สรุปหนังสือ Homo Deus ประวัติย่อของวันพรุ่งนี้
Homo Deus เล่มนี้เป็นหนังสือในชุด 3 เล่มที่โด่งดังซึ่งประกอบด้วย Sapiens ประวัติย่อมนุษยชาติ และ 21 Lessons for the 21st Century 21 บทเรียนสำหรับศตวรรษที่ 21 ที่เขียนโดย Yuval Noah Harari

แน่นอนว่าหนังสือทั้ง 3 เล่มนี้เป็นที่พูดถึงอย่างมากสำหรับนักอ่าน และต่อให้คนที่ไม่ใช่นักอ่านก็ยังต้องเคยได้ยินถึงหนังสือหนึ่งในสามเล่มนี้บ้างไม่มากก็น้อย หนังสือ Homo Deus เล่มนี้เหมือนผู้เขียนตั้งใจให้เห็นภาพอนาคตที่จะเกิดขึ้นกับมนุษยชาติในศตวรรษที่ 21 ในวันที่มนุษย์อาจจะไม่เหลือความร่างกายที่เป็นมนุษย์อย่างวันนี้ หรือในวันที่นิยามของคำว่ามนุษย์น่าจะต่างจากศตวรรษที่ 20 โดยสิ้นเชิง ด้วยความก้าวหน้าของสองสิ่ง หนึ่งคือ Data ที่ทำให้มนุษย์เอาไปต่อยอดให้เกิด Machine Learning ที่ชาญฉลาดมากจนอาจไม่ต้องพึ่งมนุษย์อีกต่อไป จนสามารถกลายเป็น AI ที่ฉลาดล้ำเกินมนุษย์คนไหนบนโลกจะเข้าใจได้

และสองเทคโนโลยีชีวภาพ หรือ BioTech หรือ Bioengineer

เทคโนโลยีชีวภาพนี้เองที่จะเป็นตัวเปลี่ยนนิยามของมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 และต่อจากนี้ไปโดยสิ้นเชิง เพราะเราน่าจะข้ามขีดจำกัดของร่างกายในวันนี้ รวมถึงข้ามขีดจำกัดทางชีววิทยาที่ถูกกำหนดโดยธรรมชาติผ่าน DNA ในแบบที่พระเจ้ายังได้แต่มองด้วยความอิจฉาครับ

เช่น ถ้าเรารู้ว่าเราเป็นคนใจร้อน ขี้โมโห ชอบพูดจารุนแรงกับคนอื่น ในอนาคตอันใกล้ ย้ำ ว่าอันใกล้ น่าจะในช่วงชีวิตเราถ้าคุณอายุเท่าๆกับผม คุณก็อาจจะเดินเข้าไปหาหมอเพื่อให้หมอแก้ไข DNA หรือ ยีน (Gene) ที่ทำให้คุณมีนิสัยที่ไม่ดีแบบนี้ทิ้งไปได้ง่ายๆ โดยที่คุณไม่ต้องไปเข้าคอร์สฝึกสมาธิให้เป็นคนใจเย็นแต่อย่างไร เมื่อคุณถูกแก้ไขโดยหมอออกมาจากโรงพยาบาล คุณก็จะกลายเป็นคุณคนใหม่ที่ไม่มีความขี้โมโหหรือใจร้อนเหมือนคนเก่าเมื่อ 30 นาทีที่แล้วแต่อย่างไรครับ

หรือที่หนักกว่านั้นคือ บางทีหมออาจจะไม่ใช่คนที่เข้ามารักษาหรือแก้ไขคุณ แต่อาจจะเป็นหุ่นยนต์ Nano ที่เข้าไปรักษาคุณโดยอัตโนมัติ เพราะหมอจะเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่เสี่ยงต่อการไม่มีงานทำมากที่สุดในอนาคตอันใกล้ เมื่อเทคโนโลยี Machine Learning เรียนรู้จากเคสที่เกิดขึ้นมากพอ หุ่นยนต์หรือ AI ก็สามารถรักษาเราได้ดีกว่าหมอที่เก่งที่สุดในวันนี้ทำได้ด้วยซ้ำไปครับ

ดังนั้นสิ่งแรกที่จะเปลี่ยนนิยามของมนุษย์ไปนั่นก็คือ Bioengineer ที่เปลี่ยนให้มนุษย์กลายเป็น Super Human หรือสุดยอดมนุษย์ก็ว่าได้ครับ

แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนจะกลายเป็นสุดยอดมนุษย์ได้ เพราะถ้าทุกคนเป็นสุดยอดมนุษย์ได้เหมือนกัน ความเป็นสุดยอดก็จะกลายเป็นความธรรมดาที่ไม่ก่อให้เกิดความได้เปรียบแต่อย่างไร

