STRAWBERRY MOON : Intro

So you sat and stared at my lips
And I could already feel your kiss
Long nights, daydreams
Sugar and smoke rings, I've been a fool
But strawberries and cigarettes always taste like you
-strawberry & cigarettes , Troye Sivan-

ตอนนี้เป็นเวลาเกือบเที่ยงแล้ว และตะวันยังไม่ได้กินข้าว ท้องของเขาร้องครวญครางเป็นจังหวะสามช่าประท้วงเรียกร้องขออาหาร เขาได้แต่ลูบท้องตัวเองเบาๆเป็นการปลอบใจกระเพาะน้อยๆให้สงบลงซะก่อน--ขนมปังแค่หนึ่งแผ่นมันไม่พอสำหรับอาหารเช้าจริงๆด้วย ก็ถือว่ายังโชคดีที่มีเงินพอสำหรับให้เป็นเงินรายเดือนของปลายฟ้า


เขาอดได้...แต่ปลายฟ้าต้องไม่อด

ลำพังแค่รายได้จากการขายเสื้อผ้าออนไลน์และรับจ้างจิปาถะก็พอจะเลี้ยงน้องสาวคนเดียวได้อยู่ แต่ไม่พอสำหรับเป็นค่าเรียนสำหรับสองคน ตะวันถึงได้ยอมจะเป็นคนที่ไม่เรียนต่อมหาวิทยาลัยเพื่อหาเงินส่งเสียเด็กสาวให้ได้เรียน ถึงอย่างนั้นก็แทบจะไม่พอสำหรับค่าเทอม ค่าหอ ค่ากินอยู่ในทุกเดือน แม้ว่าปลายฟ้าจะบอกแล้วบอกอีกว่าเธอไม่ต้องใช้เงินเยอะขนาดนั้นรวมถึงอพาร์ตเมนต์ระดับกลางที่ราคาค่อนข้างแพงนั่นด้วย

แต่ศักดิ์ศรีความเป็นพี่มันค้ำคอ
มีน้องสาวคนเดียวเขาก็อยากดูแลให้ดีที่สุด
แม่เคยบอกเอาไว้ว่าต้องดูแลน้อง พ่อก็เคยบอกว่าเป็นพี่ชายต้องเป็นที่พึ่งให้น้องได้...ถึงวันนี้เมื่อพวกท่านทั้งสองคนไม่อยู่แล้วเขาก็อยากทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

โครกกกก

กระเพาะน้อยๆส่งเสียงประท้วงอีกแล้ว ตอนนี้ทั้งเนื้อทั้งตัวเหลืออยู่พันกว่าบาท เป็นเงินก้อนสุดท้ายสำหรับเดือนนี้ ตะวันรู้สึกว่าเขาต้องหางานเพิ่มอีกสักอย่างสองอย่างเพื่อเก็บเป็นค่าใช้จ่ายเดือนต่อไปของปลายฟ้ารวมถึงค่าเทอมด้วย

ว่าแต่...ร้านนี้มันมีตั้งแต่เมื่อไร?

ชายหนุ่มเกิดสะดุดตากับร้านกาแฟร้านหนึ่งที่ตั้งอยู่มุมถนน ตัวร้านเป็นสีขาวสะอาดตาตัดกับกรอบหน้าต่างและเฟอร์นิเจอร์ในโทนสีน้ำตาลเข้มและดำ ช่อดอกทานตะวันสีเหลืองสดใสแซมด้วยเดซี่สีขาวประดับประปรายตามโต๊ะและชั้นวางหนังสือ ดูโดดเด่นสะดุดตาทว่ากลมกลืนเข้ากับบรรยากาศอบอุ่นของร้าน--เป็นร้านที่เหมาะสำหรับการเข้าไปนั่งพักผ่อน หลบเลี่ยงเสียงดังวุ่นวายและการจราจรติดขัดเบื้องนอก

ป้ายไม้สีเข้มเหนือประตูเขียนไว้ว่า 'Euphoria'
เมื่อมองลอดผ่านกระจกหน้าต่างเข้าไปก็พบกับหญิงสาวกำลังชงเครื่องดื่มอยู่ที่บาร์หินอ่อน เรือนผมยาวสลวยสะบัดไปมาเมื่อหล่อนขยับตัว ใบหน้ากลมแตะแต้มด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ปรุงแต่งให้บรรยากาศรอบตัวดูอ่อนโยนละมุนละไม--หล่อนกำลังทำสตอว์เบอร์รี่มิลค์เชค มือขาวเนียนดูนุ่มนิ่มกำลังบรรจงหั่นสตอว์เบอร์รี่ลูกโตเพื่อประดับลงบนแก้ว

