้นหลุดรอดออกมาตอนที่เจ้าของลิ้นร้อนผละออกไปแล้ว ดวงตากลมโตแบบเดียวกันกำลังจ้องตรงมาที่เพทาย--ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับโหมไหม้ด้วยไฟแห่งอารมณ์ ดุดันราวกับสัตว์ป่า
"แต่มึงก็จูบตอบนี่" เขาแสยะยิ้ม "ยอมรับเหอะเพทาย ว่าไม่ใช่แค่กูที่ต้องการมึง" ปลายนิ้วนั่นก็อยู่ไม่สุข มันลากระไปบนผิวสีน้ำนม เพชรกดน้ำหนักลงบนนวลเนื้อนุ่มราวกับจะย้ำให้สัมผัสเหล่านั้นชัดเจนและฝังลึกลงไป ปากซุกซนของเขาระรานไปทั่ว ทั้งใบหู พวงแก้ม ต้นคอ ฝังคมเขี้ยวบนผิวขาวทิ้งร่องรอยแดงช้ำติดตรึงไว้บนนั้น เสียงครางหวานหูปลุกเร้าให้เขาอยากสัมผัสมากขึ้นไปอีก--ตรงไหนที่เดือนอ้ายทิ้งร่องรอยเอาไว้...เขาจะลบมันออกไปด้วยจูบของเขา

เพล้ง!!!

เสียงแก้วแตกหยุดมือที่กำลังถอดเข็มขัดให้นิ่งชะงัก ใครอีกคนอยู่ตรงนั้น มองตรงมาที่เขาด้วยดวงตาที่คลอด้วยหยาดน้ำตา มันตกตะลึง สั่นไหว และเจ็บปวด

"ขอโทษ" ปาดสีสดขยับกระซิบแผ่ว "จิลตื่นมาไม่เห็นคุณเพชร...ก็เลยเดินลงมา"

เขาพยายามแย้มรอยยิ้ม หากแต่มันก็ดูฝืดเฝื่อนแข็งเกร็ง มือคู่นั้นดูสั่นตอนที่กำลังก้มลงไปเก็บเศษแก้ว--เพชรปล่อยมือจากเพทาย เขาก้าวปราดเดียวไปหาจิลที่อยู่ตรงนั้น จับข้อมือเอาไว้ไม่ให้สัมผัสกับเศษแก้วคม

"ไม่ต้องเก็บ เดี๋ยวให้แม่บ้านมาเก็บให้" เสียงทุ้มกระซิบบอก "เดี๋ยวจะบาดมือเอา" มันอ่อนโยนกับจิลเสมอ สัมผัสแผ่วเบาบนข้อมือนั่นก็ด้วย

"อือ"

"ขึ้นห้องเถอะ"

จิลทำตามแต่โดยดี เขาชินกับการทำตามคำสั่งของใครคนอื่น ดวงตาคู่นั้นมักดูหม่นเศร้าอยู่เสมอ มันอ่อนไหวและเปราะบางราวกับว่าเพียงแค่ความตายของผีเสื้อก็ทำให้เขาเสียน้ำตาได้ สำหรับเพชรแล้วเขาคือไกด์ผู้เยียวยาอาการเซนติเนล แต่สำหรับจิลน่ะ...เพชรคือเรือลำสุดท้ายที่เขายึดไว้ท่ามกลางทะเลชีวิตอันโหดร้ายนี่

ยามค่ำคืนของย่านสีลมไม่เคยเงียบเหงา แสงไฟจากตึกและร้านรวงพร่างพราวราวกับดาวบนฟ้า ภัตตาคารหรูแห่งนี้ก็เป็นหนึ่งในแสงดาวเหล่านั้น --ตะวันวิ่งกระหืดกระหอบเข้าไปในร้าน เส้นผมหยักศกดูยุ่งเหยิง เม็ดเหงื่อไหลซึมทั่วใบหน้า ปากงอนสวยบ่นพึมพำแต่คำว่า 'ชิบหายละ' ซ้ำไปซ้ำมา ตอนนี้เป็นเวลาเกือบหนึ่งทุ่มแล้วแต่ตะวันเพิ่งจะเดินทางมาถึงที่นี่ เขาเริ่มงานหนึ่งทุ่มตรงแต่ตอนนี้ตะวันยังไม่เปลี่ยนชุดเป็นยูนิฟอร์มของร้านเลยด้วยซ้ำ