จะมีแค่มนุษย์กลุ่มที่เล็กมากที่จะกุมเทคโนโลยีนี้เอาไว้ในมือ และส่งต่อกันอย่างรัดกุม ปัญหาระหว่างชนชั้นจะยิ่งชัดมากขึ้นกว่าทุกวันนี้ เพียงแต่จะไม่มีชนชั้นกลางเหลือเป็นคนกลุ่มใหญ่ในระบบเศรษฐกิจ แต่จะมีแค่ชนชั้นบนสุดกับล่าง และล่างมากเท่านั้นเองครับ

ส่วนใจความหลักที่สองของหนังสือเล่มนี้คือ Algorithm

หนังสือ Home Deus เล่มนี้บอกว่า Algorithm จะกลายเป็นแก่นของทุกสิ่ง จากเดิม Algorithm จะอยู่แค่ในอุปกรณ์หรือโปรแกรมต่างๆ ว่าจะให้ทำงานตอบสนองอย่างไรอย่างเป็นลำดับขั้นตอน เช่น ถ้ากดปุ่มนี้แล้วไฟจะเปิด ในขณะเดียวกันเมื่อเทคโนโลยีการประมวลผลพัฒนาขึ้นมาก พร้อมกับ Machine Learning ที่ฉลาดจนน่ากลัว มนุษย์เราก็จะเริ่มเข้าใจว่าแท้จริงแล้วสิ่งมีชีวิตทุกชนิดต่างก็มี Algorithm ทางเคมีกำกับทั้งนั้น

ที่เราเคยเชื่อกันว่ามนุษย์นั้นมีเจตจำนงเสรีต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่น แท้จริงแล้วอาจจะเป็นแค่ขั้นตอนทางเคมีในสมองที่มีลำดับขั้นตอนที่ชัดเจนเสมือน Algorithm ว่า ถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้จะทำอย่างไร สู้หรือหนี วิ่งเข้าใส่หรือถอย กุมมือด้วยความโกรธหรือหัวเราะ รู้สึกขำหรืออยากชกหน้าคนพูด

เมื่อมนุษย์เราสามารถถอดรหัส Algorithm ของเคมีในสมองได้ เมื่อนั้นเราก็สามารถชี้นำและชักจูงมนุษย์ได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ จากเดิมเราเรียกว่าจิตวิทยา อีกหน่อยเราอาจจะต้องเรียกศาสตร์นี้ว่า Algorithm ในชีวิตครับ

นี่เป็นสรุปอย่างย่อของหนังสือเล่มนี้ ที่เขียนออกมาจากความรู้สึกที่เห็นหน้าปกโดยไม่ได้ดูที่โน๊ตไว้ในแต่ละหน้าแต่อย่างไร

เอาล่ะถ้าคุณพร้อมแล้ว ผมจะขอสรุปแบบยาวให้ฟังทั้ง 11 บทของ Homo Deus, A Brief History of Tomorrow ประวัติย่อของวันพรุ่งนี้ ถ้าพร้อมแล้ว เริ่มครับ!

สรุปหนังสือ Homo Deus ประวัติย่อของวันพรุ่งนี้ A Brief History of Tomorrow

บทที่ 1 วาระใหม่ของมนุษย์ The New Human Agenda

คนจนจะไม่ได้อดตายเหมือนก่อน แต่จะอ้วนตายเป็นส่วนใหญ่ ด้วยอาหารคุณภาพแย่ๆที่คนจนส่วนใหญ่ได้รับ ผ่านค่าครองชีพราคาถูก ส่วนพวกอาหารดีๆที่เคยเป็นอาหารคนจนสมัยก่อนหรอ มีแต่คนรวยเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงได้

ดังนั้นโรคร้ายที่จะคร่าชีวิตมนุษย์ส่วนใหญ่จะไม่ใช่โรคติดต่อที่น่ากลัวอีกต่อไป จะไม่ใช่ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ หรือไม่ใช่โรค SARS แต่จะเป็นโรคร้ายแรงที่ไม่ติดต่อ ที่มาจากพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตของเรา ไม่ว่าจะโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคเบาหวาน หรือโรคหัวใจ ทุกวันนี้มนุษย์เราตายด้วยโรคพวกนี้ที่แสนจะธรรมดามากมายกว่าโรคติดต่อหลายหมื่นแสนเท่าครับ

ในขณะเดียวกันผู้ก่อการร้ายที่ดูน่ากลัวในความคิดเราก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะในความเป็นจริงมีคนเสียชีวิตเพราะผู้ก่อการร้ายน้อยมาก มากเสียว่าการตายเพราะอุบัติเหตุจากรถยนต์นั้นสูงกว่าเสียชีวิตเพราะการก่อการร้ายอย่างเทียบไม่ได้ หรือถ้าจะบอกว่าโรคอ้วนอันตรายกว่าผู้ก่อการร้ายก็เป็นเรื่องจริงที่น่าเศร้าอย่างบอกไม่ถูกครับ

