รักในคืนเดือนเพ็ญ
“ฉันเกลียดการตกหลุมรัก เรียกว่าเกลียดเข้าไส้เลยก็ว่าได้ เพราะมันเป็นเรื่องที่มักเกิดขึ้นไม่รู้ตัว และควบคุมไม่ได้ มันไม่เหมือนการชอปปิ้งออนไลน์ในช่วงโปรโมชั่น 11.11 ที่แม้ฉันจะเสพติดมัน แต่ก็ยั้งใจได้ถ้าคำนวณความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับกระเป๋าเงินหลังจากกด CF แบบไม่ลืมหูลืมตา แต่การตกหลุมรักมันไม่ใช่แบบนั้น ฉันไม่รู้ว่าจะเดินไปสะดุดหัวใจใครเมื่อไหร่ บางครั้ง กว่าจะรู้ตัวอีกที เราก็นอนด้วยกันแล้ว บัดซบสิ้นดี – แต่จริงๆ การตกหลุมรักมันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนักหรอกจะว่าไปแล้ว เพราะอย่างน้อยก็ทำให้หัวใจได้สูบฉีด ร่างกายได้หลั่งอะดรีนาลีน เออ ก็เพลิดเพลินดี ในห้วงจังหวะของการเสพสุข”

ในคืนลอยกระทงที่พระจันทร์ส้มกลมสุกสว่างสะท้อนเจ้าพระยา บนชั้นสิบห้าของคอนโดมิเนียมหรูริมน้ำ, ฉันไม่ได้ยืน มองฟ้า จิบชาชมดาว เหมือนคราวที่อยู่กับเขา แต่เป็นการนั่งสนทนาอย่างจริงจังเพื่อหาคำตอบในบางเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิต

“เชื่อมั้ยว่าก่อนหน้านี้สองเดือน ฉันเหมือนซอมบี้เดินได้ไม่มีผิด ฉันเกลียดการตื่นในตอนเช้าที่พลิกตัวไปแล้วไม่เจอเขา ทุกเรื่องราวในบ้านที่มีเขาเป็นส่วนประกอบนั้นหายไปหมดแล้วในความเป็นจริง แต่ในสมองและความทรงจำมันไม่ได้หายไปไหนไงคุณ มันชัดแจ่มกว่าสมาร์ททีวีแอลซีดีรุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งวางขายเสียอีก – ฉันต้องพยายามกล้ำกลืนกระเดือกอาหารเพื่อการประทังชีวิตอย่างยากเย็น มันทำให้น้ำหนักลดฮวบลงเกือบห้ากิโล เออ แต่ข้อดีคือเซ็กซี่ขึ้น การอาบน้ำแล้วร้องไห้วายป่วงใต้ฝักบัวคือความปกติของชีวิตในช่วงนั้น ลุกออกมาวิ่งตอนตีสี่ประหนึ่งอาการวัยทองกำเริบ สติหลุดกระจุยกระจายคุยกับใครก็ไม่รู้เรื่อง เอาจริงๆ มันเป็นการใช้ชีวิตที่โคตรเหนื่อย ฉันเกลียดการตะกายขึ้นจากหลุมรักเป็นที่สุด”

“แต่ก็ต้องเลิกกัน”

“คนที่เกินมาไร้ค่าเสมอแหละคุณ”

“เศร้าจัง”

“จริง, ฉันตกหลุมรักคนที่แต่งงานแล้ว ฉันรู้แต่แรกว่ามันเป็นไปไม่ได้ ซึ่งฉันก็ไม่ได้ต้องการความเป็นไปได้ ฉันเป็นนกเสรีและรักความอิสระเกินกว่าที่จะไปแย่งชิง ฉกฉวยของของใครมาเป็นเจ้าของ ฉันก็แค่รักเขา ที่จริงฉันผิดเองทั้งเรื่อง ตั้งแต่เริ่มไปทักทาย ทำความรู้จัก ทำให้เขาถลำลึกไม่รู้เนื้อรู้ตัว เขาก็ทุกข์ใจไม่น้อยไปกว่าฉันหรอก ที่เราสองคนเอาชนะความหื่นกระหายในรสและกลิ่นกายของกันและกันไม่ได้ ศีลธรรมในใจขาดกระจุยกระจาย ต่างก็ลากคอกันลงไปตีกรรเชียงในกระทะทองแดงอย่างไม่สะทกสะท้านใด”

