วิศวกรผู้หลงรักการตลาด และเชื่อว่าธุรกิจกับสังคมงอกงามไปพร้อมกันได้ (1)
“ภารกิจเดียวของผมคือต้องจีบสาวให้ได้” 
คือคำอธิบายช่วงชีวิตเมื่อครั้งเป็นนักศึกษาของ นก-ธนัน รัตนโชติ ผู้ที่ปัจจุบัน เรารู้จักเขาในนามของผู้ก่อตั้งกิจการเพื่อสังคม PLANT-D สวนผักอินทรีย์ของคนเมืองที่ถือกำเนิดจากปัญหาผู้สูงอายุ

มากกว่านั้น เขายังเป็นนักวางแผนกลยุทธ์ นักการตลาด Startup และ Founder ทว่าภาพทั้งมวลที่เรากล่าวมานั้น คือยอดภูเขาที่ธนันใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตล้มลุกคลุกคลานและประสบกับคำว่าล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วน นั่นจึงทำให้บทสนทนาของเราในวันนี้ เริ่มต้นด้วยการนั่งไทม์แมชชีนไปสำรวจรายทางชีวิต ว่าเขาผ่านเส้นทางแบบไหนมาบ้าง
“วัยมัธยมและตอนใกล้จบเราไม่เห็นคุณค่าต่อการเรียนสักเท่าไหร่ แต่สนใจการเต้นเชียร์ลีดเดอร์ เต้นบีบอยมากกว่า เราไม่สนใจการเรียนเพราะมีอย่างอื่นน่าสนใจกว่า สุดท้ายก็สอบเอนทรานซ์ไม่ได้” 
เขาเริ่มต้นด้วยความล้มเหลวจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัย สู่จุดเปลี่ยนแรกของนายธนัน จากเด็กที่ชอบเล่น ชอบเต้น สู่ภารกิจพิชิตมหาวิทยาลัย โดยมีข้อความในวงเล็บว่า เพื่อตามหารักแท้


“เรารู้สึกว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้เป็นเพราะเราไม่ตั้งใจเรียน เลยคิดกลับตัวกลับใจใหม่ แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่เราจะเรียนเพื่ออนาคตของชีวิตนะ เพราะบังเอิญเราไปชอบสาว เธอเป็นคนสวยและเป็นเด็กเรียน สอบติดคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ การทูต แต่เราไม่ติด เลยรู้สึกว่าเวลาไปไหนมาไหนด้วยกันคนจะชอบถามว่าเรียนที่ไหน แต่กูไม่มีที่เรียน (หัวเราะ) รู้สึกว่าเลวร้าย กลัวคนเขาจะรู้สึกว่า ผู้หญิงคนนี้ไม่น่ามาคบกับธนันเลย ดูเสียอนาคตตัวเอง

เราเลยต้องทำอะไรที่คู่ควร จึงหันมาตั้งใจเรียน ท่องหนังสือ เพื่อจะได้สอบติดคณะที่เวลาแนะนำตัวคู่กันแล้วดูสมฐานะ (หัวเราะ) ตรงนี้จึงเป็นสาเหตุที่เราตั้งใจเรียน ซึ่งแรงขับดันในการเรียนบางทีมันไม่ได้เกิดจากการต้องการอนาคต (หัวเราะ) พอสอบครั้งที่สองก็ติดวิศวะ จุฬาฯ”

โลกมุมใหม่ที่มองไปทางไหนก็เห็นแต่ปัญหา
ภารกิจของธนันดูจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี หากเป็นละครก็คงตัดจบได้อย่างแฮปปี้ ทว่านี่คือชีวิตจริง และความน่าสนใจของชีวิตคือความไม่ง่าย เพราะในระหว่าง 1 ปี ของภารกิจพิชิตมหาวิทยาลัยชื่อดัง เขาเลือกเข้าเรียนรามคำแหงควบคู่ไปด้วย เพื่อที่หากเอนทรานส์ไม่ติดในครั้งที่ 2 เขาก็ได้ชื่อว่าเป็นนักศึกษาปี 1 แต่รามคำแหงไม่ได้เป็นแค่หลุมหลบภัยเผื่อสอบใหม่แล้วไม่ติดเท่านั้น เพราะสิ่งที่เขาได้รับตลอด 1 ปีนั้น คือโลกในมุมอื่นๆ ที่ธนันไม่เคยเห็น หรือหากเห็น เขาก็ไม่ได้รู้สึก โลกใบนั้นมีชื่อว่า 'ปัญหา' 