โครกกกก

ท้องเขาร้องอีกแล้ว--ไม่ได้ตั้งใจจะมายืนน้ำลายยืดอยู่ตรงหน้าร้านแบบนี้หรอกนะ แต่ให้ตายเถอะ สตอว์เบอร์รี่มิลค์เชคแก้วนั้นมันน่ากินจริงๆ
ราวกับว่าเธอจะรับรู้ถึงสายตา (อันหิวโหย) ที่ตะวันส่งไป ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนโยนคู่นั้นถึงได้มองมาที่เขา ชายหนุ่มสะดุ้งโหยงจนตัวลอย ก้าวถอยหลังเตรียมเผ่นถ้าเจ้าหล่อนออกมาเฉ่งเขาจริงๆ บอกเลยว่าถ้าเขามีหูกับหาง ตอนนี้มันคงชี้ชันอย่างระแวดระวังตัวสุดชีวิต...หรือว่าจะวิ่งหนีไปตอนนี้เลยดีนะ? แต่ว่าเมื่อกี๊เค้ายิ้มนี่...อย่างน้อยเค้าก็คงไม่อารมณ์เสียหรอก

เวร!

เค้าเดินมาแหละ

เค้าเดินมาทางนี้!

ตะวันก้าวถอยไปอีกก้าว รู้สึกลนลานทำตัวไม่ถูก ยึกๆยักๆอย่างนั้นตรงหน้าร้านจนกระทั่งหญิงสาวเปิดประตูออกมา รอยยิ้มนุ่มละมุนนั่นทำให้ตะวันยังไม่เผ่นหนีไปซะก่อน เขาสัมผัสได้ว่าเธอคงจะไม่ออกมาด่าเขาแน่ๆ

"เอ่อ คุณคะ"

"เอ้อ ครับ"

ชายหนุ่มสะดุ้งโหยงขึ้นอีกครั้ง สีหน้าเหมือนเด็กที่ถูกจับได้ว่าขโมยขนมกิน ตะวันหลบสายตาของหญิงสาว แต่ก็คอยตวัดตากลับไปมองอย่างกล้าๆกลัวๆเพื่อสังเกตสีหน้าว่าอีกฝ่ายกำลังโมโหอยู่รึเปล่า--เขารู้สึกใจชื้่นที่เธอกำลังยิ้มอยู่

"ถ้ายังไง...มาดื่มมิลค์เชคสักแก้วก่อนไหมคะ? ท่าทางคุณอยากกิน"

"แหะ คือ...ผม..."

จะบอกว่าไม่มีตังค์ก็กระไรอยู่ สมองของตะวันหมุนติ้วเร็วจี๋เพื่อคิดหาคำตอบดีๆที่เหมาะสม มือข้างหนึ่งลูบต้นคอตัวเองไปมา นั่นเป็นกิริยาที่เขามักจะทำประจำเวลาที่ประหม่า หรือทำตัวไม่ถูก

"แก้วนี้ให้ฟรีค่ะ ถือว่าเป็นการประเดิมลูกค้าคนแรก"

เหมือนว่าหล่อนอ่านใจเขาได้ ศักดิ์ศรีของตะวันบอกให้เขาปฏิเสธแล้วรีบหนีไปซะ แต่กระเพาะของตะวันเสียงดังยิ่งกว่า

ศักดิ์ศรีไม่ทำให้อิ่มท้อง...ให้ตายเถอะ!

"ขอบคุณมากนะครับ มิลค์เชคคุณอร่อยมากเลย เค้กแครอตก็อร่อยเหมือนกัน"

และใช่...สุดท้ายเขาก็มานั่งอยู่หน้าบาร์หินอ่อนในร้านยูโฟเรียเรียบร้อย แถมกินเค้กแครอทไปอีกสามชิ้น ชายหนุ่มไม่ลังเลด้วยซ้ำตอนที่เธอถามว่าจะเอาอีกไหม เขาจ้องเค้กชิ้นนั้นตาแป๋ว พยักหน้าเร็วรัวหลายครั้ง ฉีกยิ้มกว้างแบบพออกพอใจสุดๆ

"เชื่อค่ะว่าอร่อย กินซะเกลี้ยงเชียว รสชาติมันอร่อยหรือเพราะคุณหิวกันแน่คะ"

มือนุ่มนิ่มเอื้อมมาเก็บจานตรงหน้าเขาไปหลังครัวเพื่อเตรียมล้าง ตอนนี้เป็นเวลาเกือบบ่ายสองโมงแล้วแต่ไม่ยักกะมีวี่แววของลูกค้าคนอื่นนอกจากเขา ตะวันชักเริ่มเป็นห่วงร้านนี้ขึ้นมาหน่อยๆ ถ้ามันต้องปิดไปเขาคงเสียดายแย่

"น่าจะทั้งสองอย่างครับ"

เขาตอบกับเธอที่เดินกลับมาที่บาร์ ไม่รู้ทำไมอยู่กับเธอแล้วรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก...ร้านนี้ให้บรรยากาศเหมือนว่าได้กลับบ้าน...