“เมื่อคนเหงาสองคนมาพบกัน พวกเขาเหมือนรู้จักกันมาทั้งชีวิต”

“ถ้าตัดเรื่องศีลธรรมออกไป ฉันไม่รู้สึกเสียใจเลยสักนิดที่ได้รู้จักและรักเขา เขาเข้ามาเปลี่ยนชีวิตฉันจากการเป็นคนมองรักในแง่ลบและไม่เคยสมหวังในความรัก ให้รู้สึกว่าอย่างน้อยก็มีคนเห็นค่าของฉันในวันที่ไอเท็มของร่างกายที่มีอยู่นั้นใกล้ถึงกาลเสื่อมสภาพก็ได้ถูกนำมาใช้งานอีกครั้ง ตลอดชีวิตฉันไม่รู้จักคำว่า หึงหวง ไม่เคยมีใครหวงและเป็นห่วงความรู้สึกฉัน แต่เขาจะแสดงอาการหึงหวงออกนอกหน้าทุกครั้งที่ฉันคุยกับคนอื่น สำหรับฉัน มันคือความน่ารักน่าเอ็นดูของเขา ความรักมันเป็นแบบนี้นี่เอง – ตลกดี”

ชาเอิร์ลเกรย์เฟรนซ์บลูจากฝรั่งเศสที่เขาหอบหิ้วข้ามน้ำข้ามทะเลมาฝากเพราะเห็นว่าฉันหลงใหลในกลิ่นชา ถูกเติมน้ำร้อนลงไปอีกครั้ง เป็นครั้งที่เท่าไรก็ไม่แน่ใจ การเติมน้ำร้อนในกาชาที่ไม่ได้ต้องการรสชา แต่ต้องการเพียงใช้เวลาระหว่างนั้นไม่ให้ว่างจนเห็นชัดว่ามือสั่น...

“ฉันคงค่อยๆ ลืมเขาไปในไม่ช้า เมื่อเวลาผ่านไป จะเหลือเพียงร่องรอยของเรื่องราวที่เจือจาง ราวกับถุงชาที่ผ่านน้ำร้อนซ้ำแล้วซ้ำเล่านั่นแหละ และเขาเองก็แค่บังเอิญขับรถออกนอกเส้นทางที่คุ้นเคย แวะชมนกชมไม้ข้างทางชั่วครั้งชั่วคราว พอถึงจุดหนึ่งก็ต้องกลับเข้าสู่เลนปกติดำเนินชีวิตไปเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น เพราะเราต่างก็ทำได้แค่นั้น เรื่องราวระหว่างเราก็เหมือนพลุไฟปีใหม่นั่นแหละคุณ มันแค่สว่างวาบวาววับแล้วดับหาย แทบไม่เหลือร่องรอยใดๆ ให้จารึก!”

“เขาเอาเปรียบคุณมั้ยในระหว่างที่คบหากัน”

“ไม่เลยสักนิด จะว่าไปแล้ว เขาพยายามมากที่จะทำให้ฉันรู้สึกดีเมื่ออยู่กับเขา เขาพยายามตอบแทนความรู้สึกที่ฉันมีให้เขาอย่างเต็มความสามารถเท่าที่เขาจะทำได้นั่นแหละ เราต่างอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมของตัวเอง ฉันไม่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของเขา และเขาเองก็ไม่ทำให้ฉันลำบากใจ เรียกว่าซ่อนตัวอย่างสงบในพื้นของตัวเองก็ว่าได้ แต่ก็นั่นแหละ พอถึงวันหนึ่ง เราต่างก็ต้องกลับไปสู่โลกของความจริงก่อนที่ทุกอย่างมันจะถลำลึกจนแก้ไขไม่ได้ แต่เอาเข้าจริง ฉันสงสารตัวเองมากกว่าที่ถูกโชคชะตาเล่นงานจนสาหัส ฉันไม่เข้าใจว่าส่งฉันมาบนโลกนี้ทำไม ถ้าหากจะต้องให้ฉันมาเจอแต่เรื่องราวผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ให้หัวใจฉันมาทำไม ถ้าไม่ยอมให้ฉันมีความรัก”