"วันนี้มาช้านะพี่ตะวัน"

เด็กหนุ่มร่างสูงโย่งเอ่ยทัก ส่วนสูงเกือบหนึ่งร้อยแปดสิบทำให้ตะวันต้องเงยหน้าเวลาคุยกับเขา ดวงตาสุกใสเต็มเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาและรอยยิ้มนั่นก็ดูเป็นมิตร--รวินท์เป็นคนที่มองแล้วทำให้นึกถึงหมาไซบีเรียนฮัสกี้ตัวใหญ่ๆ...แถมยังเป็นหมาต๊องๆซะด้วย

"อื้อ ใช่ วันนี้ยุ่งทั้งวันเลย ทั้งไปส่งของ ทั้งทำงานที่ยูโฟเรีย เออ พี่ยังไม่บอกรวินท์เลยนี่เนอะว่าพี่ได้งานใหม่แล้วนะ"

ตะวันตอบในขณะที่เอาของเก็บเข้าล็อกเกอร์ เมื่อพูดถึงที่ทำงานใหม่ ชายหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา คุณเจ้าของร้านใจดีกับเขาเหลือเกิน เขาไม่รู้สึกเหมือนว่าเธอเป็นคุณแม่มากกว่าจะเป็นเจ้านายด้วยซ้ำ และอาหารที่เธอทำก็อร่อยมากด้วย

"จริงอะ เงินดีไหมพี่"

เด็กยักษ์ก้าวเข้ามาใกล้เขาน้ำเสียงดูตื่นเต้น (ไม่รู้ว่าตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น) รู้สึกเหมือนเห็นภาพซ้อนเป็นหางฟูๆกำลังกระดิกรัวๆ 

"ก็โอเคเลยนะ ชั่วโมงละ 45 อะ"

ถือว่าเป็นค่าตอบแทนที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกันกับงานที่ไม่ได้หนักมาก (อย่างน้อยเขาก็คิดแบบนั้นล่ะนะ) ตะวันรู้สึกว่างานนี้เป็นงานที่ดี...สิ่งสำคัญที่สุดคือเขาชอบที่จะอยู่ที่นั่น ร้านคาเฟ่ที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนกลับบ้าน มันอบอุ่นอย่างที่เขาเองก็อธิบายไม่ได้เหมือนกันว่าทำไม

"โห ดีอะ เค้ารับพนักงานเพิ่มปะ ผมจะไปสมัครด้วย"

รวินท์ขยับเข้ามาใกล้อีก มือใหญ่จับแขนคนพี่อย่างลืมตัว อีกครั้งที่ตะวันเผลอนึกถึงเจ้าสตีฟที่เคยเลี้ยง

"ไม่รู้เหมือนกันอะ แต่เดี๋ยวพี่ลองถามให้นะ"

"แล้ว ทำงานวันแรกเป็นไงมั่งอะ"

"สนุกมาก คุณเจ้าของร้านใจดีมากๆเลย พี่ได้เรียนทำเครื่องดื่มด้วยนะ แล้วก็ได้ของกินกลับมาด้วย!"