เมื่อพูดถึงเรื่องผู้ก่อการร้ายก็มักจะมีคนพูดถึงเรื่องสงคราม ทุกวันนี้ยังมีคนไม่น้อยที่กลัวว่าจะเกิดสงครามโลกครั้งที่สาม หรือจะเกิดการรบพุ่งกันระหว่างประเทศอย่างที่เห็นการฮึ่มๆกันระหว่างสองประเทศที่ไม่ค่อยถูกกันตามข่าว

แต่จะบอกเลยว่าการเกิดสงครามจริงๆในวันนี้นั้นแทบจะไมมีโอกาสเกิดขึ้นอีกต่อไป อย่างมากก็ได้แต่ยิงกันไม่กี่วันแล้วก็จบ เพราะเป้าหมายของการเกิดสงครามแต่ก่อนนั้นก็เพราะต้องการทรัพยากรของอีกฝ่าย ไม่ว่าจะน้ำ ที่ดิน แรงงาน หรือแร่ธาตุมีค่าในดิน แต่เศรษฐกิจในวันนี้นั้นพึ่งพาทรัพยากรพวกนี้น้อยมากจนการมีทรัพยากรพวกนี้มากกว่าไม่ได้หมายความว่าจะได้เปรียบกว่าในทางเศรษฐกิจ หรือร่ำรวยกว่าเสมอไปครับ

เพราะเศรษฐกิจในวันนี้พึ่งพาความรู้สูงมาก และที่สำคัญทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในวันนี้นอกจากจะเป็นคนเก่งๆแล้วยังเป็น Data ที่สามารถถ่ายโอนได้ผ่านอากาศหรือสายเคเบิ้ลได้สบายๆด้วย

ดังนั้นเลิกกังวลเรื่องสงคราม เพราะมันจะไม่มีใครบ้าพอที่จะทำอะไรที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อีกต่อไปครับ

และความรู้ทั้งหลายที่เราสั่งสมพัฒนามาจนทำให้เราเข้าใกล้ที่จะเป็นอมตะ หรือถ้าไม่ถึงขั้นอมตะเราก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้ 120-150 ปีเป็นปกติในอนาคตอันใกล้นี้ นี่ยังไม่นับรวมถึงการสามารถถ่ายเทชีวิตที่เป็นความทรงจำประสบการณ์ของเราออกไปไว้ในตัวกลางอื่นที่อาจไม่ใช่ร่างกายนี้ ถ้าใครเคยดูซีรีส์เรื่อง Black Mirror ของ Netflix จะเข้าใจว่าผมหมายความถึงอะไรครับ

เมื่อชีวิตเราเข้าใกล้ความเป็นอมตะมากขึ้น นิยามของการใช้ชีวิตมนุษย์ทุกคนก็จะเปลี่ยนไปจากอดีตโดยสิ้นเชิง แต่เดิมเพราะเรารู้ว่าเรามีชีวิตจำกัดแถมยังสั้นมาก นั่นเลยทำให้มนุษย์เราพยายามที่จะทำในสิ่งยากๆเพื่อสร้างผลงานที่เป็นอมตะทิ้งไว้แทน

ไม่ว่าจะเป็นการพยายามวิ่งให้เกินขีดจำกัดของมนุษย์ ออกไปปีนเขาสูงเสียดฟ้าเพื่อท้าทายชีวิต หรือใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อสร้างบทเพลงที่โลกต้องจำ แต่เมื่อเรารู้ว่าเราจะเป็นอมตะอยู่แล้วก็คงจะไม่มีใครกล้าเอาชีวิตนิรันดร์ไปเสี่ยงทำอะไรบ้าๆแบบเดิมอีก

ฟังดูชีวิตที่เป็นอมตะน่าจะจืดชืดมากไม่น้อยเลยนะครับ

ที่สำคัญชีวิตที่ยืนยาวขึ้นแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากกว่าที่คิด เพราะการจะดูแลคนแก่ให้ดีนั่นหมายความว่ารัฐต้องหาเงินมาดูแล และเงินของรัฐก็จะได้มาจากภาษี แต่ในเมื่อคนหนุ่มสาวไม่มากพอ เมื่อนั้นระบบเศรษฐกิจทั้งหมดที่เคยเป็นมาก็จะต้องถูกรื้อสร้างใหม่ให้เข้ากับบริบทของสังคมในตอนนั้นครับ

เรื่องสวัสดิการของรัฐหรือบริษัทต่างๆที่เคยมีก็จะหายไป เพราะแต่เดิมสวัสดิการต่างๆมีเพื่อให้ประชาชนที่เป็นแรงงานสามารถทำงานให้กับรัฐหรือองค์กรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ยิ่งสวัสดิการดีคนก็ยิ่งมีแรงทำงาน แต่เมื่อเทคโนโลยี Machine Learning และ AI พัฒนาไปมากพอจนถึงขั้นที่สามารถทดแทนชนชั้นแรงงานออฟฟิศในวันนี้ได้ เมื่อนั้นก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีสวัสดิการอีกต่อไป คุณนึกเหตุและผลของเรื่องนี้ออกได้ง่ายๆเหมือนผมใช่มั้ยครับ