"ร้านนี้ไม่มีพนักงานคนอื่นเหรอครับ"

ตะวันพยายามมองหาพนักงานคนอื่นๆ แต่ก็ไม่มีเลยสักคน มีแต่แมวสีส้มขนฟูตัวอ้วนพีที่นอนกระดิกหางอยู่มุมซ้ายของบาร์

"ไม่มีค่ะ มีแค่ฉันคนเดียว กับคุณพัมคิน"

"โอ๊ะ เจ้านั่นชื่อพัมคินเหรอครับ เข้ากับเขาดีนะครับ"

เมื่อมือสัมผัสลงไปบนขนนุ่มฟูนั่น เจ้าแมวก็ร้องหง่าวออกมาอย่างพอใจ มันหลับตาพริ้มและไถหัวกลมๆเข้ากับมือของเขา

"ท่าทางเขาจะชอบคุณนะคะ"

ตอนนี้แมวอ้วนนอนแผ่หราให้เขาเกาพุงแล้วเรียบร้อยแถมยังส่งเสียงครืดคราดเบาๆในลำคออีกต่างหาก

"สบายจังเลยเราน่ะ นอนอิ่มเลยสิ คุณเจ้าของร้านเลี้ยงดีสิท่า อ้วนเชียว"

พอพูดกับแมว เสียงของตะวันก็เหมือนจะเล็กขึ้นหนึ่งโทน แต่ทันทีที่คำว่าอ้วนหลุดออกมาจากปากเขา เจ้าแมวส้มก็กระโดดโหยงขึ้นพร้อมทั้งคำรามอย่างไม่พอใจ

"คำนั้นเป็นคำต้องห้ามของคุณพัมคินเลยค่ะ" คุณเจ้าของร้านกระซิบบอก "ห้ามพูด"

"อ้าว เหรอครับ" และเขาก็กระซิบตอบ "ขอโทษน้าคุณพัมคิน ไม่อ้วนหรอก แบบนี้เค้าเรียกว่ามีน้ำมีนวลกำลังดี" 

นั่นแหละแมวขนฟูถึงได้ยอมทิ้งตัวนอนแปะบนบาร์หินอ่อนเหมือนเดิมแต่ว่าพวงหางก็ยังไม่วายกระดิกน้อยๆราวกับจะบอกว่ายังไม่ได้หายโกรธร้อยเปอร์เซ็นหรอกนะ

"แล้วคุณเจ้าของร้านทำงานคนเดียวแบบนี้ไม่เหนื่อยเหรอครับ"

ตะวันถามทั้งที่ยังไม่ละสายตาจากแมวเหมียว ปลายนิ้วลูบไปมาบนขนนุ่มอย่างอ่อนโยน

"ก็เหนื่อยเหมือนกันนะคะ งานมันจุกจิกนี่นา"

ความคิดหนึ่งวาบขึ้นมาในหัวหลังจากฟังคุณเจ้าของร้านพูดจบ ตะวันชั่งใจอยู่ชั่วครู่ว่าจะพูดออกไปดีไหมแต่ก็ตัดสินใจพูดในที่สุด

"เอ่อ ถ้างั้นสนใจรับพนักงานเพิ่มสักคนไหมครับ"

ดวงตาสีเฮเซลของเขาจ้องเป๋งรอคอยคำตอบ ดูคาดหวังเหมือนเด็กน้อยที่รอคอยรางวัล

"อืม จริงๆก็คิดจะรับสมัครเพิ่มพอดีเลยค่ะ แต่ยังไม่มีเวลาไปทำป้ายประกาศซะที พอทำงานในร้านทีไรก็ลืมไปเลย"

แล้วก็พริบพราวด้วยความดีใจเมื่อได้ยินอย่างนั้น--ช่างเป็นดวงตาที่มีชีวิตชีวาเสียเหลือเกิน

"ถ้างั้นผมขอสมัครได้ไหมครับ" น้ำเสียงของเขากระตือรือล้น "ผมทำได้ทุกอย่างเลยนะ ตั้งแต่แคชเชียร์ยันล้างจาน หรือจะยกของอะไรหนักๆก็ได้" 

"แล้วนั่นมือไปโดนอะไรมาคะ"

"เอ๊ะ?"

ตะวันหยุดชะงัก เมื่อก้มลงมองมือตัวเองถึงได้เห็นว่ามีรอยถลอกเล็กๆอยู่บนข้อมือ คิ้วเข้มขมวดมุ่น ความสงสัยฉายชัดบนใบหน้า

"เอ้อ จริงด้วย ผมก็เพิ่งรู้ว่ามีแผลตอนคุณทักนี่แหละครับ"

แล้วก็เผยรอยยิ้มแหยๆออกมา ดูไม่เข้ากับวัย 21 ของเขาเลย บางทีตะวันก็ทำตัวเหมือนเด็ก 10 ขวบมากกว่า

"เดี๋ยวฉันทำแผลให้นะคะ"

"เอ้อ จริงๆไม่ต้องก็ได้นะครับ"

แต่คุณเจ้าของร้านไม่ฟังเสียงเลยสักนิด เจ้าหล่อนวิ่งแผล็วไปหลังร้านและกลับมาพร้อมกับกล่องยาก่อนจะหยดยาลงไปบนแผลสีแดงสดนั่น สัมผัสนุ่มนวลอ่อนโยนแบบนั้นทำให้ตะวันนึกถึงแม่...

