[วันที่พ่อป่วย] 06 - แก้ปัญหาเฉพาะหน้า
อย่างที่ได้บอกไปเมื่อครู่ ผมอยู่ในจุดที่รีบมากและต้องรีบจัดการกับทุกอย่างที่ หลังจากตัดสินใจว่าจะกลับไทยแบบกลับแล้วกลับเลย เลยไม่วางแผนจะกลับมาที่นี่อีกสักพักใหญ่ๆ แต่ทำอย่างไรก็จัดของลงกล่องสำหรับขนส่งไม่ได้หมดสักที

ของที่เหลืออยู่ก็มีอยู่มากชิ้น ทั้งเครื่องเทศ เครื่องแกง อย่าง ข้าวสารที่ยังไม่ได้หุงเป็นกิโลๆ อุปกรณ์ทำครัว ทำอาหารอย่าง เขียง มีด กระทะ หม้อแสตนเลส หม้อหุงข้าว ช้อนส้อมชุดต่างๆ รวมไปถึงของใช้ธรรมดาๆในห้องนอนอย่างหมอน หมอนข้าง ผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน ที่ดูๆแล้วของแบบนี้ถ้าต้องขนกลับจริงๆคงเป็นไปได้ยาก

เพราะของพวกนี้แม้จะไม่ได้มีน้ำหนักมากมายอะไรนัก แต่กินพื้นที่ของกระเป๋า และกล่องขนส่งสินค้าทางไกล เป็นอย่างมาก ทำให้การบรรจุลงไปในกระเป๋า/กล่องเป็นไปไม่ได้เลย และอาจต้องซื้อกล่องเพิ่มด้วย

บางคนอาจจะแย้งว่า ทำไมไม่เอาไปขายล่ะ?

คือมันเอาไปขายก็ได้น่ะแหละครับ แต่มันต้องใช้เวลาในการประกาศวางขาย เพราะมันเป็นของมือสองที่ผ่านการใช้งานมาแล้วในระยะเวลาหนึ่ง การจะหาคนมาซื้อจึงต้องนำไปโพสต์ขายในเว็ปไซต์ หรือไม่ก็บน Facebook กลุ่มที่ขายของของเมืองหรือชุมชนละแวกนั้นๆอยู่กัน เพื่อให้ง่ายต่อการส่งต่อไปยังเจ้าของใหม่

ซึ่งผมไม่มีเวลามากขนาดนั้น จึงต้องใช้วิธีอื่นที่ไม่ต้องการระยะเวลาในการรอนานนัก และสามารถจัดการกับสิ่งของเหล่านั้นได้เลยในเวลาที่ต้องการ

มันก็เหลืออยู่ไม่กี่วิธี และวิธีที่ได้ประโยชน์สูงสุดก็ไม่พ้น... นำไปบริจาค

ผมตัดสินใจที่จะนำของเหล่านั้นไปบริจาคให้มูลนิธิ และองค์กรการกุศลเพื่อคนยากไร้ที่กระจายอยู่รอบๆในตัวเมือง เมืองที่ผมมาอยู่นี้เศรษฐกิจไม่ค่อยจะดีนัก เพราะเป็นเมืองขนาดค่อนข้างเล็ก มีประชากรท้องถิ่นจำนวนไม่มาก ทำให้ปัจจัยที่เป็นตัวแปรทางเศรษฐกิจที่สำคัญมีเพียงแค่กลุ่มนักศึกษาที่เข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยในเมืองแห่งนี้ (ส่วนพวกประชากรท้องถิ่นนั้นมีแต่พวกผู้สูงอายุวัยเกษียณที่เน้นใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่เงียบๆ)

แน่นอน เมื่อลักษณะพื้นฐานของเมืองมันเป็นเช่นนี้ บวกกับสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยจะมีสภาพคล่อง จึงมีคนประเภทขอทาน และคนไร้บ้าน (homeless) เกิดขึ้นเยอะ มันจึงเป็นหน้าที่ขององค์กรอิสระและภาคประชาสังคมหลายๆส่วนที่ต้องเข้ามาช่วยดูแลปัญหาเหล่านี้

แต่องค์กรเหล่านั้นก็ไม่ได้มีทุนทรัพย์มากเพียงพอที่จะเข้ามาจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็เลยมีการเปิดรับบริจาคสิ่งของที่ไม่ใช้แล้วจากคนทั่วๆไปให้สามารถนำมาบริจาคให้แก่องค์กรเหล่านี้ได้

ผมก็เลยเอาพวกเครื่องนอน หมอน ผ้าห่มอะไรเหล่านั้นไปบริจาคให้มูลนิธิพวกนั้น ไม่ได้หวังว่าจะได้บุญหรืออะไรนักหนาหรอก เพราะผมเองก็กำลังเดือดร้อนในอีกมุมหนึ่งอยู่ การบริจาคจึงเป็นช้อยส์ที่ค่อนข้าง make sense เพราะอย่างน้อยผมเองจะได้ไม่ต้องรู้สึกไม่สบายที่ทิ้งขว้างของ หรือโยนของพวกนั้นทิ้งโดยไม่ได้ประโยชน์อะไรกลับมาเลย บริจาคให้คนอื่นที่เขาต้องการน่าจะดีกว่า