แล้วผู้เขียนก็พบว่าในประเทศที่เจริญแล้วกับมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่า โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศที่ด้อยพัฒนามากๆในวันนี้ ส่วนหนึ่งเพราะเมื่อคนมีทุกอย่างพร้อมแล้วชีวิตมีทุกข์เข้ามา เค้าจะคิดว่านั่นคือปัญหาที่เค้าไม่สามารถโทษใครได้ ผิดกับคนจนที่เต็มไปด้วยสิ่งรอบตัวให้โทษ ตั้งแต่รัฐบาลหรือเพื่อนบ้าน หรือแม้แต่หัวหน้างานที่ไม่เคยเห็นใจ

ดังนั้นคนรวยจึงมักจะได้เข้าถึงความสุขมากกว่าคนจน เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติที่เข้าใจได้ แต่รู้มั้ยครับว่าความสุขนั้นเหมือนสิ่งเสพติด เราต้องการความสุขมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นทำให้สิ่งที่เคยสุขในวันนี้กลายเป็นเรื่องที่เคยชินในวันพรุ่งนี้ได้ไม่ยาก

คุณคงนึกออกว่าตอนที่คุณได้ของที่อยากได้มาคุณดีใจกับมันมากขนาดไหน แต่พอผ่านไปไม่นานคุณก็เบื่อของชิ้นนั้นจนนึกถึงตอนที่ได้มาใหม่ๆไม่ออกแล้วใช่มั้ยครับ

และก้าวต่อไปของมนุษยชาติไม่ใช่แค่มีสุขภาพดี แต่มีร่างกายที่เหนือกว่ามนุษย์ปกติด้วยเทคโนโลยี Cyborg Engineering ที่ทำให้เราเลือกเพิ่มความสามารถอะไรก็ได้ที่จ่ายไหวเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะติดแขนที่ทรงพลังกว่าเก่าเพิ่ม หรือใส่ Nano Robot เข้าไปในตัวเพื่อไปเปลี่ยนโครงสร้างกล้ามเนื้อหรือแก้ไขพันธุกรรมในตัวเรา

และมนุษย์ในวันนี้ก็เหนือกว่าพระเจ้าในอดีตไปนานแล้ว จากเดิมเราต้องคอยบูชายัญเพื่อให้พระเจ้าผู้อยู่เบื้องบนพอใจ แล้วก็มอบน้ำฝน มอบความอุดมสมบรณ์ให้แก้ไร่นาของเรา

วันนี้ถ้าเราอยากให้พืชผลที่ปลูกเจริญงอกงาม เราก็แค่ใส่ปุ๋ยแทนการขอพรจากพระเจ้า ถ้าเราอยากให้มีน้ำสำหรับทำการเกษตร เราก็แค่ต้องทำระบบชลประทานขึ้นมาโดยไม่ต้องสังเวยสัตว์ใดๆให้พระเจ้า หรือถ้าเราอยากได้น้ำจืดเราก็ไม่ต้องรอให้หลวงปู่ที่ไหนมาเหยียบ เราก็แค่ต้องสร้างโรงงานแยกเกลือออกจากน้ำทะเลเท่านั้นเอง

ฉะนั้นจะเห็นว่าทุกความสามารถของพระเจ้าต่างๆ มนุษย์เราสามารถทำได้ดีกว่าด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์มานานแล้วครับ

และไม่ต้องกังวลว่าเมื่อหุ่นยนต์ไม่ว่าจะ AI หรือ Cyborg นั้นพัฒนาจนฉลาดล้ำมันจะกลับมาฆ่าแกงเราเหมือนในหนัง Hollywood เพราะมนุษย์เราเองนี่แหละจะค่อยๆอัพเกรดตัวเองให้กลายเป็นหุ่นยนต์ทีละน้อย จนในที่สุดจะไม่เหลือความเป็นมนุษย์อีกเลยครับ

นั่นก็เพราะมนุษย์เราต้องการเหนือกว่ามาตรฐานเสมอมา เราเลยต้องการอัพเกรดร่างกายและความสามารถให้เหนือกว่าคนอื่นอยู่ตลอดเวลาครับ ตอนยา Viagra ทำมาก็เพื่อรักษาโรคหลอดเลือด แต่ดันมีผลข้างเคียงตรงทำให้อวัยวะเพศแข็งตัว แต่ด้วยผลข้างเคียงนั้นเองที่กลายเป็นจุดขายของยาชนิดนี้ เพราะผู้ชายเราอยากจะฟิตและแข็งแรงกว่าผู้ชายทั่วๆไปในรุ่นราวคราวเดียวกันครับ

หรือศัลยกรรมพลาสติกในวันนี้จากเดิมมีไว้เพื่อรักษาคนที่บาดเจ็บและมีบาดแผลจากสงคราม ไปๆ มาๆ ก็กลายเป็นมาอัพจมูกแข่งกัน เสริมหน้าอกแข่งกัน จะเห็นว่าศัลยกรรมพลาสติกห่างไกลจากจุดเริ่มแรกของมันไปมากเลยครับ