"คุณนี่ใจดีจังครับ เห็นแล้วนึกถึงแม่ผมเลย" นึกถึงรอยยิ้มและน้ำเสียงนุ่มนวลเมื่อครั้งยังเป็นเด็กชายตะวัน "เอ้อ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณหน้าแก่อะไรหรอกนะครับ" 

เขารีบแก้ตัวพัลวัน มือไม้โบกไปมาดูลุกลี้ลุกลน เห็นแล้วน่าขันปนเอ็นดูเป็นที่สุด

"ยังไม่ได้ว่าอะไรเลยค่ะ" ยิ่งหล่อนยิ้ม...ตะวันก็ยิ่งคิดว่าเหมือน... "ยินดีนะคะที่ฉันเหมือนกับคุณแม่คุณ"

อีกครั้งที่เขาคิดถึงแม่จับใจ

ปีนี้เป็นปีที่ 6 แล้วที่ท่านทั้งสองจากไป...จากไปอย่างกะทันหันจากอุบัติเหตุรถยนต์ เขาอายุเพียง 15 และปลายฟ้าอายุเพียง 10 ปี--เด็กเกินกว่าจะเข้าใจเรื่องราวใดๆ เขาผู้เป็นครอบครัวคนสุดท้ายของเธอถึงต้องทำหน้าที่ปกป้องและดูแลให้ดีที่สุด แบกรับทุกอย่างไว้บนหลังตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา

"คุณรู้ไหมคะ ว่ามือของคุณน่ะอบอุ่นมากๆเลย คุณมีลักษณะของผู้ดูแลนะคะ"

หล่อนค่อยๆบรรจงติดพลาสเตอร์ลงไปบนแผล เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ตะวันรับรู้ถึงความอ่อนแอในใจตัวเอง--เขาเหนื่อย และคิดถึงพ่อกับแม่

"คงใช่มั้งครับ เพราะผมต้องดูแลน้องสาว"

ตะวันยิ้ม...เป็นรอยยิ้มที่เหนื่อยอ่อน

เมื่อนึกถึงหน้าน้องสาวก็รู้สึกว่าเขาไม่สามารถเหนื่อยได้ ถ้าเขาเหนื่อยปลายฟ้าจะอด ถ้าเขาเหนื่อยปลายฟ้าจะไม่ได้รับสิ่งดีๆอย่างที่เธอควรได้

"ถ้ามีคนดูแลคุณบ้างก็คงดีนะคะ"

"นั่นสินะครับ"

ชายหนุ่มหัวเราะแกนๆ เรื่องแบบนั้นออกจะฝันเฟื่องไปหน่อย และเขาเองก็ชินกับการพึ่งพาตัวเองจนไม่คิดจะหาใครคนอื่นเข้ามาในชีวิต
อยู่แบบนี้ก็ดีอยู่แล้วนี่นา

"เรื่องพนักงานน่ะ ฉันตกลงจะจ้างคุณค่ะ"

"จริงเหรอครับ!?"

"ค่ะ เรื่องรายละเอียดเงินเดือนหรืออะไรอื่นๆ ไว้ค่อยคุยกันพรุ่งนี้ก็ได้ค่ะ" น้ำเสียงของหล่อนเหมือนครูอนุบาลที่พูดกับเด็กน้อย "ตอนนี้น่ะคุณควรกลับบ้านไปนอนดีกว่านะคะ หาวมาตั้งแต่เมื่อกี๊แล้ว"

"ขอโทษครับ"

รู้สึกอับอายอีกแล้ว จริงอย่างคุณเจ้าของร้านว่า ช่วง 2-3 วันมานี้เขากังวลเรื่องค่าใช้จ่ายจนนอนไม่หลับ แถมยังต้องตระเวณหางานอีก ตอนนี้ร่างกายก็ชักเริ่มจะไม่ไหวแล้วเหมือนกัน--หลักฐานก็คือรอยคล้ำใต้ตาและอาการหาวหวอดๆนั่นไง

"เอาสปาเก็ตตี้กลับไปกินด้วยสิคะ ฉันทำมาเยอะเกิน กินคนเดียวไม่หมดหรอก"

คุณเจ้าของร้านยื่นกล่องอาหารหลายกล่องมาให้เขา ไม่เปิดช่องให้ตะวันปฏิเสธเลยสักนิด เขาเลยต้องยอมรับมันมาโดยปริยาย

"เอ้อ ขอบคุณครับ คุณใจดีจัง"

ชายหนุ่มยิ้มทั้งที่มือยังอุ้มถุงกล่องอาหารมากมายไว้ในมือ ตะวันยิ้มแบบนั้นเสมอ ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเขาจะยิ้มเพื่อเพิ่มพลังบวกให้ตัวเอง

"พรุ่งนี้เจอกัน 10 โมงเช้านะคะ" 

"ครับ เจอกันพรุ่งนี้ครับ"