“เราไม่กล้าไปขอเงินพ่อแม่เพื่อไปเรียนเอกชน เลยไปเรียนรามฯ ซึ่งในสมัยนั้น หน้าประตูเข้ารามคำแหงจะมีคนยืนไฮด์ปาร์คตลอดเวลา ด่ารัฐบาล ด่านู่น ด่านี่ และตามทางเดินเข้าไปในรามฯ ก็จะมีป้าย มีบอร์ด หรือเรียกว่าเป็นนิทรรศการด้านการต่อสู้กับความไม่ชอบธรรมและความไม่ยุติธรรมในสังคมทุกรูปแบบ เรียกว่าไปอยู่ในสถานที่ที่เป็นเหมือนมิวเซียมของความไม่เท่าเทียมในสังคม ตั้งแต่ชมรมสลัม ไปจนถึงการต่อต้านรัฐบาล เราก็ซึมซับสังคมในมิติที่ไม่เคยได้รู้ เพราะเรามาจากสาธิตจุฬาฯ ไปเช้าเย็นกลับ พ่อแม่ไปส่ง หรือถ้ากลับเองก็จะเป็นแค่ระหว่างบ้านกับโรงเรียน ไม่มีโอกาสสัมผัสเรื่องราวสังคมโดยเฉพาะมุมของปัญหา

แต่การไปเรียนหนังสือที่รามฯ ทุกวัน เราได้เดินผ่าน ได้หยุดดู หยุดฟัง ได้ถามเขาในมุมที่เราอาจจะมองไม่เหมือนเขาว่ามันมีเรื่องแบบนี้อยู่จริงหรือ และเรื่องนี้เป็นปัญหาอย่างไร มันเป็นการเรียนรู้แบบหนึ่งที่ทำให้เราเข้าใจว่า มีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นในสังคม และเหมือนไม่มีใครสนใจที่จะแก้ไขด้วยซ้ำไป แต่มีคนบางคนพยายามจะต่อสู้แก้ไขมัน ซึ่งเขาเหล่านั้นก็ต่อสู้อยู่อย่างโดดเดี่ยว หัวเดียวกระเทียมลีบ สิ่งนี้อาจจะเป็นต้นทุนหนึ่งที่ทำให้เราสนใจต่อปัญหาของสังคมที่ไม่ใช่แค่มิติการบริจาค”

มิวเซียมของความไม่เท่าเทียมในสังคม คือภาพบรรยากาศที่ง้างประตูแห่งความใคร่รู้ของธนันให้เปิดออก เพราะในทุกๆ วันตลอดระยะเวลาในรามคำแหง เขาได้เก็บเกี่ยว ซึมซับ และตั้งคำถามต่อปรากฏการณ์ใหม่ตรงหน้า

1 ปีหลังจากนั้นเขาสอบเอนทรานส์ใหม่ ผลของความพยายามผลิดอก เขาสอบติดวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ต้นทุนจากเด็กรามฯ ทำให้มุมมองในฐานะนิสิตจุฬาฯ ที่มีต่อสังคมนั้นแตกต่าง

“พอเข้าวิศวะเราต้องเจอกับการรับน้อง และหนึ่งในกิจกรรมนั้นคือการพาไปบ้านเด็กกำพร้าปากเกร็ดเพื่อไปเล่นกับเด็กหนึ่งชั่วโมงแล้วก็กลับ ผมรู้สึกว่า 
เฮ้ย พวกคุณไม่ได้สนใจจะแก้ปัญหาอะไร 
แต่มาเพื่อจะได้กลับไปอธิบายว่าเป็นกิจกรรมเพื่อสังคมนะ 
พวกคุณรู้ไหมว่าเด็กๆ เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร 