รอยยิ้มสว่างไสวนั่นแทบทำให้รวินท์หยุดหายใจเสียตรงนั้น พี่ตะวันมีผลต่อใจเขาเสมอมา

"ดีเนอะ ถึงว่า วันนี้ดูสดใสเชียว"

"แล้วปกติไม่สดใสเหรอ"

คนโตกว่าจ้องแป๋วมาด้วยสายตาฉงนสงสัย ใบหน้ายังเปื้อนรอยยิ้ม แว้บหนึ่งในความคิดรวินท์คิดว่าถ้าหากได้จูบเบาๆบนปากน่ารักนั่นก็คงดี

"ก็สดใส แต่วันนี้มากกว่าปกติ"

ตะวันหัวเราะเบาๆกับคำพูดของรุ่นน้อง เขาปิดประตูล็อกเกอร์ ชุดยูนิฟอร์มพนักงานเสิร์ฟสีขาวดำอยู่ในอ้อมแขน

"ว่าแต่ วันนี้พวกผู้หญิงเค้าฮือฮาอะไรกันอะ"

ชายหนุ่มบุ้ยใบ้ไปที่เหล่าพนักงานเสิร์ฟผู้หญิงที่กำลังแอบดูใครบางคนอยู่ที่ประตูห้องพักพนักงาน 

"อ้อ วันนี้เห็นบอกว่าคุณเดือนอ้ายจะมากินข้าวร้านเราน่ะ"

"ใครอะ? ไม่เห็นคุ้นชื่อเลย"

ดารา? นักร้อง? 

ตะวันไม่รู้อะไรสักอย่าง วันๆแค่ทำงานเวลาชีวิตก็หายไปเกือบหมดแล้ว เขาไม่มีเวลาไปสนใจอะไรอย่างอื่น

"อ้าว พี่ คนนี้สามีแห่งชาติเลยนะ สาวๆอยากได้กันค่อนประเทศ"

"ขนาดนั้นเลย?"

"อื้อ"

เมื่อรู้แล้วก็ไม่ได้ทำให้เขาตื่นเต้นเหมือนสาวๆพวกนั้นเลยสักนิด เพราะยังไงก็ไม่เกี่ยวกับเขามองจากตรงนี้เขาเห็นร่างสูงของเด็กหนุ่มนั่งหลังตรงโดยมีสาวสวยนั่งตรงข้าม ดูจากการแต่งตัวของเขาก็รู้ว่าเขาน่าจะรวย--แต่ก็นั่นแหละ จะสนใจคนที่อยู่คนละโลกกับตัวเองไปทำไม

"แหม แต่รวินท์ก็หล่อน้า ถ้าพี่เป็นผู้หญิง พี่คงจีบรวินท์แน่ๆ" ตะวันต่อยเบาๆอย่างหยอกเย้าบนต้นแขน "ไปละ ยังไม่เปลี่ยนชุดเลยเนี่ย"

เด็กหนุ่มเผลอถอนหายใจออกมาตอนที่รุ่นพี่คนนั้นเดินหายไปออกจากห้องไป ยกมือขึ้นกุมหัวใจที่สั่นไหวขึ้นมาอีกแล้ว อาการแบบนี้ไม่เคยทุเลาเบาบางลง เขารู้ดีว่ามันเรียกว่าอะไร และก็รู้ดีว่าควรจะเก็บไว้ให้ลึกสุดใจซ่อนไว้ในซอกหลืบที่ตะวันจะไม่มีวันรู้

รวินท์ตบหน้าตัวเองเบาๆเรียกสติ กลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง เขาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเชฟ นี่เป็นปีที่สองแล้วที่เขาทำงานนี้--ถึงแม้มันจะดูเล็กน้อยแต่รวินท์ก็รู้สึกว่านี่เป็นหนทางที่เขาจะเข้าใกล้ความฝันของตัวเอง...เขาอยากเป็นเชฟ

บรรยากาศในร้านคึกคักขึ้นทันทีเมื่อถึงเวลาหนึ่งทุ่มตรง ลูกค้ามากหน้าหลายตาทยอยเดินเข่ามาที่ภัตตาคารหรูแห่งนี้ เสียงเครื่องครัวกระทบกันราวกับจังหวะดนตรี รังสรรค์อาหารเลิศรสให้ปรากฏขึ้นบนจานกระเบื้องสีขาว พนักงานเสิร์ฟในชุดยูนิฟอร์มสีขาวดำเดินกันวุ่นวายดูเหมือนนักเต้นบนเวที--ตะวันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาเดินถือถาดเข้ามาในห้องครัว สีหน้ากระอักกระอ่วน ท่าทางการเดินก็ดูแข็งเกร็งกว่าทุกที