และนี่ก็จะกลายเป็นแรงกดดันของคนในสังคม เพราะต่อให้คนที่ต่อต้านไม่อยากทำไม่ว่าจะศัลยกรรมหรือ Bioengineering เพื่ออัพเกรดร่างกายของตัวเองก็ต้องทำ เพราะไม่มีใครอยากด้อยกว่าคนอื่นโดยเฉพาะคนรอบตัวครับ

แต่ผมมองว่าเรื่องนี้ถ้าเราปลูกผังนิยามความ “เหนือกว่า” ในแบบอื่นๆ ก็อาจจะช่วยลดปัญหาตรงนี้ได้ เพราะถ้ามนุษย์เราสุดท้ายอยากเหนือกว่า อาจต้องมีแคมเปญรณรงค์ขนาดใหญ่ว่า “ธรรมดานี่แหละเหนือกว่า” โดยออกมาจากเหล่าบรรดาผู้ปกครองที่อัพเกรดตัวเองไปแบบเต็มแม็กซ์ครับ

แล้วการแข่งขันก็จะไม่มีวันจบสิ้น เพราะเมื่อไหร่ที่มีใครหรือองค์กรไหนเหนือกว่า คนอื่นก็จะพากันสืบเสาะหาแล้วเลียนแบบจนทำให้ความได้เปรียบนั้นไม่สามารถอยู่ได้นานอีกต่อไป เหมือนวิธีการกระโดดสูงที่เคยได้เปรียบจากท่าหันหลัง แต่เมื่อทุกคนฝึกใช้ท่าเดียวกันนั้นก็ไม่มีใครได้เปรียบอีกต่อไปครับ

เพราะความรู้ในวันนี้นั้นหมดอายุเร็วมาก เพราะยิ่งเรามีข้อมูลมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งเข้าใจประวัติศาสตร์มากขึ้นเท่านั้น และยิ่งประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นเท่าไหร่ สิ่งที่เรารู้ก็ยิ่งล้าสมัยเร็วขึ้นเทานั้น

นี่คือวาระใหม่ของมนุษยชาติบทที่ 1 ยังเหลืออีก 10 บท ถ้าพร้อมแล้วก็อ่านต่อได้เลยครับ

บทที่ 2 โฮโมเซเปียนเข้าครองโลก The Anthropocene

ตั้งแต่ Homo Sapiens อย่างเราเข้าครองโลก เราก็ทำให้ทุกพื้นที่บนโลกนั้นคล้ายกันไปหมด เพราะเมื่อมนุษย์เราไปที่ไหน เราก็จะเอาทั้งพืชและสัตว์ที่คุ้นเคยตามไปด้วย ทำให้เราสามารถเจอหมู ไก่ หรือวัว ได้ทุกประเทศในโลก ทั้งแต่ไม่กี่หมื่นปีก่อนสัตว์พวกนี้มีถิ่นใครถิ่นมันชัดเจน

และไม่ใช่แค่สัตว์แต่ยังรวมไปถึงเชื้อโรคต่างๆที่มนุษย์พาติดตัวไปทัวร์ที่อื่นๆบนโลกด้วย เหมือนที่สมัยก่อนคนยุโรปพอบุกเข้าไปยังทวีดอเมริกาใหม่ๆ ก็ทำเอาชาวบ้านล้มตายด้วยเชื้อโรคที่ติดนักเดินเรือชาวยุโรปมา

และที่น่าสนใจของบทนี้คือ เมื่อวิเคราะห์สิ่งมีชีวิตทั้งหมดก็พบว่า สิ่งมีชีวิตก็คือ Algorithm ดีๆนี่เอง เพราะสิ่งมีชีวิตทุกชนิดไม่เว้นแม้แต่มนุษย์ต่างถูกขับเคลื่อนด้วยสารเคมีที่เรียกว่า ฮอร์โมน ในสมอง ดังนั้นทุกการกระทำของสิ่งมีชีวิตก็เลยเรียกว่ามาจากสารเคมีในสมองที่มีลำดับขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจน

และความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์นี่เองที่เคยทำให้มนุษย์ถูกขับไล่จากสวนของพระเจ้า ตามตำราของคริสต์ที่ว่า อดัม กับ อีฟ ถูกพระเจ้าไล่ออกจากสวนเพราะเผลอไปกินผลไม้แห่งความรู้

เมื่อมนุษย์อยากรู้ก็เลยทำให้เกิดวิชาวิทยาศาสตร์ ที่สามารถไขความลับต่างๆของจักรวาลได้ไม่ว่าจะเป็นฟิสิกส์ ที่ไขความลับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เคยลี้ลับให้กลายเป็นความรู้ทั่วไป หรือไขความลับของเคมีที่ทำให้การป่วยไข้ไม่ใช่เรื่องของผีห่าซาตานเหมือนเดิม หรือแม้แต่เรื่องของชีววิทยาที่ทำให้มนุษย์ไม่ต้องพึ่งหมอผีถ้าอยากจะมีชีวิตที่ยืนยาว