และการที่เรามาเล่นกับเด็กที่นี่หนึ่งชั่วโมงแล้วกลับ มันจะเปลี่ยนอะไรได้หรือ 
หลังจากที่กลับไป ก็ยังมีเด็กที่ถูกทิ้งและต้องมาอยู่ที่นี่เพิ่มขึ้นทุกวัน และในฐานะที่พวกเราน่าจะเป็นผู้ที่มีโอกาสมากที่สุดในสังคม วิศวะ 400 กว่าคน คุณใช้เวลาที่นี่ 1 ชั่วโมงแล้วก็กลับไปซ้อมเชียร์กัน ไปกินเหล้าต่อ คุณทำตัวไม่สมควรกับการเป็นคนที่ได้โอกาสในสังคมเท่าไหร่เลย

เราเริ่มมีความคิดที่ติดเชื้อมาจากรามคำแหง ผมอินในแบบที่ว่า คนที่อยู่ในฐานะที่มีโอกาสและเป็นความหวังของการเปลี่ยนแปลงอย่างเด็กวิศวะ จบไปก็เงินเดือนหลายหมื่นทุกคนเลย ถ้าเขาจะสนใจและคิดแก้มันสักนิด ผมสนใจในประเด็นความต่างของเด็กในช่วงอายุเดียวกันที่คนหนึ่งสนใจอยากจะแก้ไข แต่ไม่มีโอกาสจะแก้ กับคนที่มีโอกาส แต่เขาไม่สนใจเลย” 

ทางไปต่อที่กว่าจะหาเจอ
เขาบอกกับเราว่านั่นคือความคิดของธนัน ณ วันนั้น โลกในมิติปัญหากำลังทำงานกับหัวใจของเขาอย่างหนัก เขาได้ปลดปล่อยให้ตนเองรู้สึก สงสัย และตั้งคำถามต่อไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกัน เขายังคงทำหน้าที่ของผู้เรียนควบคู่ไปกับคำถามที่นับวันก็มีมากขึ้น

“ผมเรียนโดยที่ไม่ได้มีความรักจริงๆ ต่อวิศวะ ยิ่งเหตุการณ์ตอนปี 3 ที่ต้องไปฝึกงาน เรารู้เลยว่าชีวิตนี้คงไม่ได้ทำงานตรงนี้แน่ๆ เพราะเดิมก็ไม่ได้รู้สึกกับการเรียนสักเท่าไหร่ แต่พอไปฝึกงานเท่านั้นแหละ โอ้โห (ลากเสียง) นี่ชีวิตของคนจบเป็นวิศวกรต้องมาอยู่ในตึกนี้เหรอ อยู่โรงงาน คุมคนงาน คุมเครื่องจักร มีหน้าที่ดูมิเตอร์ ดูไฟ ดูเข็มให้มีสีและชี้ถูกต้อง งานมันเลวร้ายมากในความรู้สึก เริ่มรู้สึกไม่ค่อยชอบ แต่ก็เรียนไปเรื่อยๆ 

แต่ช่วงปี 4 วิชาเลือกเสรี เราไปนั่งในคลาสของคณะบัญชีที่เรียนเรื่องการตลาด ซึ่งเป็นคลาสที่ขยันเชิญอาจารย์พิเศษมาสอน สนุกมาก เรารู้สึกเลยว่า กูเลือกผิดแล้วชีวิตนี้ ที่เรียนมาเราไม่ได้ชอบแต่การตลาดมันใช่ ก็เลยซื้อหนังสือพวก Marketing Management ภาษาอังกฤษมาอ่าน ของ ฟิลิป คอตเลอร์ (Philip Kotler) คนอื่นเขาไม่มีใครเรียนแบบนี้ แต่เรารู้สึกว่ามาเรียนทีหลังเขา ต้องล้ำหน่อย จากนั้นเราก็ไปสอบเข้าสัมมนาของนักเรียนการตลาดที่เขามีคลาสฝึกอบรม ซึ่งหลังจากที่จบจากวิศวะแล้ว เราก็เลือกมาทำงานด้านการตลาด”