"เป็นไรอะพี่ ดูเกร็งๆนะ"

รวินท์ทักตอนที่วางจากอาหารลงบนเคาท์เตอร์เพื่อรอให้หยิบไปเสิร์ฟ

"เกร็งดิ คุณเดือนอ้ายแกน่ากลัว ดูนิ่งๆดุๆอะ ตะกี้ออกไปเสิร์ฟยังกลัวจะทำน้ำหกใส่" นึกถึงแววตาดุดันสีดำวาวคู่นั้นแล้วก็รู้สึกขนลุก เดือนอ้ายมองเขาอย่างกับจะจับกิน "พี่ไม่ไปเสิร์ฟแล้วได้ไหมอะ ให้คนอื่นไปแทนดิ" คนพี่เริ่มงอแง ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้...น่าเอ็นดูเป็นที่สุด

"ไม่ได้ดิ คุณอ้ายแกรับมือยาก ให้พวกน้องๆคนอื่นไปเดี๋ยวโดนกินหัวเอา"

เป็นที่รู้กันว่าเดือนอ้ายน่ะรับมือยาก ความประสาทสัมผัสไวของเขาทำให้เขามักไม่พอใจกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาเคยพูดด้วยเสียงเย็นเยียบกับเด็กสาวเสิร์ฟคนหนึ่งเรื่องกลิ่นน้ำหอมที่แรงไป หรือหลายครั้งที่เขามักจะรำคาญเสียงแหลมเล็กของหญิงสาว เพราะฉะนั้นตะวันจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้

"แง ไม่ชอบเลยอะ"

แม้ว่าเดือนอ้ายจะมาที่ร้านนี้หลายครั้งแล้วก็ตาม แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ตะวันได้เจอ เพราะปกติแล้วเขาทำงานกะกลางวัน เพิ่งจะเปลี่ยนเป็นกลางคืนวันนี้วันแรก

"เอ้า ไปได้แล่ว เดี๋ยวเค้ารอนานแล้วจะโดนด่าเอานะ"

เด็กหนุ่มยิ้มปลอบใจ ถ้าทำได้ก็อยากจะเอื้อมมือไปลูบหัวคนตรงหน้าด้วยซ้ำ 

"เออ ไปก็ได้"

ตะวันบ่นพึมพำทำหน้ายู่เขาสูดหายใจเข้าลึกๆหนึ่งครั้งก่อนที่สีหน้ากังวลจะเปลี่ยนเป็นเรียบเฉย ดวงตาสีเฮเซลนิ่งสงบเตรียมพร้อมรับกับสถานการณ์ที่ไม่ชอบ เขาทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีเหมือนเคย การเสิร์ฟอาหาร การแนะนำเมนูที่น่าสนใจ ล้วนแต่ผ่านไปอย่างราบรื่น 

"คุณบริการดีนะ ผมชอบ"

เดือนอ้ายพูดขึ้นตอนก่อนจะกลับ เขาให้แบงค์สีม่วงหนึ่งใบสำหรับค่าบริการ 

"ขอบคุณครับ"

ตะวันรับแบงค์ใบนั้นมา เขาก้มหัวขอบคุณยิ้มน้อยๆตามมารยาท ไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆไปมากกว่านั้น เมื่อแอบเหลือบตาขึ้นมอง ถึงได้เห็นว่าลูกค้าคนสำคัญคนนั้นเผยรอยยิ้มเป็นครั้งแรก--จริงๆถ้าเขายิ้มกว้างกว่านี้คงดูน่ารักมากแน่ๆ
เรื่องของลูกค้าคนนั้นไม่ได้ติดอยู่ในความคิดของตะวันนานนัก มีลูกค้าคนอื่นๆที่เขาต้องใส่ใจ ชายหนุ่มขยับตัวรวดเร็วกระฉับกระเฉงตลอดทั้งห้าชั่วโมงที่ทำงาน ไม่เคยแสดงท่าทางเหนื่อยล้าออกทาให้เห็นเลยสักนิด