ดังนั้นมนุษย์ในวันนี้พึ่งพาพระเจ้าน้อยมาก หรือถ้าจะบอกว่ามนุษย์เราไม่ได้พึ่งพาพระเจ้าแล้วก็ไม่ผิดนัก เพราะถ้าเราอยากหายป่วยเราไม่ต้องไปบรวงสรวงใคร เราแค่ไปหาหมอที่โรงพยาบาล และถ้าเรามีเงินมากพอเราก็จะได้รับการรักษาดีๆในทันทีครับ

จากตำนานของอดัมและอีฟที่ถูกลงโทษเพราะความอยากรู้ มาวันนี้ไม่มีใครลงโทษคนที่อยากรู้อีกต่อไป มีแต่จะส่งเสริมให้รู้ในสิ่งใหม่ๆเพื่อเอามาใช้ต่อยอดทางธุรกิจครับ

และพระเจ้าก็เกิดจากจินตนาการของมนุษย์นั้นเอง แต่เดิมเพราะการปฏิวัติเกษตรกรรมทำให้เกิดศาสนาแบบเทวนิยม เพราะเรายังไม่รู้ว่าจะควบคุมน้ำ หรือฟ้าฝนได้อย่างไร เราเลยจินตนาการว่าเบื้องหลังธรรมชาติเหล่านี้ต้องมีอะไรซักอย่างที่ควบคุมอยู่ นั่นคือการพยายามหาเหตุและผลที่จะเข้าใจโลกให้ดีที่สุดในตอนนั้นครับ

แต่พอเกิดการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ขึ้น สิ่งที่เคยบูชาให้ได้ฟ้า ฝน ลม น้ำ อย่างที่ต้องการก็หมดความจำเป็นอีกต่อไป เพราะมนุษย์รู้ว่าถ้าอยากได้ฝนไม่ต้องไปบูชาเทพเจ้าที่ไหน แค่ส่งเครื่องบินทำฝนเทียมไปก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าเยอะครับ

และด้วยการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ที่ทำให้พระเจ้าหมดความนิยม และนั่นก็ก่อให้เกิดศาสนาใหม่ในวันนี้ นั่นคือ มนุษยนิยม ครับ

บทที่ 3 ประกายชีวิตมนุษย์ The Human Spark

แท้จริงแล้วคนอเมริกันหัวโบราณกว่าที่คิด เชื่อมั้ยครับว่ามีแค่ 15% เท่านั้นที่เชื่อในทฤษฎีวิวัฒนาการของ Charles darwin และมีถึง 32% ที่เชื่อว่ามนุษย์เกิดมาก็มีสภาพร่างกายและหน้าตามาแบบนี้เลย ไม่ได้มีวิวัฒนาการมาจากลิงหรือสัตว์อื่นแต่อย่างไร ต่อให้คนที่จบมหาวิทยาลัยก็ยังเชื่อว่าโลกถูกสร้างขึ้นมาตามพระคัมภีร์สูงถึง 46% ครับ!

ฟังดูน่าเศร้า ความเชื่อนี่มันมีพลังมากกว่าความจริงหลายเท่านักจริงๆครับ

และเหตุที่มนุษย์ในวันนี้หรือ Homo Sapiens ในวันนั้นสามารถครองโลกได้ถึงทุกวันนี้ทั้งๆที่เราไม่ได้มีร่างกายที่แข็งแรงกว่าสัตว์อื่น หรือแม้แต่มนุษย์สายพันธุ์อื่นเลยก็ตาม นั่นก็เพราะ Homo Sapiens อย่างเรานั้นมี “จิตวิสัยร่วม” (Intersubjective Level Reality) ทำให้เราสามารถรวมกลุ่มก้อนกลายเป็นพลังที่เหนือกว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิด และมนุษย์ทุกสายพันธุ์ก่อนหน้า และเมื้อย้อนกลับไปสำรวจประวัติศาสตร์ดูจะพบว่า ทุกครั้งที่เกิดการปฏิวัตินั้นไม่ได้มาจากกลุ่มคนที่มีจำนวนมากกว่า แต่มาจากกลุ่มคนที่มีจำนวนน้อยกว่าแต่กลับรวมแรงรวมใจกันได้ดีกว่าครับ

เพราะกองทัพที่มีวินัยนั้นย่อมเหนือกว่ากองทหารที่ไร้ระเบียบ อย่างการปฏิวัติรัสเซียเองก็เกิดจากกลุ่มคนแค่ 3 ล้าน ที่สามารถปกครองคนกว่า 180 ล้านได้ นั่นก็เพราะกลุ่มคน 3 ล้านคนนั้น หาทางทำให้ 180 ล้านคนที่เหลือไม่สามารถรวมพลังกันต่อต้านพวกเขาได้