“การตลาดสอนอะไร ถึงขั้นหักเหเส้นทางชีวิตโดยไม่ลังเล” - เราถามกลับ 
“วิศวะจะทำงานกับคนในฐานะที่เป็นปัจจัยการผลิต แน่นอนว่าสมัยนี้มักพูดกันว่าเราต้องดูแลคน แต่แท้จริงแล้วคนที่อยู่ในระบบการผลิตของระบบอุตสาหกรรม ก็คือปัจจัยการผลิตนั่นแหละ แต่การตลาดเป็นวิชาที่ได้ทำงานกับคนในฐานะที่เป็นคน เพราะเขาเป็นลูกค้า ฉะนั้นมันจึงมีมิติการเป็นคนที่ต่างกัน

“และการตลาดในโจทย์หนึ่ง เปิดโอกาสให้เราสามารถคิดคำตอบที่น่าจะเป็นไปได้หรือถูกต้องได้หลายวิธี เช่น ของขายยากหรือคนไม่รู้จัก เราจะทำยังไง? โอ้โห มีหลายวิธีมาก และอาจจะมีวิธีที่ถูกได้หลายทาง แต่วิศวะ ทำอย่างไรให้เดินท่อจากตรงนี้ไปถึงตรงนั้น มีเส้นผ่าศูนย์กลางเท่านี้ มันมีคำตอบที่ถูกต้องอาจจะเพียงหนึ่งเดียว ผิดจากนี้ ระบบอาจจะไม่ทำงานหรืออาจระเบิดก็ได้”

นักการตลาดมือฉมัง
ธนันในฐานะว่าที่วิศวกร ได้ค้นพบตัวแปรที่สองของชีวิต เขาเรียกสิ่งนั้นว่า ความยืดหยุ่นทางความคิด ทำให้เส้นทางการตลาดคือศาสตร์ที่เขาเลือกเดินต่อจากนี้ในฐานะ นักการตลาดแห่งบริษัทโทรคมนาคมแห่งหนึ่ง

“อาจจะโชคดีด้วยที่งานแรกของเราเป็นบริษัทโทรคมนาคม ฝ่ายการตลาดก็อาจจะมาจากนิเทศหรือคณะภาคธุรกิจ ซึ่งช่วงนั้นที่บริษัทจะมีวิศวกรฝ่ายต่างๆ อยู่มาก ฝ่ายการตลาดทำงานกับวิศวกร บางทีคุยกันไม่ค่อยเข้าใจ แต่เราเข้าใจวิศวกรและมีความรู้ทางการตลาดด้วย เขาเลยให้เราทำงานในบริษัทโทรคมนาคมซึ่งเติบโตเร็ว งบการตลาดเยอะ มีงานให้คิดและทำแบบไม่อั้น คิดมาเลยว่าอยากทำอะไรที่ควรทำ เอาเลยมีงบให้ สนุกสนาน”

ชีวิตของธนันเดินทางมาถึงความมั่นคงของอาชีพที่ควบคู่ไปกับความสนุกในการทำงาน ชีวิตมนุษย์เมืองอย่างเราๆ จะต้องการอะไรไปมากกว่านี้เล่า? ทว่าความมั่นคงดังกล่าวที่เราติ๊ต่างเอานั้น คือตัวแปรที่สามของเขา เมื่อได้เข้ามาทำงานในฐานะนักการตลาดและประชาสัมพันธ์