"หิวไหมพี่ วันนี้ไปกินข้าวต้มกัน ผมเลี้ยง"

ถึงแม้ตะวันไม่แสดงท่าทีเหนื่อยล้าออกมาแต่รวินท์ก็รู้ว่าเขากำลังเหนื่อย บางทีการไปกินของอร่อยๆอาจช่วยให้อะไรๆดีขึ้นได้

"เฮ้ย ได้ไงอะ คราวที่แล้วแกก็เลี้ยงพี่"

"เอาน่า ไว้ตอนพี่มีเงินค่อยมาเลี้ยงผมแทน"

เด็กยักษ์ยิ้มกว้าง ตาเป็นประกาย เขาทำให้ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องที่ผ่อนคลาย นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ตะวันชอบอยู่กับเขา

"น่า นะ ไปกินกะผมหน่อยดิ ไปกินคนเดียวมันเหงาอะ"

"เออออ ไปก็ไป"

อีกครั้งที่ตะวันไม่สามารถต้านทานลูกอ้อนของเด็กคนนี้ได้เลย เหมือนที่ไม่สามารถต้านทานเสียงงี๊ดง๊าดของสตีฟเวลาขออาหารได้--ลงท้ายก็เลยมาจบที่ร้านข้าวต้มราคาถูกที่อยู่ใกล้ๆกัน บนโต๊ะพับสังกะสีสีแดงในร้านเต็มไปด้วยอาหารที่ตะวันชอบ

"กินเยอะๆดิพี่ จะได้โตไวๆ"

หมูทอดและผัดผักบุ้งถูกคีบมาให้จนพูนจาน รวินท์ทำแบบนั้นเสมอเวลาไปกินข้าวด้วยกัน

"21 ก็ถือว่าโตแล้ว เด็ก 18 อย่างแกต่างหากที่ยังไม่โต" ตะวันไม่ยอมเป็นคนที่มีอาหารพูนจานอยู่คนเดียว "เอาไปเลย" เขาคีบกุนเชียงให้กับรวินท์บ้าง

"ผมไม่เด็กแล้วนะ"

คนเด็กกว่าทำหน้าบึ้ง เมื่อไรตะวันจะเข้าใจซะทีว่าเขาไม่เคยอยากเป็นแค่น้องชายเลยสักนิด

"ไม่พ้น 20 ก็เด็กอยู่ดี"

บางทีรวินท์ก็เกลียดที่ตัวเองเกิดช้าไป 3 ปี เขามั่นใจว่าเขาโตพอที่จะดูแลใครสักคนได้ โตพอที่จะเดินข้างใครสักคน แต่ตะวันกลับไม่เคยคิดแบบนั้นเลย--รวินท์เป็นแค่น้องคนหนึ่งเสมอ

"ยังจะตามมาหลอนถึงนี่อีกเหรอ"

ตะวันบ่นพึมพำ หน้าจอทีวีในร้านกำลังฉายรายการสารคดีพิเศษของเซนติเนล หน้าเดือนอ้ายเด่นหราอยู่ในจอทีวี เขากำลังอธิบายถึงตัวตนของเซนติเนลและไกด์

"เซนติเนลนี่ก็ดูท่าทางลำบากเหมือนกันเนอะ"

เดือนอ้ายในทีวีดูไม่ดุเท่าตัวจริงที่เจอ รอยยิ้มของเขาแม้ว่าจะดูดีแต่กลับดูไม่จริง ดวงตาคู่นั้นของเขาไม่ได้ยิ้มด้วย

"อื้อ แต่ถ้าเป็นระดับคุณเดือนอ้ายน่ะไม่ลำบากหรอก"

