คนบาปหนาและดินแดนพันธสัญญาของพระเจ้า (ตอนที่ 3)
นับจากวันที่จองตั๋วเครื่องบินซึ่งเป็นวันแรกของการวางแผนเที่ยว ผ่านการวางแผนเที่ยวเช็ครอบรถ จองที่พัก เตรียมเอกสารใช้เวลาประมาณ 1 เดือนครึ่งก็มาถึงวันขอวีซ่า การขอวีซ่าอิสราเอล ไม่ต้องจองล่วงหน้า เตรียมเอกสารให้พร้อมแล้วคุณก็บุกไปได้เลย

สถานทูตอิสราเอลตั้งอยู่ที่ตึกโอเชี่ยนทาวเวอร์ 2 ตรงอโศก ลงสถานีอโศกแว้นมอไซค์เข้าไปง่ายสุด จริงๆ ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะง่ายดายราบรื่นเอกสารฟอร์มยังแค่สองหน้าเอง ก็ดูไม่ได้ซับซ้อนอะไร แต่นี่อิสราเอลไง มันจะไปธรรมดาได้ยังล่ะ

เมื่อไปถึงสิ่งที่เราทำเป็นอย่างแรกคือพุ่งไปเคาเตอร์แลกบัตรแจ้งว่าจะมาขอวีซ่าอิสราเอล คำตอบที่ได้รับมาเหนือความคาดหมายไปพอสมควรเพราะคุณพนักงานผายมือออกมาตรงประตูทางเข้า-ออก แล้วพูดว่าติดต่อผู้ชายเสื้อเขียวตรงนั้นนะคะ เราและเพื่อนหันหน้าไปมอง เห็นชายคนหนึ่งใส่เสื้อสีเขียวมินต์ยืนอยู่หน้าประตู ในขณะที่มีคนหลายคนเดินกรูกันเข้ามาในตึก หันไปพูดกับเพื่อนว่า “นี่ถ้าบอกว่าเสื้อขาวก็ไม่รู้แล้วนะว่าคนไหน” เพราะคนที่เดินเข้ามานี่เสื้อขาวล้วนเลย แถมพี่เค้ายังไม่ได้ติดป้ายห้อยตราแสดงสัญลักษณ์ใดๆ ว่าเป็นเจ้าหน้าที่สถานทูต

พวกเราเดินเข้าไปหาพร้อมกับแจ้งว่าจะมาขอวีซ่า พี่เสื้อเขียวก็แจ้งว่าให้รอแป๊บนึง หลังจากยืนรออยู่พักหนึ่งก็มีคนมาพาเราสองคนออกไปนอกตึกเพื่อเอาของไปเก็บซึ่งห้องที่เก็บของนั้นอยู่ตรงทางขึ้นที่จอดรถที่ชวนให้นึกถึงห้องทิ้งขยะตามตึกสำนักงานมาก เราได้รับการแจ้งว่า ให้เอาไปเฉพาะของที่จำเป็นซึ่งในเวลานั้นก็คงจะมีแต่เฉพาะกระเป๋าตังค์โทรศัพท์ และเอกสารที่จะเอาไปใช้ขอวีซ่า สิ่งอื่นนอกเหนือจากนั้น ต้องทิ้งไว้ในห้องเก็บขยะซึ่งจะมีกุญแจล็อคไว้อีกทีหนึ่ง ดังนั้น จึงอยากแนะนำคนที่จะไปขอวีซ่าว่า วันที่จะไปขอวีซ่าว่า อย่าเอากระเป๋าราคาแพงไป จะได้ไม่ต้องเป็นห่วงสวัสดิภาพกระเป๋า

เรากับเพื่อเดินกลับเข้าตึกมาเจอกับพี่เสื้อเขียวมินต์อีกครั้ง พี่เสื้อเขียวขอบัตรประชาชนของพวกเรา แล้วกระบวนการตรวจสอบก็เริ่มขึ้นพี่เสื้อเขียวถาม ชื่อ-นามสกุล วันเดือนปีเกิด ระหว่างทางเดินมาตึกมีใครได้ติดต่ออะไรมั้ย มีใครฝากอะไรมาที่สถานทูตมั้ย พกของมีคมมั้ย หลังจากนั้น พี่เค้าจะเอาสติ๊กเกอร์ที่มีสัญลักษณ์อะไรบางอย่างมาแปะหลังบัตรประชาชนเรา และก็แตะบัตรให้เราผ่านไปขึ้นลิฟต์

หลังจากที่ออกมาจากลิฟต์สิ่งแรกที่เห็นคือทางขวามีโต๊ะของคุณตำรวจวัยรุ่นหน้าง่วงที่นั่งอยู่ด้านหน้าของธงชาติอิสราเอล แต่ช้าก่อน ผู้ที่จะต้องติดต่อหาใช่คุณตำรวจผู้นั้นไม่ แต่ให้
เลี้ยวซ้ายไปหามนุษย์แต่ตัวลำลองที่ยืนอยู่ตรงหน้าตู้ไม้หน้าตาเหมือนเฟอร์นิเจอร์สไตล์ราชการที่ผ่านการจัดซื้อมาในยุคพ.ศ. 2530 เมื่อเดินไปติดต่อพี่คนนั้น เราจะได้รับการร้องขอให้เอาอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ออกจากร่างมาวางบนโต๊ะ และเดินตามลูกศรที่เค้าแปะไว้เพื่อผ่านเครื่องตรวจจับโลหะ และกลับมาเริ่มกรรมวิธีการสัมภาษณ์ใหม่อีกครั้ง ชื่อ-นามสกุล วันเกิด ระหว่างทางขึ้นลิฟต์มามีใครฝากอะไรมามั้ย มาทำอะไร และแน่นอน เค้าดึงสติ๊กเกอร์ที่แปะหลังบัตรประชาชนออก (เดาว่าสติ๊กเกอร์เป็นการยืนยันว่าผ่านการสกรีนจากด้านล่างมาแล้ว 1 รอบ) เราก็จะต้องฝากอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ทั้งปวงไว้ในตู้ไม้สไตล์ราชการ และได้รับบัตร (ซึ่งก็ไม่ใช่บัตรคิวหรอกนะ) มา 1 ใบ ซึ่งเราก็จะต้องเอาบัตรไปหยอดไว้ตรง หน้าต่างที่อยู่ตรงข้ามกับที่พี่ตำรวจนั่งก่อนที่จะเดินเข้าไปห้องขอวีซ่า ซึ่งจนปัจจุบันนี้ ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่า อิบัตรนั่น มีไว้เพื่ออะไร

