พ่อและพี่ชาย
                                                        “พ่อและพี่ชาย?”
คนเราเกิดมาต้องมีทั้งพ่อและแม่เป็นผู้ให้กำเนิด ให้ชีวิต ตลอดระยะเวลาที่ฉันมีชีวิตบนโลกใบนี้ ตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมากฉันมีพ่อ แม่ และน้องสาว ครอบครัวเราเป็นครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวยุคใหม่ที่แยกออกมาจากครอบครัวใหญ่ เรามีกันสี่คนและน้องสุนัข(ขอใช้คำสุภาพ)สามชีวิต เราฐานะปานกลางค่อนข้างไปทางขัดสนแต่เรารักกันนี่คือสิ่งที่เราทั้งสี่คนผ่านอุปสรรคต่างๆ มาได้ 
         แต่แล้ววันหนึ่งในช่วงที่ฉันกำลังเรียนอยู่ชั้นปีเท่าไหร่จำไม่ได้เหมือนกัน มันเป็นวันก่อนวันสอบภาษาอังกฤษ(สอบตกเพราะเราอ่อนภาษาอังกฤษอะเนาะ^^;) ทางวิทยาลัยใจดีมีการสอบซ่อมขึ้นมาซึ่งเป็นเหมือนการสอบจบที่นักศึกษาทุกคนต้องสอบมาตรฐานภาษาอังกฤษให้ผ่าน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เซอร์ไพรส์ที่สุดในชีวิตฉันเลย ไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับฉันซึ่งตอนนั้นฉันกำลังเหมือนมีปัญหากับแฟนด้วย และฉันไม่เคยบอกใครเรื่องนี้มาก่อนเพื่อนๆ คิดว่าที่ฉันไม่ได้ไปสอบเพราะฉันขี้เกียจ หรือฉันไม่สนใจ บางคนคิดว่าฉันสอบผ่านแล้วเลยไม่ไป (หน้าตาฉันอาจเหมือนเด็กเรียนมั้งคะ) แต่จริงๆ แล้วมันมีเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนวันสอบหนึ่งวันซึ่งไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมต้องก่อนวันสอบ5555
         เคยดูละครหรือเปล่าคะ ที่แบบแม่ปิดบังเรื่องพ่อจากลูก พ่อแม่ที่เลี้ยงเรามาตั้งแต่เกิดไม่ใช่พ่อแม่จริงๆ ของเรา เราโดนเก็บมาเลี้ยง เรามีพี่ชายที่พลัดพรากจากกันอะไรทำนองนี้ ฟังดูน่าเหลือเชื่อและคงเป็นไปได้
ยากว่ามั๊ยคะ ใครจะไปเชื่ออยู่ๆ มีคน add Facebook เราและทักแชทเรารัวๆ มา ไม่นานก็มีคนโทรเข้ามือถือรัวๆ จนเราต้องรับสาย และอยู่ๆ บอกให้เรารับ add เอ้างงเด้อ ที่พีคกว่านั้นคือบอกว่าคนที่ add มาคือพ่อเรา
                                       “พ่อ?” พ่ออยู่บ้าน พ่อไม่มีเฟส โรคจิตแน่ นั้นคือความคิดตอนบอกให้รับ add พ่อซึ่งรูปโปรไฟล์ไม่ใช่ นั่นพระ ไม่ใช่พ่อ แต่คนในสายก็บอกถ้าไม่เชื่อให้เราโทรถามแม่ ????????????????
หลังจากที่รู้เรื่องทั้งหมด สรุปนั่นคือพ่อ! พ่อที่ให้กำเนิด พ่อที่ให้ชีวิต ไม่ใช่คนเดียวกับพ่อที่อยู่กับเรามาตลอด 
“คืออะไรอ่ะ มันเป็นเรื่องอะไร” ความรู้สึกตอนนั้นคืองง แบบเหมือนสมองไม่ประมวลอะไรเลย มันว่างๆ เบลอๆ เอ๋อๆ ไม่ได้ดีใจ ไม่ได้เสียใจ ไม่ได้โกรธ ไม่อะไรเลย ไม่เหมือนในละครที่พอรู้ความจริงแล้วเสียใจ รัก โกรธที่เขาทำแม่หรืออะไร ไม่ใช่เลย พอรู้พอมาเจอกับตัวเองคือไม่รู้ว่าต้องรู้สึกอะไร แต่สักพักน้ำตาก็ไหล แล้วก็ร้องไห้ทั้งคืนจนเผลอหลับตอนไหนก็ไม่รู้ เช้าก็ตื่นตั้งแต่หกโมงก็อาบน้ำแต่งตัวเพื่อจะออกไปสอบ แต่สุดท้ายก็ไม่ไปสอบเพราะตอนนั้นคือไปไม่ไหว ทั้งร่างกายและจิตใจคือเหมือนพังและช๊อตไปแล้ว ถ้าไปสอบไปเจอเพื่อนรู้เลยว่าตัวเองต้องร้องไห้แน่นอน กลัวเพื่อนเป็นห่วง กลัวอาจารย์เรียกพบ กลัวไปหมด ยิ่งวันนั้นคนที่บอกเราว่าเป็นพ่อก็ทักแชทมา โทรมาบ่อยทั้งวันเหมือนยิ่งตอกย้ำว่ามันคือเรื่องจริง และเราก็มีพี่ชายและน้องชายพ่อเดียวกันด้วย เรื่องนี้เราไม่ได้เล่าให้ใครฟังเลย ไม่กล้าบอกแฟนว่าที่หายไปเพราะอะไร ไม่กล้าบอกเพื่อนว่าเราเป็นอะไร วันนั้นเราไม่เล่นโทรศัพท์เลย