คำว่าระดับคุณเดือนอ้ายที่รวินท์พูดนั่นหมายถึง คนที่รวยและเกิดในตระกูลทรงอำนาจแบบเขา ถึงจะเป็นเซนติเนลก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตเขาลำบากเท่าไร เงินและอำนาจที่เขามีมันสามารถดลบันดาลเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายได้ภายในพริบตา

"แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าใครเป็นไกด์และระดับเท่าไร"

"เมื่อก่อนจะมีแค่เซนติเนลเท่านั้นที่รู้ แต่เดี๋ยวนี้แค่พี่ไปที่CLOVER เค้าก็จะมีเครื่องวัด หรือพี่จะไปวัดที่โรงพยาบาลก็ได้นะ"

COVER ที่รวินท์พูดถึงนั่นคือ องค์กรณ์ที่มีขึ้นเพื่อเซนติเนลโดยเฉพาะ ที่นั่นมีบริการจัดหาไกด์ที่เหมาะสมกับเซนติเนล ตรวจวัดระดับเซนติเนลและไกด์ ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการเซนติเนล รวมถึงช่วยเหลือเซนติเนลด้อยโอกาสหลายคนที่ไม่ได้มีเงินจ้างไกด์ด้วย


"ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีมั้งที่ลูกชายคุณศศินเป็นเซนติเนล ถึงได้มีไอ้ศูนย์นี่ขึ้นมา"

คนที่ก่อตั้ง CLOVER ขึ้นมาคือศศิน ลูกชายคนแรกของเขาตายไปเพราะผลจากอาการเซนติเนล เมื่อก่อนอาการนี้ยังไม่เป็นที่รู้จักขนาดนั้น ไม่มีใครรู้ว่าหนูน้อยอคิราห์ป่วยเป็นอะไรจนกระทั่งในที่สุดเด็กน้อยก็จากไปด้วยร่างกายที่โทรมจากสิ่งเร้าทุกอย่าง ทั้งแสง อุณหภูมิ หรือแม้กระทั่งเสียง

เมื่อรู้ว่าเดือนอ้ายเป็นเซนติเนลอีกคน ศศินถึงได้รวบรวมทีมวิจัยขึ้นมาเพื่อศึกษาเกี่ยวกับอาการนี้อย่างจริงจัง จนเกิดเป็น CLOVER ขึ้นมา

"อ้อ"

ตะวันพยักหน้ารับรู้ เซนติเนลเป็นเรื่องที่คนเพิ่งจะรู้จักได้ไม่นาน ยังมีคนมากมายที่ยังไม่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับคนกลุ่มนี้ รวมถึงเขาด้วย

"คนนั้นสีผมสะดุดตาดีเนอะ"

ความสนใจเขาเปลี่ยนไปที่ชายหนุ่มอีกคนบนหน้าจอทีวี เส้นผมสีแดงสว่างและดวงตาสีเทาคู่นั้นทำให้ยากจะละสายตา

"คนนั้นก็เป็นไกด์นะ ชื่อเพทาย ลูกคุณโกเมน" รวินท์อธิบาย "ตระกูลจินดาโชตินี่อย่างกะโดนสาป เซนติเนลน่ะไม่ค่อยมีใครเป็นหรอก แต่ดันไปอยู่ตระกูลนั้นตั้ง 3 คน"

ถ้านับรวมอคิราห์ที่ตายไปก็ถือเป็น 4 คนเข้าไปแล้ว โลกมักมีสมดุลของมันเสมอ ได้รับอย่างหนึ่งก็ต้องสูญเสียอีกอย่างหนึ่งไป

"คนนึงคือคุณเดือนอ้ายใช่ปะ แล้วอีก 2 คนล่ะ?"