“ส่วนใหญ่เราทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร สมัยก่อนจะมีการซื้อหน้าหนังสือพิมพ์ใส่รูป ใส่กลอน ใส่ข้อความด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ และใส่ชื่อบริษัท ทุกคนทำแบบนั้น ส่วนเราศึกษาเรื่องการตลาดมาก็รุ่มร้อน และรู้สึกว่าแบบนี้ไม่ได้ ไม่สร้างสรรค์ พอมีโอกาสในวันแม่ของปีหนึ่ง เรามานั่งคิดว่าแม่มีมิติอะไรที่เราจะทำได้บ้าง จนไปเจอโครงการหนึ่งชื่อว่า แม่อุปถัมภ์ เกี่ยวกับผู้หญิงในสังคมที่อยากเลือกบริจาคเงิน ให้ทุนการศึกษาและส่งเสริมการเป็นอยู่ของเด็กบางคน แต่กำหนดเลยว่า หนึ่งคน เท่าไหร่ ต่อเดือนต่อปี และให้ยาวไปเลย และมีโอกาสให้ของขวัญวันเกิดเขาด้วย 

"เรารู้สึกว่ามันมีความสัมพันธ์ที่ไม่ใช่แค่ไปบริจาคให้องค์กร หรือไปเลี้ยงข้าวไม่ให้เขาอดตาย แต่มันมีความเป็นแม่ในอีกมิติหนึ่งด้วย ถ้าอย่างนั้นเราทำประสัมพันธ์เรื่องนี้ก็แล้วกันโดยการให้ค่าโทรในวันนั้น นาทีละ 1 บาทบริจาคให้โครงการนี้ และก็ทำข่าวเป็นสกู๊ป เขาก็รู้สึกว่า เฮ้ย บริษัทเราทำแปลก เป็นที่ชื่นชอบกันในวงการ เราก็เริ่มได้ใจเพราะรู้สึกว่ามีผลประโยชน์เกิดขึ้นกับคนจริงๆ มากกว่าการซื้อหน้าหนังสือพิมพ์"
 
"ปีต่อมาเรารู้สึกว่าควรจะทำต่อ แต่คนที่อนุมัติเขาบอกว่าปีนี้เทรนด์อาจจะเป็นเรื่องอื่น เราก็เริ่มรู้สึกว่า การทำงานที่เป็นการประชาสัมพันธ์ มันไม่สามารถไปแก้ปัญหาได้ เพราะตอนอยู่รามฯ เราก็พอรู้แล้วว่าสังคมมีปัญหาที่ยืดเยื้อเรื้อรัง แต่พอเป็นธุรกิจ เดิมเราคิดว่าจะใช้พลังทางธุุรกิจ กับใช้งบบริษัทมาแก้ปัญหาที่เราเห็น แต่ไม่ได้แล้ว ทำไม่ได้ เราเลยรู้สึกว่าวิธีการแบบนี้มันไม่ครบถ้วนในการทำงานตามเป้าหมายที่เคยคิดไว้ เราเลยทดเรื่องนี้ไว้อยู่ในใจ”

แปดปีที่ธนันได้สาดใส่ไอเดียลงบนพื้นที่การทำงานเพื่อสังคมในแนวทางการตลาดแบบ CSR ได้ก่อเกิดความคาใจต่อความ ‘ไปไม่สุด’ ในการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงปัญหา กอปรกับหลายๆ เหตุการณ์ในชีวิตทำให้เขาเลือกหักเหเส้นทางชีวิตอีกครั้ง จากการทำงานประจำสู่ธุรกิจการให้คำปรึกษา (consulting)

“เราออกมาทำบริษัทที่ปรึกษา ซึ่งห่างไกลจากคำว่าเพื่อสังคมมาก เพราะทำเพื่อลูกค้าอย่างเดียว เป็นการวางแผน แก้ไขปัญหา และการทำอย่างไรเพื่อให้มีกำไรเพิ่มขึ้น ในตอนนั้นเรามีโอกาสจากเพื่อนที่เป็นอาจารย์มาชวนให้แวะไปนั่งฟังงานประกวดธุรกิจเพื่อสังคม เผื่อมีมุมมองหรือไอเดียไปใช้กับการทำงาน ซึ่งตอนนั้นเรายังไม่รู้จักหรือเข้าใจเรื่องของ Social Enterprise สักเท่าไหร่ แต่พอไปนั่งฟังแล้ว มันปิ๊งมากเลย

