ฤดูร้อน
แสงแดดอ่อนเวลาห้าโมงเย็นตกกระทบใบไม้ สะท้อนสีเขียวเจือส้มเข้าสู่สายตา ใบไม้ปลิวไปตามแรงลมที่พัดผ่่าน ไม่มีใบใดต้านแรงลมไว้ได้ สายไฟที่พันกันยุ่งเหยิงบนเสาไฟเมื่อหลายปีที่แล้ว ยังคงเหมือนเดิมจนวันนี้ 

ฉันนั่งมองฟ้าที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสีไปตามกาลเวลาที่พระอาทิตย์คงอยู่บนท้องฟ้า จากส้มแสด แปรเป็นเหลือง และสุดท้ายเปลี่ยนเป็นคราม เข้มขึ้นจนมืดมิดเพราะการมีอยู่ของพระอาทิตย์ไม่ปรากฏอีกต่อไป ท้องฟ้าในเดือนสุดท้ายของปียังคงสวยงามเสมอในความคิดของฉัน ลมหนาวพัดมาปะทะผิวกาย บนท้องฟ้าที่เป็นเหมือนผืนผ้าใบ ฉันจับพู่กันและระบายความคิดลงบนนั้น

ชีวิตเดินทางผ่านพ้นมาอีกปีแล้ว ใกล้หมดปีนี้เต็มที ยิ่งใกล้หมดเวลา เราจะยิ่งเห็นทุกอย่างชัดขึ้น ฉันเห็นความทรงจำทุกอย่างที่เกิดขึ้นไหลวนย้อนกลับมาในหัวเหมือนกรอเทปอีกครั้ง ปีนี้เป็นปีแห่งการเติบโต ฉันเรียนรู้อะไรหลายอย่าง ทั้งบทเรียนที่บาดลึกจนเสียน้ำตาและความสุขที่เอ่อล้นในหัวใจ ใด ๆ ก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนมีความหมายเสมอ มันประกอบสร้างให้เราเป็นเราที่สมบูรณ์ขึ้นอย่างในวันนี้

ฉันเรียนรู้ว่าการจะเติบโตได้ไม่ใช่เรื่องง่ายและโลกใบนี้ก็ไม่ได้ใจดีขนาดนั้น เราผ่านอะไรมามาก เจ็บปวด บอบช้ำ มีรอยแผลเกิดขึ้นแม้ไม่ใช่ทางกาย เป็นรอยแผลทางใจที่ลึกกว่ามาก การจะเยียวยารอยแผลนั้นมีเพียงเวลาที่จะคอยช่วยปลอบประโลมให้มันตกสะเก็ดและจางลง 



บางครั้งชีวิตให้สิ่งที่พิเศษเกินบรรยาย เกินกว่าที่คนคนหนึ่งจะสามารถจินตนาการได้ และบางครั้งชีวิตก็ให้สิ่งที่สาหัสเกินกว่าที่คนคนหนึ่งจะรับไหวเช่นกัน ฉันคิดว่ามันคงเป็นเรื่องของสมดุล ถ้าชีวิตเรามีแต่ความสุข เราจะไม่มีทางรู้เลยว่ารสชาติของความเจ็บปวดเป็นอย่างไร ในทางกลับกันถ้าชีวิตมีแต่ความทุกข์ เราก็จะไม่รู้เช่นกันว่าความสุขหน้าตาเป็นอย่างไร การใช้ชีวิตควรได้สัมผัสทั้งสองด้านอย่างเท่าเทียมกัน

ถ้าได้สุข จงสุขให้สุดหัวใจ
ถ้าได้ทุกข์ จงทุกข์ให้บาดลึก

มันเป็นบทเรียนที่ชีวิตสร้างขึ้นมาเพื่อให้มนุษย์ทุกคนไม่ลืมว่าเรากำลังใช้ชีวิตเหมือนกับเหรียญที่ทุกอย่าง ทุกสิ่ง มีสองด้านเสมอ ไม่มีอะไรที่ดีที่สุดและไม่มีอะไรที่แย่ที่สุด ในขณะเดียวกันชีวิตสอนให้ฉันเข้าใจว่า เราควรอยู่กับวันนี้ ซึมซับอารมณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ เราแค่ต้องยอมรับ มัน แล้วชีวิตจะเดินไปต่อได้