อย่างน้อยนี่ก็เป็นเรื่องดีๆที่เกิดขึ้นในวันนี้ มีอาหารเย็นกิน ได้เจอคนใจดี แถมได้งานทำอีก สภาพอากาศหัวใจเขากลับมาแจ่มใสอีกครั้ง

"เอ้อ ผมขอเบอร์โทรคุณได้ไหมครับ เผื่อว่าอยากโทรติดต่ออะไร"

"จริงสิ ฉันลืมเลยค่ะ" 

หญิงสาวทำสีหน้าของคนเพิ่งนึกขึ้นได้ เธอรีบหยิบนามบัตรจากกระเป๋าผ้ากันเปื้อนแล้วยื่นให้เขา 

"นี่ค่ะ นามบัตรร้าน"

มันเป็นกระดาษเนื้อดีสีนวลอ่อน เขียนด้วยตัวอักษรอ่อนช้อยสีทอง ชื่อร้านและเบอร์โทรเด่นหราอยู่ในนั้น ตะวันเพ่งมองมันอยู่ชั่วครู่ อดไม่ได้ที่จะตั้งคำถาม

"เอ่อ คำว่ายูโฟเรียนี่ มันหมายความว่าอะไรเหรอครับ"

"ความสุขค่ะ เพราะว่าอยากให้ลูกค้าทุกคนที่มาที่นี่ได้ความสุขกลับบ้านไป ถึงได้ตั้งชื่อนี้"

"ดีจังนะครับ เป็นชื่อที่เพราะมากเลย"

เป็นชื่อร้านที่เหมาะกับสถานที่แห่งนี้ ทั้งตัวเธอ เครื่องดื่มที่เธอทำ หรือบรรยากาศของร้าน ทุกอย่างล้วนอบอุ่น เหมือนกับแสงแดดยามเช้าที่ขับไล่ความมืดมิดเหน็บหนาว

วันนี้การมาที่นี่ทำให้เขามีความสุข

"ไปแล้วครับ ขอบคุณอีกครั้งนะครับสำหรับทุกอย่างเลย วันนี้คุณทำให้ผมมีความสุขมากเลย"

"ยินดีค่ะ แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะคะ"

เธอเอ่ยคำลาด้วยรอยยิ้มนุ่มนวล มองตะวันเดินออกจากร้านไปจนสุดสายตา เมื่อเขาไปแล้วหญิงสาวถึงได้หันมาลูบขนนุ่มของแมวตัวอ้วนพีที่นอนบนหินอ่อน

"เป็นเด็กที่น่ารักดีจังเนอะคุณพัมคิน"

เจ้าแมวอ้วนส่งเสียงครืดคราดในลำคอตอบรับคำพูดนั้น มันหลับตาพริ้มรับสัมผัสจากมือนิ่ม

"อยากรู้จังว่าในมิตินี้ พวกเขาสองคนจะเจอกันยังไง?"

ผีเสื้อตัวหนึ่งกระพือปีกไหววับบนช่อดอกทานตะวันในร้าน ไม่แน่ว่าบางทีผีเสื้อตัวเดียวกันนี้ในอีกมิติหนึ่งอาจจะกำลังแดดิ้นดับสูญไปก็เป็นได้
หญิงสาวพรายยิ้ม--การท่องไปในโลกคู่ขนานต่างๆน่ะ เป็นเรื่องสนุกสำหรับเธอเสมอเลย


หลังจากตะวันกลับไปไม่นานนัก รถคาดิลแลคสีดำวาวก็มาจอดอยู่หน้าร้านยูโฟเรีย--เด็กหนุ่มร่างสูงในชุดสูทราคาแพงนั่งอยู่เบาะหลัง สีเข้มของชุดขับให้ผิวขาวของเขายิ่งขาวขึ้นกว่าเดิม เรือนผมสีดำขลับถูกเซ็ทเป็นทรงอย่างดีรับกันกับเครื่องหน้าคมชัดอันเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างเชื้อสายไทยและฮ่องกง

ข้างกายของเขามีสาวสวยอวบอัดในชุดรัดรูปสีแดงสด หล่อนอิงแอบแนบชิดเข้ากับร่างสูง เงยหน้าขึ้นรับจูบจากเดือนอ้าย--รสสัมผัสจากหล่อนช่วยบรรเทา 'อาการ' ที่เขาเป็นไปได้บ้าง แต่ก็ยังไม่มากพอสำหรับเขา

ไอ้เจ้าอาการเหล่านั้นยังไม่หายไปซะทั้งหมด มันยังคงหลงเหลือร่องรอยอันน่าหงุดหงิดเอาไว้อยู่บ้างทว่าก็ยังดีกว่าไม่หายไปเลย

"ผมจะลงไปสักครึ่งชั่วโมง คุณอยากไปเดินเล่นที่ไหนก็ตามใจ" เด็กหนุ่มก้มกระซิบบอกข้างหู ปลายนิ้วอีกข้างไล้วนอยู่บนแก้มเนียน "อยากซื้ออะไรก็ซื้อเลยนะคนสวย ใช้บัตรที่ผมให้นั่นแหละ"

"ค่ะ คุณเดือนอ้าย ขอบคุณนะคะ"