“แต่ตอนนี้คุณก็ทำใจได้มากแล้ว”

“ก็มันจำเป็นนี่นา ไม่ใช่ของของเราก็ต้องคืนเขาไป ไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากอยู่อย่างนี้หรอก การอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ มันไม่มีคุณค่า ไร้ศักดิ์ศรีในตัวเอง แต่ความรักมันไม่ได้หายไปไหนหรอก ก็ยังเป็นห่วง หวังดี และพร้อมจะช่วยเหลือเกื้อกูลกันเสมอนั่นแหละ เพียงแค่ลดความใกล้ชิดลงเหลือแค่ความเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน, อย่างน้อยก็ยังโชคดีนะ ที่เราไม่ได้เลิกด้วยความโกรธหรือเกลียด แต่เราจากกันเพราะจำเป็นต้องยอมรับความจริงเท่านั้น”

“คุณให้กำลังใจตัวเองยังไง”

“ก็แค่บอกตัวเองว่า ถ้าฉันกับเมียเขากำลังหล่นจากตึกชั้นสิบห้า คนที่เขาจะคว้ามือและช่วยไว้ คงไม่ใช่ฉันแน่ๆ”

“เข้มแข็งมาก”

“กว่าจะมาถึงจุดนี้นี่ก็ปางตายเหมือนกัน และก็หวังไว้มากว่าจะไม่เจอเหตุการณ์แบบนี้ในชีวิตอีก ขอให้หัวใจแหลกสลายตายไปอย่างสงบดีกว่าจะต้องพบกับความรักที่เป็นไปไม่ได้ในชีวิตจริง”

“ถ้ากลับไปหาเขาได้ คุณจะกลับไปมั้ย”

“มีทางเดียวคือเมียเขาตายโดยที่ฉันไม่ใช่สาเหตุ ฉันจะไปตามจีบเขาอีกครั้งและขออยู่กับเขาไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่”

------

“โอเค... ขอบคุณมาก ฉันไม่มีอะไรติดใจเรื่องของคุณกับสามีของฉันแล้ว, ขอบคุณที่คืนเขามา และขอโทษด้วยนะที่เขาเข้ามาในชีวิตคุณทำให้คุณต้องเสียใจ ฉันรู้ว่าคุณรักเขามาก เขาเองก็รักคุณไม่น้อย เพราะเขาก็อาการหนักไม่ต่างจากคุณหรอกในตอนที่เขากลับมาบ้าน ฉันรู้เลยว่าพฤติกรรมแบบนี้คือมีคนอื่นแน่นอน อ้อ ขอบคุณที่ช่วยดูแลเขาอย่างดีในช่วงที่ฉันไปต่างประเทศสองปีที่ผ่านมา วันหนึ่งถ้าฉันยอมรับได้ เราคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน”

“แล้วคุณคืนดีกันแล้วใช่มั้ย”

“เปล่า... เราหย่ากันแล้ว, ฉันแค่มาถามคุณให้แน่ใจว่าคุณไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เขาขอหย่ากับฉัน”

“แล้วตอนนี้เขาอยู่ไหน”

“ก็คงอยู่กับใครสักคนที่ไม่ใช่เราสองคนนั่นแหละ”

“........”

“อีกอย่าง, ถ้าเราสองคนหล่นจากตึกชั้นสิบห้าไปพร้อมกัน, เขาจะไม่มีวันคว้ามือใครไว้แน่นอน”

-- end --
SHARE
Writer
blue0416
etc.
"หมาขี้เหงา วิ่งไล่งับเงาในแดดบ่าย"

Comments