ฉันสัมผัสทั้งความสุขและความทุกข์มาหลายรูปแบบเหมือนกัน และฉันค้นพบว่า ความทุกข์ประเภทหนึ่งที่ทำให้ตัวเราทุกข์อย่างบาดลึก จนปวดหน่วงหัวใจ คือความทุกข์ที่เราไม่สามารถเข้ากับสิ่งที่เราเลือกได้และค้นพบว่าสุดท้ายสิ่งที่เลือกแล้วว่าดี ไม่ใช่สิ่งที่ดีอย่างที่คิดไว้

ฉันรู้ตัวเองดีเสมอว่าฉันทำอะไรได้ หรือมีความสามารถอะไร แต่บางครั้งสภาพที่เป็นอยู่ทำให้ไม่สามารถแสดงสิ่งที่เรามีออกมาได้ มันเป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่สำหรับฉัน และแน่นอนมันเจ็บปวด เพราะมันทำให้ตัวฉันจมและหลงทางมากขึ้น ฉันรู้สึกว่าอยากให้มันผ่านไปอย่างรวดเร็วเพียงกะพริบตา แต่ฉันก็หนีความจริงไปไม่พ้น มันเป็นกฎที่ว่าทุกอย่างต้องใช้เวลา

ผ่านมาหลายสัปดาห์แล้วจากวันที่ความรู้สึกนั้นก่อตัว ฉันรับรู้ถึงการมีอยู่ของมันเสมอ แต่ในขณะเดียวกันฉันรู้สึกขอบคุณที่มันเกิดขึ้น เพราะถ้าไม่เจ็บปวดในวันนั้น ฉันคงไม่มีเป้าหมายใหม่ที่ดีกว่าเดิมในวันนี้ และฉันคงหาตัวเองไม่เจอไปอีกนาน

ยอมรับ มันยังเป็นคำนี้มาเสมอที่ฉันสลักไว้ในใจ ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นในชีวิต ป๊าบอกกับฉันตั้งแต่เด็กว่า "ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น สิ่งที่เราต้องทำคือยอมรับ อย่าได้คัดค้านข้อเท็จจริงของชีวิต เพราะอะไรที่เกิดขึ้นแล้วมันมีความหมายเสมอ ถ้ามันเป็นสิ่งที่สุขให้ไม่ได้ มันก็จะเป็นบทเรียนแทน"


นักเขียนคนโปรดของฉันเอ่ยประโยคที่สลักลึกในใจฉันเช่นกัน ทำให้ฉันรู้สึกว่า ชีวิตก็เท่านี้ อยู่กับปัจจุบันและมีความสุขเถอะ อย่าไปทุกข์กับอะไรนานเลย 
"ทุก ๆ ครั้งที่เกิดปัญหา เราแค่ต้องยอมรับ เรื่องที่เกิดขึ้นล้วนเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ต้องแบ่งแยกว่าอันไหนคือทุกข์หรือสุข ให้มันเป็นแค่เรื่องที่เกิดขึ้นและจบลงในสักวัน เพราะสุดท้ายถ้าเรายอมรับทุกอย่างในชีวิตได้ ก็ไม่มีอะไรให้แบกแล้ว"


ปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากทุกความรู้สึก
ไม่มีอะไรคงอยู่ไปตลอด
สุดท้ายทุกอย่างจะผ่านไป
เราจะผ่านไป




เมื่อฤดูหนาวมาเยือน 
เราจะคิดถึงทุกความอบอุ่นมากกว่าที่เคย


เวลาถึงหน้าหนาว ฉันมักจะห่มผ้าห่มหนา ๆ ให้ร่างกายอบอุ่น ป้องกันตัวเองจากความเย็นที่แผ่เข้ามาได้ทุกเมื่อ มันคงเหมือนกับเวลาที่ใจเจ็บปวด ฉันจะคิดถึงความสบายใจและความทรงจำที่เคยเกิดขึ้น เป็นสิ่งธรรมดาที่อบอุ่นและพิเศษเสมอทุกครั้งที่นึกถึง


ถึงมันจะผ่านมานานแล้วและฉันเองรู้ดีว่ามันจะไม่มีทางหวนกลับมาเกิดขึ้นใหม่อีกเป็นครั้งที่สอง แต่ฉันมักปล่อยให้ตัวเองมีความสุขกับพื้นที่เล็ก ๆ ใน ความทรงจำเมื่อครั้งวันวาน นั้นเสมอ อย่างน้อยในตอนที่ต้องเจ็บปวด ก็ขอแค่เสี้ยวเวลา เสี้ยวนาที เพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่ให้ใจรู้สึกมีที่พึ่งพิงและได้รับการเยียวยา แม้ไม่หายดี แต่มันดีขึ้นกว่าที่เคยเป็น 