ดังนั้นสิ่งที่ศัตรูกลัวเราไม่ใช่พลังหรือความเก่ง แต่เป็นการร่วมมือกันที่เหนือกว่าครับ

และ จิตวิสัยร่วม หรือ Intersubjective Level Reality นี่เองทำที่ให้เราเชื่อในเงินตราจนเกิดสังคมและระบบเศรษฐกิจขึ้นมา ลองคิดดูซิว่าแท้จริงแล้วเงินตราไม่ได้มีค่าในตัวมันเอง มันก็แค่กระดาษ หรือกลายเป็นแค่ตัวเลขบนหน้าจอไปแล้วด้วยซ้ำในวันนี้

แต่เพราะ Sapiens เรามีจินตกรรมร่วมกันได้อย่างดี ทำให้เราเชื่อในค่าของเงินที่เราสามารถเอาไปแลกเปลี่ยนกับคนอื่นได้ นั่นเลยทำให้เศรษฐกิจยิ่งรุดหน้า และยิ่งพอมีระบบเครดิตเข้ามาเหลือการเชื่อว่าจะมีเงินมาคืนให้ในวันหน้า ก็ยิ่งทำให้เศรษฐกิจพุ่งทะยานขึ้นไปอีกอย่างที่ไม่เคยเป็น

บทที่ 4 นักเล่าเรื่อง The Storytellers

เพราะมนุษย์เป็นนักเล่าเรื่องที่เก่ง ทำให้เกิดเทพเจ้าต่างๆในวันวานที่คนต่างเชื่อถือและเคารพบูชากัน แน่นอนว่าเทพเจ้าในวันนั้นกลายมาเป็นบริษัทหรือองค์กรยักษ์ใหญ่ทุกวันนี้ ที่เอาบริษัทมาเปรียบเทียบกับเทพเจ้าก็เพราะทั้งสองไม่มีตัวตนอยู่จริง เป็นแค่สิ่งที่อยู่ในจินตนาการร่วมกันของมนุษย์เรา ทุกวันเราออกจากบ้านให้บริษัทที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง เหมือนกับชาวนาหรือแรงงานในสมัยก่อน ที่ออกจากบ้านเพื่อไปสร้างโบสถ์วิหารให้ยิ่งใหญ่เพื่อเทพเจ้าทุกวัน จากนั้นก็จะได้รับสิ่งตอบแทนเป็นเงินเดือนในวันนี้หรือขนมปังอาหารในวันวาน

แต่ทั้งหมดก็ไม่ได้รับตรงมาจากเทพเจ้าหรือบริษัทแต่อย่างไร แต่รับมาจากคนที่ทำงานให้เทพเจ้าที่เป็นนักบวช หรือผู้บริหารที่เป็นลูกจ้างของบริษัทอีกทีหนึ่งครับ ดังนั้นเราจะเห็นว่าเทพเจ้าหรือบริษัทก็ไม่สามารถทำงานได้ด้วยตัวเองมันเอง แต่มีนักบวชมาบริหารงานให้ เหมือนผู้บริหารในวันนี้ที่มีหน้าที่ทำงานให้บริษัทหรือองค์กรที่ไม่มีตัวตนครับ

และด้วยเงินนี่เองที่ทำให้เศรษฐกิจเจริญรุดหน้า แต่เดิมเศรษฐกิจถูกจำกัดอยู่ด้วยพื้นที่ใกล้ๆกับเมืองของมัน แต่พอมีเงินเข้ามาก็ทำให้เกิดการค้าโลกขึ้น และการเขียนก็ก้าวเข้ามาเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีสำคัญที่ปฏิวัติขีดจำกัดทางกายภาพของมนุษย์ นั่นก็คือความจำ

เมื่อมีความจำเข้ามามนุษย์ก็สามารถจัดเก็บข้อมูลต่างๆได้เป็นระบบ ทำให้เกิดการเก็บภาษีที่ถูกต้องแม่นยำขึ้นมา ยิ่งทำให้เศรษฐกิจรุดก้าวหน้ายิ่งขึ้นกว่าก่อนที่จะมีระบบการเขียนเกิดขึ้นครับ

เพราะการเขียนเป็นการแฮกสมอง สมองเราไม่สามารถจำข้อมูลทุกอย่างได้ แต่การเขียนทำให้เราไม่ต้องจำ เราแค่จด แล้วถ้าอยากจะนึกให้ออกก็แค่เอาที่จดออกมาอ่าน ง่ายเท่านั้นเลย ลดภาระสมองไปเยอะมาก แล้วรู้มั้ยครับว่านักปราชญ์สมัยก่อนต่างประนามการเขียนว่าจะทำให้คนรุ่นใหม่โง่ขึ้น เพราะใช้สมองน้อยลง ไม่ต้องพึ่งพาความจำ แต่หันไปพึ่งพาการเขียน