"เราได้ฟังเรื่องราวของผู้ประกอบการจากฟิลิปปินส์ เขาทำเรื่องการแก้ไขปัญหาสังคมของแม่บ้านที่อยู่ในสลัม แม่บ้านเหล่านี้ทำอาชีพโดยการไปขอเศษผ้าจากโรงงานแล้วนำมาถักเป็นพรมเช็ดเท้า เขาขายกันอยู่แค่นี้โดยที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตอะไร ขายได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่มีผู้หญิงคนหนึ่งเขามองว่า จะทำอย่างไรให้ขายได้แพงและได้เงินมากกว่านี้ เขาเลยไปคุยกับดีไซเนอร์ชื่อดังให้ช่วยมาออกแบบทีว่า จะทอผ้าเป็นลายอย่างไร สีอย่างไรถึงจะอินเทรนด์ แล้วเอาผ้าที่ทอเสร็จแล้วไปตัดเย็บต่อเป็นกระเป๋า ทำให้จากพรมเช็ดเท้าผืนละร้อย กลายเป็นกระเป๋าใบละหลายพันบาทได้ แม่บ้านก็ได้ผลตอบแทนเยอะขึ้น สามารถย้ายจากสลัมสังกะสีมาอยู่แฟลตได้

"เรารู้สึกเลยว่า สิ่งนี้เวิร์คมากเลย มันแก้ปัญหาบางอย่างในสังคมได้ และวิธีการแก้ไขของเขาใช้ความครีเอทโดยไม่ต้องไปขอเงินใคร สิ่งนี้มันเลี้ยงตัวเองได้และเป็นอาชีพได้จริงๆ เราก็ทดไว้ในใจว่าสิ่งนี้เป็นทางออกหนึ่งของคนที่อยากจะทำงานแก้ไขปัญหาสังคมโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเราชอบมาก”

เช่นเดิม ธนันเริ่มศึกษาเรื่องของ Social Enterprise (SE) อย่างจริงจังผ่านหนังสือและนิตยสารต่างประเทศ จากเดิมที่เขารู้จักการทำงานบนฐานของประชาสัมพันธ์หรืองานมูลนิธิ แต่ขณะนี้ เขาได้เรียนรู้อีกว่า บนโลกของเรามีกิจการที่ทำโดยการเลือกปัญหาสังคมมาเป็นตัวตั้ง ออกแบบวิธีการแก้ และออกแบบว่าเราจะอยู่อย่างไรโดยใช้วิธีการทางธุรกิจ

“ระหว่างที่เริ่มรู้จัก SE และจากการทำงานเป็นที่ปรึกษา ทำให้เรามีความคมทางด้านการมองภาพธุรกิจมากขึ้น และเราเคยเป็นคนที่ถ้าถึงจุดหนึ่งแล้วอาจจะเรียกได้ว่า เป็นนักธุรกิจที่มีความเข้าใจเชิงกลยุทธ์ แต่ในขณะเดียวกัน เราตระหนักรู้กับการมีปัญหาอยู่ในสังคม และปัญหานั้นยังแก้ไม่ได้ เราเคยเห็นคนที่พยายามทำงานแก้ไขปัญหาสังคม พวกเขาเหนื่อยมาก ลำบากมาก ตั้งใจมาก แต่ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ และการจะอยู่รอดได้ไปปีหนึ่งๆ เขาก็ยากแค้นมาก นี่คือภาพที่มันประกอบกันอยู่ช่วงหนึ่ง”

เขาเรียกตนเองว่า ‘ลูกผสม’
ความรู้จากประสบการณ์ทำงานภาคธุรกิจของธนันประกอบกับการตระหนักถึงปัญหาสังคม สองสิ่งซึ่งทำให้เขาขนามนามตนเองว่า ลูกผสม ผู้ที่พยายามจะถักทอความรู้และความตระหนักรู้นี้เข้าด้วยกัน

หากย้อนไปในอดีต ความเป็นไปได้นี้ช่างคลุมเครือนัก แต่ ณ ขณะนี้ เขารู้จักเครื่องมือที่ชื่อว่า SE (Social Enterprise) พร้อมๆ กับการพาตนเองไปอยู่ในทุกๆ เวทีในแวดวงคนทำงานเพื่อสังคม ความป็นไปได้ในการเชื่อมโยง social (สังคม) และ enterprise (กิจการ) จึงชัดขึ้น และเป็นหมุดหมายสำคัญของธนันต่อจากนี้ 