ฉันค้นพบว่า ในตอนที่ฉันเด็กกว่านี้ เมื่อถึงคราวต้องเจ็บปวด ฉันผ่านมันมาได้ง่ายดายกว่านี้ส่วนหนึ่งเพราะมีคนเคียงข้าง เป็นคนที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้กำลังต่อสู้กับทุกข์นั้นอยู่คนเดียว เป็นคนที่สบายใจเสมอที่ได้คุยและใช้เวลาให้หมดไปด้วยกัน

คนเหล่านั้นกับความทรงจำที่งดงามเสมอถูกบรรจุไว้ตลอดกาลในความคิดของฉัน มันไม่เคยสูญหายแม้เวลาจะผ่านพ้นไปนานแค่ไหน
ความทรงจำเมื่อครั้งวันวานนั้นเปรียบเหมือนฤดูร้อนที่มีช่วงเวลาของมัน เกิดขึ้นและจบลง ใช้เวลาไม่นาน แต่ฝากความอบอุ่นแฝงเอาไว้เสมอ 


หน้าร้อนเมื่อสามปีที่แล้ว ฉันยังจำตัวเองได้ดี จำช่วงเวลาที่ร้อนระอุ เหงื่อไหลท่วมตัวจนเปียกไปตามรอยแยกของสาบเสื้อนักเรียน จำช่วงเวลาที่เราวิ่งเล่น ตีแบดมินตันด้วยกัน เราซื้อไอติมไผ่ทองหลังเลิกเรียนเกือบทุกวันแม้มันจะมีแค่ไม่กี่รสชาติ และทุกครั้งเราสั่งเหมือนเดิม 


เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขทั้งในขณะที่กำลังเกิดขึ้นและแม้จบลงไปแล้ว ความสุขก็ยังคงไม่จางไป ต่อให้จะนึกถึงกี่ครั้งกี่หน รอยยิ้มก็จะปรากฏบนใบหน้าของฉันเสมอมา และเป็นแบบนั้นเสมอไปอีกเหมือนกัน

ในทุกฤดูร้อน ฉันยังคงมีพวกเขาอยู่เสมอ แต่ช่วงเวลาของความสุขมักผ่านไปไว พอผ่านไปอีกปี ฤดูร้อนนี้ของฉันก็ไม่มีพวกเขาอยู่ข้าง ๆ แล้ว ไม่ได้หันไปหาแล้วสัมผัสกันได้เหมือนเคย หรือไปไหนไปกันได้ง่าย ๆ อีกแล้ว แต่อย่างน้อยฉันขอบคุณที่พวกเรายังติดต่อกัน ถึงเวลาที่ฉันเจ็บปวด มันยังเป็นพวกเขาเสมอที่อยู่เคียงข้าง ความทุกข์เบาบาง ความหนาวเย็นอบอุ่นขึ้น ด้วยพวกเขาและความทรงจำเมื่อครั้งวันวานเหล่านั้น



“เห้ย เลิกเรียนแล้ว ไปกันเถอะ” เพื่อนที่นั่งข้างกันมาตั้งแต่ม.ปลายปีแรกสะกิดแขนฉัน

“เออแปปนะ เก็บของก่อน” ฉันกวาดของที่อยู่บนโต๊ะใส่ในกระเป๋า ก่อนจะสะพายมันขึ้นบ่า

“นี่กลับบ้านเลยปะวันนี้” ฉันเอ่ยถามคนข้างกายขึ้นมาระหว่างที่เดินออกจากห้อง

“คงกลับเลย ไม่ได้มีแพลนอะไร”

“โอเค ๆ ” 

“พรุ่งนี้ ตีแบด กันปะ” คนข้าง ๆ เอ่ยถามฉัน การตีแบดดูจะกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของเราไปแล้ว หลังเลิกเรียนถ้าว่าง เราจะจับจองพื้นที่ว่างใกล้ตึก แล้วใช้เวลาให้หมดไปด้วยการตีแบดประมาณชั่วโมงกว่า ๆ แล้วค่อยกลับบ้านกัน

“เออ เอาดิ เดี๋ยวพรุ่งนี้เอาไม้มา ฝากเตือนในไลน์หน่อย กลัวลืม” 