หล่อนว่าพลางโปรยยิ้มหวานและเดือนอ้ายก็กดจูบลงไปบนแก้ม สูดกลิ่นหอมอ่อนจางของน้ำหอมราคาแพงที่กรุ่นอยู่รอบตัวหล่อน

"ครับ อย่าช็อปเพลินล่ะ อีกครึ่งชั่วโมงต้องกลับมานะ"

เขาพูดประโยคนั้นด้วยรอยยิ้ม ตรงกันข้ามกับน้ำเสียงและแววตาที่โชยกลิ่นอันตราย บ่งบอกให้รู้ว่าคำพูดของเขาไม่ใช่สิ่งที่หล่อนควรละเลย

"รับทราบค่ะ จะลืมได้ยังไงล่ะคะ"

"ดีมาก"

เดือนอ้ายดึงหล่อนมาจูบอีกครั้งก่อนจะก้าวลงรถไป ชายในชุดสูทสองคนเดินตามประกบไม่ห่าง--นั่นเป็นอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เขาหงุดหงิด

"ขอผมอยู่คนเดียวสักครึ่งชั่วโมง เดี๋ยวเสร็จแล้วจะเรียก"

อายุเพียงแค่ 18 ปีหากแต่วิธีการพูดกลับไม่เหมือนเด็ก 18 เลยสักนิด น้ำเสียงของเขานุ่มนวลทว่าหนักแน่นทรงพลัง รวมถึงท่าทางการยืนแบบสง่างามผึ่งผายนั่นด้วย

เดือนอ้ายเกิดมาเพื่อเป็นเจ้านาย

เขาถูกเลี้ยงมาแบบนั้น

"แต่ว่าคุณเดือนอ้ายครับ คุณท่านสั่งว่า..."

ชายในชุดสูทอิดออด เจ้านายอีกคนสั่งไว้ว่าให้ดูแลเด็กหนุ่มทุกย่างก้าว--เพราะว่าเป็นทายาทคนเดียวของตระกูลจินดาโชติถึงได้มีศัตรูรายล้อมรอบตัว

ใครเล่าจะไม่อยากโค่นตระกูลทรงอำนาจ

และลูกชายคนเดียวของศศินคือจุดอ่อนที่พอจะเล่นงานได้

"คุณไม่มีสิทธิ์พูดคำว่าแต่ ถ้าผมบอกไม่...ก็คือไม่"

ดวงตายาวเรียวตวัดมอง วาววับเหมือนเสือที่กำลังโกรธ ปกติแล้วเดือนอ้ายไม่ใช่คนใจดี ยิ่งเวลาหงุดหงิดแบบนี้ก็ยิ่งไม่เข้าใกล้เคียงคำนั้นเลยสักนิด

"ครับ"

หมดสิ้นซึ่งคำถาม ชายในชุดสูทโค้งคำนับแล้วปล่อยให้เด็กหนุ่มเดินเข้าไปในร้านสีขาวสะอาดตาตรงหน้า--เสียงกรุ๊งกริ๊งของกระดิ่งดังขึ้นเมื่อประตูขยับ หญิงสาวเจ้าของร้านยืนบดกาแฟอยู่หลังบาร์หินอ่อน เธอแย้มยิ้มอบอุ่นต้อนรับผู้มาใหม่

"ยูโฟเรียคาเฟ่ยินดีต้อนรับค่ะ"

"ขอสตอเบอร์รี่มิลค์เชคเหมือนเดิมครับคุณเจ้าของร้าน"

เดือนอ้ายนั่งลงตรงเก้าอี้หน้าบาร์ หน้าตาไม่สบอารมณ์ อากาศร้อนแบบนี้กำลังทำให้เขาใกล้จะเป็นบ้า

"หน้าตาหงุดหงิดเชียวค่ะเดือนอ้าย"

หล่อนเอ่ยทัก--เพราะว่าเป็นลูกค้าประจำถึงจำชื่อได้ เดือนอ้ายเองเมื่อเห็นรอยยิ้มนุ่มละมุนนั้น จากเสือร้ายก็กลายเป็นแมวขี้โมโหที่กำลังงอแง 

"ครับ วันนี้อากาศร้อน คนธรรมดายังร้อนตับแลบกัน เซนติเนลอย่างผมน่ะแทบตายเลยล่ะครับ"

เซนติเนล...