อีกที่หนึ่งที่ผมไปบริจาคก็คือ ร้านขายของมือสองเพื่อการกุศล

ร้านพวกนี้ค่อนข้างมีอยู่ทั่วไปในทุกๆตัวเมือง มีหน้าที่นำเอาของที่หลายๆคนบริจาคมาขายต่อในราคาถูกๆเพื่อเอื้อให้แก่ผู้มีรายได้น้อย หรือ ยากจน และผู้ที่ต้องการประหยัดเงินมาซื้อหาไปใช้ได้อย่างสบายใจ (นักศึกษาใหม่ๆของมหาวิทยาลัยก็ชอบมาซื้อของจากร้านแนวนี้ เพราะราคาถูกมาก จากราคาจริงเกิน 2 เท่า เช่น ซื้อมาในราคา 10 เหรียญก็ขาย 2 เหรียญ)

ที่นี่ผมนำพวกเครื่องครัว อย่าง ตะหลิว จานกระเบื้อง กระทะ หม้อแสตนเลส และหม้อหุงข้าวมาบริจาค เพราะอย่างไรก็ไม่มีทางนำเอากลับบ้านหรือเอาไปขายได้ทันเวลาอยู่ดี และถึงเอาไปลงประกาศขายในมหาวิทยาลัยก็คงขายได้ไม่เกิน 4-5 เหรียญแบบราคาเหมาซึ่งถือว่าโดนกดราคาเป็นอย่างมาก

แน่นอน หลังจากได้รับของบริจาคแล้ว ทุกๆคนที่มูลนิธิแฮปปี้ ยิ้มแย้มหน้าบานกันไปหมด เพราะทั้งหมอน ทั้งกระทะ เครื่องครัวต่างๆที่ผมนำไปบริจาคล้วนแต่ยังมีสภาพใหม่แกะกล่องทั้งสิ้น เนื่องจากผมดูแลรักษา และถนอมมันอย่างดีตลอดเวลาช่วงที่ผมมาเรียนอยู่ที่นี่

แม้จะไม่ได้ตังค์กลับมาเลยสักแดงเดียว แต่ผมก็รู้สึกสบายใจไปเปลาะหนึ่งนะ เพราะอย่างน้อย คือ 1. เลย ผมลดภาระจากจำนวนสัมภาระที่ต้องบริหารจัดการก่อนกลับไปเยอะมากเป็นกอง และ 2. สำคัญที่สุดคือ ผมไม่ต้องทิ้งของพวกนี้ไว้ที่บ้านเช่าอย่างรู้สึกผิดต่อเจ้าบ้าน กรณีที่ผมยกเลิกสัญญาเช่า เจ้าบ้านจะได้ไม่ต้องมากังวลหรือเสียเวลาตามล้างตามเช็ดปัญหาให้ผม (ไม่รู้ผมจะได้บุญอะไรหรือเปล่า เพราะเหตุผลที่ผมบริจาคก็เพราะผมทำด้วยเหตุจำเป็น และก็รวมถึงหน้าที่ความรับผิดชอบที่ผมจำเป็นต้องมีต่อเจ้าบ้านด้วย ก็เลยเอาไปบริจาค)

หลังจากจัดการเรื่องบริจาคสัมภาระที่ไม่จำเป็นและยากต่อการขนย้ายเหล่านั้นไปหมดจนเต็มวันแล้ว ผมก็กลับมาบ้านในตอนเย็น เพื่อจัดการเรื่องกล่องขนย้าย ที่ต้องติดต่อให้บริษัทชิปปิ้ง ขนส่งทางเรือมารับในวันถัดไป

ก่อนจะปิดกล่อง ผมจำเป็นต้องทำ Checklist หรือ รายการสิ่งของที่อยู่ในกล่องก่อนที่บริษัทจะมารับ เพื่อความสะดวก และราบรื่นในขั้นตอนของการขนย้าย และขั้นตอนทางศุลกากรในท่าเรือ ระหว่างที่นี่กับที่ไทย

ผมนั่งนับ นั่งเช็คตรวจสอบทุกๆอย่างที่อยู่ในกล่องอีกครั้ง แล้วบรรจงเขียนลงไปถึงจำนวน ลักษณะ และสีของสิ่งที่ผมบรรจุลงกล่องอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดของระบบเวลาเจ้าหน้าที่ของท่าเรือ หรือ ศุลกากร ทำการแสกนกล่องของผมผ่านเครื่อง จะได้ไม่มีปัญหาให้ทางเจ้าหน้าที่เขาต้องเปิดกล่อง แกะกล่องของผมเพื่อดูสิ่งของที่อยู่ข้างใน

เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ผมก็แพ็คกล่องกระดาษเหล่านั้นด้วยเทปกาวอย่างหนา ทุกมุม และทุกด้าน แล้วโทรแจ้งบริษัทขนส่งให้มารับในวันถัดไป

จากนั้นเช้าวันรุ่งขึ้น ผมก็นำกล่องพวกนั้นไปวางรอไว้ที่หน้าบ้าน เพื่อรอเจ้าหน้าที่มารับกล่องไปลงทะเบียนเป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ



SHARE
Written in this book
วันที่พ่อป่วย
เรื่องเล่าอ่านสบายๆเกี่ยวกับพ่อ คนสำคัญของครอบครัว ที่ไม่รู้จะเล่าให้ใครฟัง เลยมาเล่าให้คนในเน็ตฟังเผื่อเป็นอุทาหรณ์
Writer
DarionTH
The Igniter
คนธรรมดาๆ

Comments