“เดี๋ยวเตือนดึก ๆ ละกัน” 

“ได้ ๆ ”

ตอนที่เราเดินผ่านประตูโรงเรียน เจอกับคุณลุงยามคนเดิม ที่อีกไม่นานก็คงไม่ได้เจอกันทุกวันเหมือนตอนนี้แล้ว ใกล้หมดเวลาเดินผ่านประตูรั้วประตูนี้เต็มที

“อยากกิน ไอติมไผ่ทอง ปะ” 

“ทำไมอะ อยากกินหรอ” ฉันเอ่ยถามกลับไป

“เอออยากกินชอคโกแลตไผ่ทองอะ กินปะ” ฉันมองคนที่เดินอยู่ข้าง ๆ พลางนึกว่า ชอบกินชอคโกแลตยังไง ก็ยังชอบอยู่อย่างนั้น มากี่ครั้งเพื่อนคนนี้ก็ยังสั่งรสเดิมเสมอ

“เอาดิ ไม่รู้วันนี้มีกะทิมั้ย นาน ๆ ทีมันจะมีอะ ปกติมีแค่วานิลลา ชอคโกแลต สตรอเบอร์รี ขอให้วันนี้โชคดีได้กินกะทิด้วยเถอะ” ฉันพูดพร้อมยกมือที่พนมไว้ขึ้นชิดหัว

“มึงนี่นะ ตลก” คนข้าง ๆ ฉันหัวเราะจนตาหยี เสียงหัวเราะวันนั้นฉันยังจำได้ดี เราทั้งคู่หัวเราะไปด้วยกันระหว่างทางเดินไปร้านไอติม

“ลุงคะ เอารสชอคโกแลต ราดชอคโกแลตค่ะ” 

“หนูเอากะทิอย่างเดียวค่ะ” จนเวลาผ่านเลยมาถึงม.ปลายปีสุดท้าย เราก็ยังคงชอบกินไอติมรสชาติเดิมเหมือนกับม.ปลายปีแรก และยังเป็นเพื่อนคนนี้อีกเหมือนกันที่พากันมากินไอติมหลังเลิกเรียน

“อร่อยปะ” ฉันพูดพลางตักไอติมเข้าปาก

“อร่อยดิ ไผ่ทองเคยไม่อร่อยด้วยหรอวะ กูศรัทธาในไผ่ทองนะเว้ย อร่อยเสมอ”

“เออยอม กินมากับมึงสามปี เหมือนเดิมเลย รสเดิม นึกแล้วก็คงคิดถึงลุงแกเนอะ เราจะเรียนจบม.ปลายแล้ว คงไม่ได้มาแถวนี้บ่อย ๆ ” ฉันเอ่ย

“ก็จริง ถ้าสอบติดแล้วกูไปอยู่นู่นก็ไม่รู้จะได้กินอีกเปล่า” ฉันหันไปมองคนข้าง ๆ ค้นพบความเศร้าในดวงตาคู่นั้น และฉันค้นพบว่าตัวเองก็เศร้าเหมือนกัน

“เอาหน่า ไม่เป็นไร ไว้นัดกันแล้วกลับมาซื้อลุงแกอีกก็ได้ คงขายอยู่แถวนี้แหละ” 

“มึงอ่านหนังสือเป็นไงบ้างแล้ว” ฉันถามหลังคนข้าง ๆ เงียบไป

“ก็เรื่อย ๆ นะ เหนื่อยก็พัก มึงอะ”

“กูยังไม่ค่อยหนักมากตอนนี้ แต่มันคงหนักขึ้นอีกเรื่อย ๆ แหละ ใกล้ถึงเวลาสอบแล้วด้วย อีกไม่กี่เดือน” ฉันตอบ

“เวลาผ่านไปไวเหมือนกันเนอะ แปป ๆ ฤดูร้อนก็จะผ่านไปละ” ฉันพูดต่อ

“จริง กูต้องคิดถึงช่วงเวลาที่นี่มากแน่ ๆ คิดถึงเพื่อนด้วย” 

“เนี่ย พอคิดว่าฤดูร้อนปีหน้าคงไม่มีมึงอยู่ข้าง ๆ เหมือนเดิม ไม่ได้แตะถึงกันได้ทันที กูก็เศร้าเลย” ฉันหันหน้าไปหาคนข้าง ๆ เบะปากเหมือนจะร้องไห้