"ก็มีลมหนาวและก็เพชรแฝดน้องของเพทาย ในงานนี้ไม่เห็นแฮะ ปกติจะออกงานคู่กันตลอด"

เด็กหนุ่มทำท่าครุ่นคิดสงสัย ท่าทางแบบนั้นทำให้ตะวันอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ เขานึกไม่ถึงว่ารวินท์จะจริงจังกับเรื่องแบบนี้

"ไม่ยักรู้นะเนี่ยว่ารวินท์เองก็สนใจอะไรอย่างนี้ด้วย"

"แม่กับน้องผมชอบตามพวกไฮซ้อไฮโซอะ ผมเลยฟังมาเยอะ ฮะๆ" เขาหัวเราะออกมาแบบเขินๆ 

"และผมก็สนใจเรื่องเซนติเนลด้วย ผมว่ามันแปลกดี"

"นั่นสิ พี่ก็ว่ามันแปลก อยู่ดีๆก็เป็น หาสาเหตุไม่ได้ แปลกเนอะ"

"แต่เป็นไกด์ได้เงินดีนะพี่" พูดไปก็แอบคีบหมูกรอบให้คนพี่อีกสักหนึ่งชิ้น "พี่เห็นผู้หญิงคนที่มากับคุณเดือนอ้ายคนนั้นปะ"

"อ่าฮะ"

คนพี่ก็เผลอตัวตักเข้าปาก พยักหน้าหงึกๆทั้งที่ยังเคี้ยวแก้มตุ่ย ดูท่าทางตั้งอกตั้งใจฟัง

"นั่นน่ะได้เงินเดือนเกือบแสนเลยนะไม่รวมโบนัส"

"ดีจัง ชักอยากเป็นไกด์บ้างเลย"

ถ้าเขาได้เงินเดือนเกือบแสนแบบนั้น ปลายฟ้าคงกินหรูอยู่สบายแน่ๆ เขาจะพาเธอไปเที่ยวที่ดีๆ ไปเรียนเต้นอย่างที่เธอเคยอยากเรียน 

"เออ นั่นดิ ผมก็อยากเป็น ดูไม่เหนื่อยแถมได้เงินเยอะ"

"ไว้ไปตรวจกันบ้างปะ เผื่อเราอาจจะมีคุณสมบัติไกด์ก็ได้"

แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะออกมา มันเป็นเพียงเรื่องพูดกันสนุกๆบนโต๊ะกินข้าว ไม่มีใครคิดจะทำแบบนั้นจริง ตะวันเองก็ไม่คิดจะเสียเวลาไปกับเรื่องแบบนั้น ยังไงซะเขาก็คงไม่มีคุณสมบัติไกด์นั่นหรอก
ตะวันในตอนนั้นคิดแบบนั้น

เขาไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองน่ะพิเศษมากกว่าที่คิด และเขาก็ไม่เคยรู้เลยว่่า ดวงตาสีเฮเซลของตัวเองได้ประทับติดตรึงในใจใครคนหนึ่งโดยไม่รู้ตัวไปเสียแล้ว--ช่วงเวลาแห่งปาฐิหาริย์มักเกิดขึ้นเพียงสั้นๆ หากแต่สั่นคลอนจิตใจไปตลอดกาล
🍓🍓🍓
อ่านแล้วเป็นไงกันบ้างคะทุกคน
ถูกใจกันรึเปล่า เราเหน่ยมาก 555
หาเรื่องให้ตัวเองสุด เล่นใหญ่ไม่มีใครเกิน
แอบกดดันนิดๆว่าจะแต่งตอนต่อๆไปออกมาถูกใจไหม แต่ว่าก็ทำออกมาสุดฝีมือนะ

แท็กเรื่องนี้เราจะใช้ #เดือนกินตะวัน แล้วกันนะคะ ใครอยากเล่นก็ไปเล่นได้นะคะ



SHARE
Written in this book
STRAWBERRY MOON
เดือนอ้ายชอบกินนมสตอว์เบอร์รี่ และพี่ตะวันก็รสหวานเหมือนนมสตอว์เบอร์รี่
Writer
Sunflower38
Beginner
เจิดจ้า แจ่มใส ให้เหมือนทานตะวัน :) TW : Chirwa_Sunshine Joylada : Sunflower38, สนธยา2738

Comments