“การไปร่วมกิจกรรมต่างๆ มากมาย มันไปเพิ่มความเข้าใจในส่วนของคำว่า social เพราะคำว่า enterprise เราคิดว่าชำนาญในระดับหนึ่งแล้ว แต่ social เรารู้แค่ว่ามีปัญหาอยู่นะ แต่เราได้ไปทำความเข้าใจจริงๆ ก็ตอนไปเข้ากิจกรรมต่างๆ ว่าปัญหาเหล่านั้นมีสิ่งที่เรียกว่า รากของปัญหา ซึ่งบางทีเรารู้บ้างไม่รู้บ้าง และวิธีการที่จะไปแก้ก็ไม่ใช่ง่ายๆ 
"ผมชอบพูดประโยคหนึ่งซึ่งก็ยังเกิดขึ้นคือ แจกผ้าห่มทุกปี ตั้งแต่ผมเด็กเลยนะ แล้วที่บ้านเราเวลาห่มผ้า ผ้าห่มผืนเดิมยังอยู่ไหม ก็ยังอยู่ ผ้าห่มไม่ได้สลายหายไป แต่ก็ยังมีข่าวว่าคนหนาวตายทุกปี คำถามคือเกิดปัญหานี้ขึ้นได้อย่างไร 
"นี่คือปัญหาที่บางทีเราอาจจะยังไม่ได้เข้าใจในวิธีการแก้ เราได้เรียนรู้ว่า เวลามองปัญหา เช่น มีคนยากจนหรือคนแก่ที่หนาวตายนั้น อาจจะไม่ได้แปลว่าเขาไม่มีผ้าห่ม แต่เกิดอะไรขึ้น เราต้องเข้าใจตรงนี้ก่อน

"การสร้าง solution ในการจะแก้ปัญหา ต้องใช้การมองที่สร้างสรรค์มากๆ ถึงจะแก้ได้เพราะ หนึ่ง ต้องแก้ปัญหาจากรากจริงๆ ขณะเดียวกัน ถ้าจะยั่งยืนได้ก็ต้องมีการออกแบบที่ดีพอ ไม่ใช่แก้ได้แค่กับคนบ้านเดียว หมู่บ้านเดียว ซอยเดียว แต่มีโอกาสที่จะขยายผลไปแก้ให้ปัญหานั้นหายไปได้เลย และระหว่างที่จะทำจนปัญหามันหายไปได้เลยนั้น คนที่ทำงานจะอยู่ได้อย่างไร นี่แหละคือ enterprise เราได้เรียนรู้ว่าคนที่เขาทำเรื่องนี้ เขาทำอะไรกันอย่างไรบ้าง”
“เขาทำอะไรกัน อย่างไรบ้าง ?” เราถาม 
“เขาต้องเข้าใจว่าปัญหาเกิดจากอะไร ซึ่งคำว่าเข้าใจก็ไม่ใช่ในเชิงศึกษาวินิจฉัยโรคอย่างเดียว เพราะว่าโรคทางสังคมมีองค์ประกอบในการก่อให้เกิดโรคได้เยอะ บางเรื่องก็เป็นเรื่องตรงๆ บางเรื่องก็เป็นคน หรือสังคม หรือระบบที่ประกอบกันและสร้างขึ้น ซึ่งสิ่งนี้เราต้องค่อยๆ เรียนรู้ ถ้าเรียนด้วยความง่ายก็คือ การไปฟัง ถ้าเรียนด้วยความยาก ก็เช่น ถูกด่า หรือมีความเจ็บปวดจากการไปเข้าร่วมวง”


มีต่อ ... https://storylog.co/story/5dc912d4bfc08a37522143f6
SHARE
Writer
TodayIDie
A storyteller
“ ลูกสาวชาวประมงลุ่มทะเลอ่าวไทย ”

Comments