“มึงทำกูเศร้าไปด้วยเลย จริงเหมือนกันนะ เราใช้ฤดูร้อนด้วยกันมาสามปี พอเข้าปีที่สี่ก็ไม่มีแล้ว กูต้องคิดถึงไอติมไผ่ทอง ไม่ก็ตีแบดหลังเลิกเรียนแน่เลย”

“เวลามันกำหนดมาเท่านั้นอะเนอะ แต่เรายังติดต่อกันได้ โทรมาหรือไลน์มาถ้ามีอะไร ไม่มีอะไรก็ติดต่อมาได้ ชิล” ถึงจะพูดไปแบบนั้น แต่ในใจฉันก็คิดว่า คงต้องคิดถึงที่นี่ คิดถึงช่วงเวลา ความทรงจำต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ผู้คน เพื่อน ที่ทำให้สามปีในช่วงม.ปลายของฉันสมบูรณ์

“มึงเคยฟังเพลง ฤดูร้อน มั้ย” ฉันเอ่ยถาม

“Paradox อะหรอ”

“ใช่ ๆ แต่มีเวอร์ชั่น Greasy cafe ด้วย”

“เออยังไม่เคยฟังเวอร์ชั่นนั้น ไว้กลับไปฟัง”

“เอาจริง ๆ กูไม่เคยเข้าใจความหมายของฮุคได้ชัดเจนเลย จนวันนี้ การจากลาสวยงามแล้วก็เจ็บปวดเสมอเลย”

“นี่ไง มึงก็เปิดเพลงนี้ฟัง เวลาคิดถึงกูหรือเพื่อนคนอื่น ๆ ไหนฮุคมันร้องว่าไงนะ”

“ยืนมองท้องฟ้าไม่เป็นเช่นเคย ฤดูร้อนไม่มีเธอ เหมือนก่อน เหมือนเก่า ขาดเธอ”

“เออเขาก็เข้าใจแต่งนะ น่าจะเคยผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาเหมือนกัน ไอช่วงเวลาที่ยืนมองท้องฟ้าผืนเดิม เวลาเดิม แต่ความรู้สึกไม่เหมือนเดิม เพราะไม่มีคนข้าง ๆ เหมือนแต่ก่อนน่ะ”

“เนอะ เอาจริงเวลานึกถึงช่วงม.ปลาย เพลง ฤดูร้อน ก็คือตรงสุดละ อย่างชอบ”

“มึง เรามาใช้เวลาที่เหลืออยู่ตอนนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้เถอะ ให้การจากลาเป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้ ตอนนี้ เวลานี้ เรายังอยู่ด้วยกัน คิดเท่านั้นก่อน มีความสุขกับวันนี้เยอะ ๆ จะได้ไม่เสียดายเวลาที่ต้องจากจริง ๆ ”

พญาไท เสียงประกาศจากรถไฟฟ้าดังขึ้น ก่อนที่ฉันจะได้ตอบอะไรออกไป

ฉันก้าวเดินออกจากขบวนรถไฟฟ้า หันหลังกลับไปตรงที่เพื่อนยืนอยู่ที่เดิม 

“เจอกันพรุ่งนี้ กลับบ้านดี ๆ ถึงแล้วบอกด้วย” ฉันโบกมือลาเพื่อน พร้อมกันกับที่ได้รับการโบกมือลาตอบกลับมา รถไฟฟ้าขบวนนั้นเคลื่อนที่ออกจากชานชาลา มุ่งตรงสู่สถานีต่อไปตามเส้นทางของมัน

ฉันหยิบหูฟังขึ้นมาใส่หลังจากที่รถไฟฟ้าเคลื่อนห่างออกไปจนลับสายตา หันหลังเดินออกจากชานชาลาผ่านผู้คนมากมาย มุ่งหน้าไปตามเส้นทางของฉัน
เสียงเพลงที่บรรเลงขึ้นมาตามหูฟัง ทำให้ฉันอดยิ้มกับตัวเองไม่ได้


"ฉันเดินหลงทางอยู่กลางผู้คน สับสนวุ่นวาย
หันไปหาเธอไม่เจอผู้ใด เมื่อเธอมาจากฉันไป

ยืนมองท้องฟ้าไม่เป็นเช่นเคย ฤดูร้อนไม่มีเธอเหมือนก่อนเหมือนเก่า ขาดเธอ"














Song
ฤดูร้อน -Greasy cafe



SHARE

Comments