เราขับรถไปเรื่อยๆ ไปทุกที่ที่เราคิดว่าตัวเองจะดีขึ้น จนตอนเย็นเหตุการณ์นี้เป็นอะไรที่เราไม่คิดว่าตัวเองจะทำคือไปร้านกาแฟและอยู่ๆ ก็ร้องไห้ออกมา มันเป็นความรู้สึกที่กลั้นไม่ไหวแล้วอ่ะ ทั้งวันที่เราโดดสอบ เราไปที่ต่างๆ เราพยามบอกตัวเองเตือนสติตัวเองว่าไหว เราไหวมันไม่มีอะไรเลย แค่มีพ่อ พี่ชายและน้องชายเพิ่มมา แค่พ่อคนนี้เป็นคนทิ้งแม่กับเราในวันที่เราเกิด พ่อที่ไม่มาเซ็นต์ชื่อรับรองบุตรจนต้องให้ตาเซ็นต์แทน เราจึงใช้นามสกุลแม่ไม่ใช่นามสกุลของพ่อปัจจุบัน(ตอนเด็กๆ เราเคยถามพ่อกับแม่ว่าทำไมเรามีนามสกุลไม่เหมือนน้อง ไม่เหมือนใครเลยในบ้าน แม่บอกว่าพ่อไปทหารเลยให้ตารับรองบุตร) ตอนนี้เราได้คำตอบแล้วแต่แบบโคตรเจ็บปวดเลย ทำไมเขากลับมา ทำไมไม่ปล่อยให้เราเข้าใจเหมือนเดิม ทำไมและทำไม หลังวันนั้นหนึ่งวันเราก็ยังไม่ได้ติดต่อแฟนไปนะซึ่งเราก็เสียใจที่ปล่อยให้ปัญหาของตัวเองกระทบความสัมพันธ์ของเรา หลังจากหนึ่งวันเพื่อนที่เป็นคู่ฝึกงานของเราก็มาหาที่ห้องชวนเราออกไปร้านหนังสือ มันบอกว่ารู้สึกเหมือนเรามีเรื่องไม่สบายใจแต่มันก็ไม่ถามว่าเป็นอะไร แค่บอกเราว่า “กูไม่เห็นมึงไปสอบ เฟสก็ไม่ออน ปกติมึงจะโทรมาหากูเพื่อชวนกูไปกินข้าว ไปเดินห้างหรือไม่ก็ชวนกูไปร้านกาแฟ แต่มึงหายไปสองวันกูเลยเป็นห่วงมาหามึง หาเรื่องชวนมึงมาร้านหนังสือ” ตอนนั้นใจเราแบบอ่อนไปเลยอ่ะ น้ำตามาเลยจนมันตกใจ สุดท้ายก็เล่าให้มันฟังจากนั้นเวลาไม่สบายใจเรากับเพื่อนสองคนก็มักชวนกันไปร้านกาแฟ(เป็นร้านที่เปิดยี่สิบสี่ชั่วโมง) นั่งจนเช้าก็มี ส่วนมากจะกลับตอนตีสองขี่รถรอบเมือง จนพนักงานจำเมนู จำชื่อเราสองคนได้ เพราะมันสองคนนั่งนานสุดและสั่งแต่เมนูเดิม มาทุกวัน55555 คิดถึงจังตอนนี้ไม่ได้เจอมันเลยต่างคนต่างทำงาน “เพื่อนอิ๋มคนที่ทำให้เราพูดมึงกูได้”
     ถึงตอนนี้เราก็ทำใจได้แล้ว แต่เราก็ไม่ได้ติดต่อทางนั้นเหมือนเดิม ทางนั้นก็ติดต่อมาบ้างแต่ก็นั่นแหละต่างคนต่างไม่คุ้นชินกัน แต่เมื่อไม่นานมานี้สองสัปดาห์ได้มั้งเราไปนั่งร้านกาแฟใกล้ที่ทำงานแล้วเจอผู้ชายคนนึงมองเราตลอดเลย ตอนแรกก็คิดว่าเราไม่รูดซิปหรืออะไรติดเสื้อเราว่ะ??? คือเราหน้าตาไม่ดีไงคงไม่มีใครมา
พิศสวาทอ่ะเนาะ เลยคิดว่าตัวเองแต่งตัวไม่เรียบร้อย พอตกตอนเย็นพี่ชาย(พ่อเดียวกัน) ก็ทักแชทมาบอกว่าวันนี้เหมือนเจอเราที่ร้านกาแฟ เราก็แบบห๊ะ ได้ไง ทำไมไม่รู้ สรุปคนมองเราตั้งแต่เข้าร้านจนกลับคือพี่ชายเรา
                    ชีวิตยิ่งกว่าละคร คำนี้เราไม่เคยคิดว่าจริง แต่พอมาวันนี้มันเกิดกับเราเฉยเลย เจอพี่ชายแท้ๆ แต่ไม่รู้ว่าเขาคือพี่ชาย และเรื่องนี้ทำให้เราระแวงการคบผู้ชายนะ เอาจริงๆ มันมีผล เราไม่อยากเป็นเหมือนแม่ที่โดนทิ้งตอนท้อง โดนผู้ชายบอกว่าเคยมีเมียมีลูกแล้วก่อนมาเจอแม่ และหนีกลับไปหาเมียเก่าตอนแม่ท้อง ตอนเราเกิดก็ไม่มาดูไม่มาเยี่ยมที่โรงพยาบาล ตอนเราเด็กๆ ก็ไม่เคยมาหา อยู่ดีดีกลับมาตอนที่บวชแล้ว ถึงเราจะไม่ได้โกรธและเราอโหสิกรรมให้เขาทุกอย่าง ยอมรับว่าเขาคือพ่อผู้ให้กำเนิด แต่การกระทำนี้เราก็เหมือนฝังใจกลัวมีคนมาทำกับเราแบบทำกับแม่ เราคงไม่เข้มแข็งเหมือนแม่ เราคงไม่เก่งเหมือนพ่อ(คนที่เลี้ยงเรามาแต่เกิด) ที่ดูแลเรากับแม่ให้ความรักให้ทุกสิ่งทุกอย่างกับเรา รักเราเหมือนลูกแท้ๆ เสียสละทุกอย่างให้เรากับน้องตั้งแต่เราจำความได้ เราคงไม่เก่งแบบนั้นที่ต้องโดนทิ้ง เราเลยไม่กล้าที่จะรักใคร เรามีความบกพร่องด้านจิตใจไปเลย 
              