เมื่อเข้าไปด้านในสิ่งที่ค้นพบคือ แคบมาก อึดอัดมาก เป็นห้องทึบๆ ขนาดของห้องที่รอขอวีซ่านี่ก็จะมีขนาดแค่ประมาณ 4 ช่องเค้าเตอร์ตามแบงค์ มีกระจกกั้นระหว่างเราและพนักงาน มีแค่ช่องให้สอดเอกสารได้เท่านั้นและที่สำคัญไม่มีหน้าต่างที่สามารถมองออกไปเห็นด้านนอกได้เลย ว่าง่ายๆว่าอยู่ในสภาพไม่รู้เวลา เพราะนาฬิกาก็ต้องฝากไว้ด้านนอก ส่วนข้างในนั้น นาฬิกาเสียจ้า ก็ต้องกะเอาเองนะว่าตอนนี้เวลาผ่านมานานเท่าไหร่กี่โมงกี่ยามแล้ว ซึ่งเรารู้สึกว่าในห้องนั้นมันช่างดูลึกลับยังกะห้องสอบสวนในหนังสายลับก็ไม่ปาน จนเราอดไม่ได้ที่จะถามเพื่อนว่า “มึงๆ ที่นาฬิกาเสียนี่คือมึงว่าเค้าจงใจให้เสีย หรือแม่งเสียจริงวะ”

ในห้องนั้นนอกจากส่วนของวีซ่าแล้วก็น่าจะทำงานกงสุลอย่างอื่นด้วย เพราะเห็นมนุษย์อิสราเอลมาติดต่อเต็มไปหมดซึ่งถ้าคุณคิดว่าคนจีนพูดเสียงดังแล้ว เราว่าชาวยิวก็เสียงดังกังวานไม่แพ้กันหรอก เรากับเพื่อนก็จดๆจ้องๆ กันซักพัก เมื่อพบว่าไม่มีคิวแล้ว ก็เลยยื่นเอกสารในทันใด ซึ่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารดีมากถึงดีมากที่สุดเพราะอ่านและเช็คเอกสารจริงๆ ถ้าเห็นว่าไม่เรียบร้อยก็บอกจุดให้ไปแก้ รู้ว่าประวัติการเดินทางของเราและเพื่อนมีปัญหาดูท่าว่าจะเป็นสายลับ ก็เลือกพาสปอร์ตที่มีวีซ่าเยอะที่สุดไปประกอบให้ ดีกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว เราเชื่อเลยว่า ถ้าเป็นเชงเก้น หรือวีซ่าชาติอื่น พนักงานไม่เช็คหรอก ถ้าผิดก็เรื่องของมึง โดนรีเจคไปซะ

เรากับเพื่อนมีปัญหาขลุกขลักกันเล็กน้อยเรื่องเอกสาร ซึ่งก็ต้องรีบทำเวลาหาแบงค์และร้านปริ้นท์เอกสาร โดยที่ต้องรีบทำเวลาเพื่อรีบกลับเข้าไปยื่นวีซ่าให้ทันก่อนเที่ยง ภายใต้กรรมวิธีการรักษาความปลอดภัยอย่างบ้าคลั่ง เราใช้เวลาในการทำขอเอกสารและปริ้นท์เอกสารใหม่กันประมาณครึ่งชั่วโมง ถึงสี่สิบห้านาที เรากลัวกลับขึ้นไปในห้องขอวีซ่าไม่ทันเที่ยงถึงขนาดที่ว่าเจอหน้าพนักงานที่ตรวจสอบข้อมูลด้านล่างก็รีบยัดบัตรประชาชนใส่มือพี่เค้าพร้อมพ่นทุกอย่างออกมาเองรัวๆ “ชื่อนามสกุลวันเดือนปีเกิด ไม่ได้มีใครฝากอะไรมา ไม่มีของมีคมค่ะ”

สรุปว่าด้วยการวิ่งขาขวิด ก็พาร่างไปอยู่ในห้องนั้นในเวลาเลยสิบเอ็ดโมงมาเล็กน้อย และยื่นเอกสารผ่านไปได้ด้วยดีซึ่งต้องขอบคุณพี่เจ้าหน้าที่ท่านนั้นที่ทำให้เราได้ใบรับพาสปอร์ตมาไว้ในมือ ไชโย กูผ่านด่านแรกแหล่วโว้ย

แต่ดีใจไปก็เท่านั้น หารู้ไม่ว่าการสิ้นสุดด่านการขอวีซ่า นี่เป็นด่านแรกของด่านที่เหลือที่เราจะตายห่ากลางทางโดยที่น็อคเกมไม่ได้ต่างหาก
SHARE

Comments