ชื่อเรียกสำหรับคนต้องคำสาปอย่างเขา--โอกาสที่คนคนหนึ่งจะเป็นเซนติเนลมีเพียงแค่ 1 ใน 100 และใช่...เดือนอ้ายคือ 1 ใน 100 ที่มีอาการห่าเหวนี่

อาการที่ทำให้ประสาทสัมผัสของเขาไวต่อทุกอย่าง ทั้งกลิ่น เสียง รส หรือสัมผัส ทุกอย่างมันไวจนรบกวนเขาไปหมด เพราะฉะนั้นในวันแบบนี้เขาถึงรู้สึกเหมือนอยู่ในไฟนรก

ทางเดียวที่จะบรรเทาอาการนั้นได้ คือต้องสัมผัสกับใครอีกคนที่มีคุณสมบัติของไกด์--นั่นเป็นชื่อเรียกสำหรับคนอีกกลุ่มที่เกิดมาเพื่อเยียวยาอาการนี้ 

"ลิปสติกเปื้อนแหนะค่ะ"

จูบจากไกด์ทิ้งร่องรอยเอาไว้บนต้นคอ ไม่รู้ว่ามันเปรอะเปื้อนตั้งแต่เมื่อไร ตอนนั้นเด็กหนุ่มไม่ได้สนใจอะไรนอกจากการสัมผัสบนตัวเจ้าหล่อน บดขยี้ลงบนกลีบปากสีกุหลาบอย่างหิวกระหายสองมือกอดก่ายและครอบครองนวลเนื้อนิ่ม...ยิ่งสัมผัสเยอะเท่าไรความทรมาณก็ยิ่งหายไปเร็วเท่านั้นและวิธีที่ดีที่สุดก็คือเซ็กส์

เดือนอ้ายต้องมีไกด์อยู่ข้างตัวเสมอ สำหรับเขาแล้วไม่ใช่เรื่องยากที่จะหา...เพราะใครๆก็อยากเดินเคียงข้างคนในตระกูลจินดาโชติทั้งนั้น

"เอ้อ ขอบคุณครับ"

เขาเก้อเขินเล็กน้อยตอนที่เช็ดร่องรอยนั้นออก เวลาอยู่ต่อหน้าคุณเจ้าของร้านแล้วมักจะรู้สึกเหมือนเป็นเด็กประถมที่อยู่กับครูประจำชั้น ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่เขารู้สึกเกรงใจผู้หญิงคนนี้

"วันนี้เจอไกด์ที่ถูกใจรึยังคะ?"

สตอว์เบอร์รี่สีแดงกลิ่นหอมหวานถูกหั่นช้าๆ เตรียมจะนำไปปั่นผสมรวมกับนมสด--เมนูนี้เป็นเมนูโปรดของเดือนอ้ายเสมอ เมื่อก่อนตอนเป็นเด็กแม่เขามักจะทำให้กินบ่อยๆ

ร้านนี้ทำให้เขานึกถึงช่วงเวลานั้น

"ยังเลยครับ มีแต่ระดับที่ไม่พอดีกับผม"

"เซนติเนลระดับ s ก็คงหาไกด์ระดับ s ยากหน่อยแหละค่ะ"

เซนติเนลถูกแบ่งเป็นระดับตามความรุนแรงของอาการ แน่นอนว่าระดับ s น่ะคือระดับที่รุนแรงที่สุด เซนติเนลที่อยู่ในระดับไม่รุนแรงมากบางทีอาจไม่ต้องการไกด์ก็ได้ พวกเขาสามารถทนมันได้ แต่เดือนอ้ายน่ะไม่สามารถขาดไกด์ได้เกินหนึ่งชั่วโมงหรืออย่างมากสุดก็สามชั่วโมงและจะยิ่งแย่ถ้าหากอยู่ในที่ที่คนเยอะๆ

ในทางกลับกันตัวไกด์เองก็มีระดับเหมือนกัน ทว่าไกด์ที่อยู่ในระดับ s กลับหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรซะอีก แถมไอ้ที่หาได้ก็ดันมีปัญหากับเขาซะได้--เดือนอ้ายทำหน้ามุ่ยเมื่อคิดถึงไกด์ระดับ s คนล่าสุดนั่น

"อือ น่าเบื่อจะตาย" 

เขาทำหน้าละห้อย เอาแก้มแนบกับบาร์หินอ่อน พยายามจะจับแมวส้มที่ดูท่าทางไม่พอใจ มันขู่ฟ่อๆทุกครั้งที่เดือนอ้ายเข้าใกล้

"โถ่ ขนาดคุณพัมคินยังไม่ชอบผมเลย"

"คุณพัมคินอาจจะหงุดหงิดเพราะอากาศร้อนเหมือนเดือนอ้ายก็ได้นี่คะ"

"ไม่จริง คุณพัมคินหงุดหงิดทุกครั้งแหละเวลาผมจับตัว" อย่าว่าแต่จับตัว เพียงแค่เข้าใกล้แมวตัวนั้นก็แยกเขี้ยวเตรียมตะปบแล้ว "นั่นไง ขนาดไม่จับก็หงุดหงิด"

"สตอว์เบอร์รี่มิลค์เชคได้แล้วค่ะ" หล่อนวางเครื่องดื่มสีหวานตรงหน้าเดือนอ้าย "กินของอร่อยๆจะได้อารมณ์ดีขึ้นนะคะ"

เด็กหนุ่มถอนหายใจ ขยับแก้วเข้าใกล้ตัวและเริ่มกินมันตามที่คุณเจ้าของร้านบอก กลิ่นหอมสดชื่นและรสชาติหวานละมุนนุ่มลิ้นช่วยดับอารมณ์หงุดหงิดของเขาได้เกือบครึ่งหนึ่ง