บทความนี้ เป็นแบบจดบันทึกเหมือนระบายสิ่งที่ติดค้างในใจเรามาตลอดและนี่ก็เป็นอีกสาเหตุที่เราบอกเลิกแฟนเราหลังจากเรียนจบเพราะเรากลัวโดนเขาทิ้ง อีกสาเหตุที่เราต้องบอกเลิกเขาคือ “เราจน” เหมือนปลดทุกอย่างเลย ปลดทุกปมที่เรากับเขา ถ้าเธอผ่านมาเจอบทความนี้เราจะบอกว่า ขอโทษนะ และไม่ขอให้เธออภัยอะไร เราคงจะไม่กล้าคบกับใครหรอกเพราะเราจน เราเป็นคนไม่ดีไม่มีอะไรสักอย่าง เราจะอยู่เพื่อทดแทนบุญคุณและถ้าเราทำทุกอย่างตามที่เราตั้งใจเราก็จะไป แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่ อาจจะนานจนแก่หรืออาจจะไม่ถึงตอนนั้น เราให้สัญญากับเพื่อนว่าเราจะไม่เพ้อ ไม่บอกคิดถึง และไม่ทักเธอไปขอคืนดีอีก เราบันทึกในนี้คงไม่เป็นไรหรอกเนอะเพราะเธออาจไม่ได้เข้ามาอ่าน 

สุดท้ายก็วกมาคิดถึงเธออยู่ดี

จบบันทึก
ขออภัยหากใครเข้ามาอ่านแล้วรู้สึกเสียเวลา
บทความนี้แค่เป็นบทความระบายสิ่งที่ติดค้างในใจ
หากไม่ได้ระบายในทางใดเลยเราอาจจะทรมานไปอีกเรื่อยๆ เราแค่ทรมาน เราแค่อยากเล่าให้ใครสักคน
หรือเล่าสักครั้งเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดของเรา
ขอโทษนะคะ


SHARE
Writer
Kpss
std.

Comments