คุ้นๆมั้ยครับ เหมือนกับผู้ใหญ่ชอบบอกว่าเด็กสมัยนี้สมาธิสั้นเพราะโทรศัพท์มือถือ ไม่ตั้งใจเรียน อีกหน่อยจะยิ่งโง่ลง เทคโนโลยีอย่างการเขียนและโทรศัพท์มือถือรวมถึงอินเทอร์เน็ตนั้นแม้จะผ่านมาหลายพันปี แต่ความคิดของคนที่ต่างรุ่นก็ไม่ต่างกันเลยนะครับ

มีเกร็ดความรู้เล็กๆมาเล่าส่งท้ายบทนี้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ฮีโร่ที่แท้จริงที่ช่วยชีวิตคนนับแสนไม่ใช่มหาบุรุษที่ไหน หรือไม่ใช่เทคโนโลยีล้ำหน้าใดๆ แต่เป็นตรายางปั๊มเพื่อให้คนที่ถูกตามล่าสามารถมี VISA ข้ามผ่านแดนไปยังประเภทที่ปลอดภัยได้

ด้วยการเขียนผ่านตรายางเล็กๆอันเดียวในตอนนั้น สามารถช่วยชีวิตคนได้หลายแสนคนจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่สอง เห็นมั้ยครับว่าการเขียนบันทึกที่มันปฏิวัติมนุษยชาติจริงๆ

บทที่ 5 คู่พิลึก The Odd Couple

ความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ สมัยก่อนเราคิดว่าป่วยไข้เพราะปีศาจ แต่แท้จริงแล้วเป็นเพราะเชื้อโรคที่มองไม่เห็น หรือแม้แต่ในสมัยก่อนผู้นับถือศาสนาคริสต์สามารถจ่ายเงินเพื่อซื้อใบไถ่บาปได้ ไม่ว่าจะทำร้ายแรงมาแค่ไหนถ้าจ่าย 10 เหรียญก็สามารถได้ใบไถ่บาปเพื่อมั่นใจว่าคุณจะได้ขึ้นสวรรค์นั่นเอง

หรือเรื่องนิยามของชีวิตก็น่าสนใจ เชื่อมั้ยครับว่าที่อเมริกานั้นต่อต้านการทำแท้งอย่างถูกกฏหมายมาก เพราะพวกนักถือคริสต์แบบเคร่งมากบอกว่าการทำลายชีวิตถือเป็นบาป ดังนั้นก็เลยเกิดคำถามว่า “ตอนไหนล่ะถึงจะนับว่าเป็นชีวิต” ตั้งแต่ปฏิสัมพันธ์เลยมั้ย หรือตั้งแต่มีหัวใจเกิดขึ้นมา หรือตั้งแต่ตอนที่รู้ตัว หรือเป็นตอนหลังคลอด

เชื่อมั้ยครับว่านิยามของคำว่าชีวิตนั้นก็แตกต่างออกไปตามแต่ละพื้นที่มาก อย่างบางที่จะถือว่ามีชีวิตก็ต่อเมื่อคลอดออกมาแล้วได้รับการตั้งชื่อเรียบร้อยแล้ว ถ้ายังไม่ได้รับการตั้งชื่อก็ถือว่าไม่มีตัวตน ไม่มีชีวิต สามารถฆ่าทารกนั้นทิ้งได้โดยไม่บาป

ฟังดูแล้วแอบขนลุกนิดๆใช่มั้ยครับ

อ่านสรุปอีก 6 บทที่เหลือต่อได้ที่ www.summaread.net
(เพราะที่นี่จำกัดให้โพสได้ครั้งละไม่เกิน 20,000 ตัวอักษรครับ)

อ่านแล้วเล่า เล่มที่ 63 ของปี 2019
สรุปหนังสือ Homo Deus, A Brief History of Tomorrow
ประวัติศาสตร์ของวันพรุ่งนี้
Yuval Noah Harari เขียน
ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ และ ธิดา จงนิรามัยสถิต แปล
สำนักพิมพ์ GYPZY

ติดตามสรุปหนังสือเล่มใหม่ได้ที่ www.summaread.net
SHARE
Writer
nuinattapon
Reader
Hi my name is Nattapon I love to read and share story inside the book to everyone. I just want to share.

Comments

Janiva
5 months ago
เรากำลังอ่านโฮโมดีอุสจบ เหลือแต่บทเรียน 21 โน่น เป็นหนังสือที่ควรจะมีไว้ทุกบ้าน มันตอบทุกคำถามเกี่ยวกับมนุษย์ นับตั้งแต่อดีตยันอนาคต ทุกประเด็นที่สงสัยและไม่มีใครตอบเราได้ แต่ส่วนตัวก็รู้สึกว่ามีความจริงหลายอย่างที่สั่นไหวความเชื่อเราด้วย เหมือนช่วงท้ายๆ ที่พูดถึงพวกเสรีนิยม ที่จะถูกทำลายโดยอัลกอริทึมของ ai เรื่องเจตจำนงเสรีและความเป็นปัจเจกบุคคลที่เราทุกคนคิดว่าเรามีมันมาตลอด
Reply
nuinattapon
5 months ago
ใช่เลยครับ