"สตอว์เบอร์รี่มิลค์เชคของคุณทำให้ผมอารมณ์ดีเสมอเลย ขอบคุณนะครับ"

และตอนนี้เขากำลังยิ้มกว้างอย่างกับเด็กๆ--ร้านแห่งนี้ทำให้เขายิ้มได้เสมอ มันถึงได้เป็นสถานที่โปรดที่เขามักจะแวะมาบ่อยๆ

"ยินดีค่ะ"

คุณเจ้าของร้านยิ้มรับคำพูดนั้น เจ้าแมวส้มตัวนั้นเองก็ร้องหง่าวเบาๆราวกับจะตอบรับคำพูดนั้นเหมือนกัน

"คุณว่าผมจะเจอคนที่พอดีกับผมไหม"

เดือนอ้ายใช้หลอดคนก้อนน้ำแข็งในแก้วอย่างใจลอย ปลายนิ้วไล้กลีบดอกเดซี่ในแจกันเล่น รู้สึกวูบโหวงในอก คล้ายว่ามีบางส่วนในหัวใจขาดหายไป

"เจอสิคะ บางทีวันพรุ่งนี้คุณอาจจะเจอก็ได้นะ"

"ขอให้เป็นอย่างที่คุณว่าครับ" 

ร่างสูงผุดลุกขึ้น ครบครึ่งชั่วโมงแล้วที่เขาหนีมาอยู่ที่นี่ ถึงเวลาที่เขาต้องกลับเข้าไปในกรงขังน่าเบื่อนั่น

"ผมไปละ ตอนเย็นต้องไปออกงานกับคุณป๋าอีก น่าเบื่อจัง"

ใบหน้าเยาว์วัยฉายแววไม่สบอารมณ์ เขาเกลียดที่ที่มีคนเยอะๆ เสียงดังๆ และงานการกุศลนั่นก็มีทุกอย่างที่เขาเกลียด

"ขอให้ทุกอย่างผ่านไปอย่างราบรื่นนะคะ"

"ขอบคุณครับ" 

คำขอบคุณมาพร้อมกับธนบัตรสีเทาที่วางบนบาร์ เดือนอ้ายใช้เงินเหมือนเป็นกระดาษ เขาไม่เคยเห็นคุณค่าของมันเลยสักครั้ง

"แล้วพรุ่งนี้จะแวะมาอีกนะครับคุณเจ้าของร้าน" 

ก่อนไปเขายังไม่วายหันไปบอกลาแมวอ้วนจอมหยิ่ง มันไม่แม้แต่จะชายตามองด้วยซ้ำ

"ไปแล้วนะคุณพัมคิน" 

แน่นอนว่ามันขู่ฟ่อเข้าให้อีกหนึ่งที เหมือนกับจะไล่ให้เขารีบออกไปได้แล้ว เดือนอ้ายย่นหน้าใส่มันหนึ่งทีและเดินออกจากร้านไป

"คิดว่าพรุ่งนี้พวกเขาจะเจอกันไหมคุณพัมคิน"

แมวส้มขนฟูส่งเสียงร้องแหลมสูงเป็นคำตอบ มันยืดตัวบิดขี้เกียจ อ้าปากหาวลิ้นงอ ไม่แยแสว่ามนุษย์โลกจะเป็นยังไง

"ถ้าได้เจอกันก็ดีสิเนอะ"

หญิงสาวภาวนา--เธอเอาใจช่วยให้เด็กน้อยน่ารักทั้งสองคนนั้นมีความสุขเหมือนกับดอกทานตะวันสีเหลืองดอกนั้น

ก็หวังว่าพระเจ้าในมิตินี้จะไม่ใจร้ายกับพวกเขาจนเกินไปนะ

เป็นอินโทรของนิยายที่ลงในจอยค่ะ ถ้าสนใจก็ลองแวบเข้าไปอ่านได้นะคะ :)
SHARE
Written in this book
STRAWBERRY MOON
เดือนอ้ายชอบกินนมสตอว์เบอร์รี่ และพี่ตะวันก็รสหวานเหมือนนมสตอว์เบอร์รี่
Writer
Sunflower38
Beginner
เจิดจ้า แจ่มใส ให้เหมือนทานตะวัน :) TW : Chirwa_Sunshine Joylada : Sunflower38, สนธยา2738

Comments

falafernns
1 year ago
ภาษาสวยมากเลยค่ะ เนื้อเรื่องน่าติดตามมากๆ:-)
Reply
Sunflower38
1 year ago
ขอบคุณมากค่า ไปตามต่อในจอยลดาได้น้า จะลงตอนต่อไปวันที่ 25 นี้ค่ะ
FluffyKitten
1 year ago
ชอบมากเลยค่ะ อ่านเพลินมาก จะไปตามต่อในจอยนะคะ (ไม่เคยเข้าจอยเลยค่า จะเข้าเพราะเรื่องนี้เลย ^^)
Reply
Sunflower38
1 year ago
ขอบคุณค่าา ;-;