The Ghost Of You : Story Song Meaning
บรรยากาศยามค่ำคืนของร้านเหล้าใจกลางเมืองเล็กๆ เสียงดนตรีคลอเบาๆ สร้างบรรยากาศในวันที่หมองหม่นของชายหนุ่มมากหน้าหลายตาที่กำลังพูดถึงเรื่องสงครามโลกที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ข่าวใหญ่ดังครึกโครมถูกกระจายไปทั่ว พร้อมกับรายงานการเกณฑ์คนไปเป็นผู้กล้าในสนามรบ มีความเศร้าและแคลงใจกระจายกันไปในแต่ละมุมของร้านเหล้าแห่งนั้น เสียงของดนตรีที่สองพี่น้องเวย์เล่นอยู่ ยังคงประคับประคองจิตใจของผู้คนต่อไปได้ในระยะเวลาหนึ่ง 

At the end of the world
Or the last thing I see
You are...

   เจอร์ราร์ด เวย์ และ ไมค์กี้ เวย์ สองพี่น้องที่ทำอาชีพเล่นดนตรีอยู่ตามสถานที่ต่างๆ เป็นที่รู้จักจากบทเพลงที่พวกเขาแต่งมันออกมาได้อย่างบาดลึกถึงหัวใจผู้ฟัง ในช่วงที่เศรษฐกิจย่ำแย่บางพื้นที่ อเมริกาส่งทหารมากมายเข้าร่วมสงคราม และไม่เคยกลับมา แม่ของทั้งสองสวดภาวนาต่อพระผู้เป็นเจ้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ขอให้สองพี่น้องลูกของเธอที่เหลืออยู่นี้ จะไม่ถูกเรียกตัวไป

เป็นที่รู้โดยทั่วกัน ว่าที่นั่นไม่มีแม้แต่ความปราณีใดๆ แก่ชีวิตของผู้คนที่เพิ่งรู้จักกัน หรืออาจจะไม่เคยรู้จักแต่ก็หันปืนเข้าหากันโดยไม่ต้องคิด เต็มไปด้วยกองศพและเลือด ที่ไม่มีใครอยากจะเห็น ความโหดร้ายซุกซ่อนอยู่ใต้โคลนตม และไม่อาจนอนอย่างสบายใจได้เลยแต่ละวัน เป็นธรรมดาที่แม่ของพวกเขาจะกังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะนอกจากคนที่รอดกลับมาเพราะปาฏิหาริย์ ไม่เสียแขน ก็ขา หรือแย่กว่า

ไมค์กี้ น้องชายคนเล็กก็เก็บกังวลอยู่เงียบๆ ในระหว่างที่เช็ดกีตาร์ของตัวเองอยู่หลังเวทีหลังเล่นจบไปได้สามเพลง เขาคิดถึงเรื่องความเป็นไปได้ที่ทางการจะปักชื่อพวกเขาพร้อมกัน ถ้าเจอร์ราร์ดไม่ไป เขาก็ต้องไป หรืออาจจะไปพร้อมกัน ส่วนตัว เขาไม่อยากให้ใครได้ไปเหยียบที่นั่นไม่ว่าจะเป็นเขาหรือพี่ชายก็ตาม

อีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่ได้สนอกสนใจเรื่องการถูกเกณฑ์เท่าไรนัก หรืออาจจะเป็นเพราะความกล้าและความสามารถในการต่อสู้ที่มีอยู่ในตัวตั้งแต่เด็ก มันทำให้เจอร์ราร์ดไม่เคยกลัวอะไร แตกต่างจากไมค์กี้ ที่บางครั้งมักจะหลบอยู่หลังเงาของพี่ชายเสมอมา 

ในค่ำคืนนั้น พวกเขากลับมาที่บ้าน โดยที่ยังพบว่าแม่นั่งรอพวกเขาอยู่ไม่ไปไหนตั้งแต่บ่าย นั่นยิ่งทำให้พวกเขาเป็นห่วง แต่แม่ของพวกเขาก็พูดเสมอว่า 'หากได้ไป หากพระเจ้าไม่ตอบรับคำขอของเธอ ขอให้พวกเขารอดกลับมาก็เพียงพอแล้ว'

ราวกับว่าเธอกำลังหมดศรัทธา จนต้องขอร้องกับพวกเขาแทน แต่มันก็เป็นอะไรที่พวกเขาจะจำไปจนช่วงเวลาหนึ่ง ช่วงสายของบ่ายวันถัดมา บ้านที่ปลูกห่างออกมาจากตัวเมืองมีรถคันสีดำสนิทแล่นมาจอดอยู่หน้าบ้าน ไมค์กี้ค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ สังเกตคนที่กำลังก้่าวเท้าลงจากรถ ออกมาพร้อมกับชุดเครื่องแบบสุภาพของทางการ และจดหมายฉบับหนึ่งที่เขาหวังอย่างยิ่งว่ามันจะไม่ใช่สิ่งที่เขาคิด

เขาเรียกเจอร์ราร์ดให้ลงมาหาชายในเครื่องแบบ ในขณะเดียวกันแม่ของพวกเขาก็ยืนพิงขอบประตูอยู่พร้อมกับเอามือปิดปากดวงตาสั่นระริก

"นี่คือจดหมายสำหรับเข้ารับตำแหน่งพลทหาร หวังว่าคุณจะเข้าใจว่าทางการต้องการตัวคุณเพื่อจะปกป้องประเทศบ้านเกิด เวลาเตรียมตัวเพื่อฝึกฝนอยู่อีกสองวัน หลังจากนั้นจะมีรถเข้ามารับทหารที่ถูกเกณฑ์ที่นี่ใจกลางเมือง หวังว่าคุณจะเข้าใจ" 

หนึ่งในสองคนนั้นเอ่ยรวบรัดแล้วยื่นจดหมายมาตรงหน้าของเจอร์ราร์ด เขารับมันมาพร้อมกับหันไปมองแม่ที่แทบยืนไม่อยู่ ไมค์กี้รีบเข้าไปรับตัวเธอ ก่อนที่ชายสองคนนั้นจะขับรถจากไปโดยไม่กล่าวอะไรมากกว่าไปพูดคุยขอให้คุณนายเวย์สสงบจิตใจ พวกเขาอาจจะไม่รู้ ว่าสำหรับเธอการปล่อยให้ลูกชายตัวเองถูกลากเข้าไปตายในสนามรบ มันเจ็บปวดมากแค่ไหน หลังจากที่ปล่อยให้แม่พักผ่อน สองพี่น้องก็เดินออกไปนั่งที่ใต้ต้นไม้ เมื่อพูดคุยเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้

"นายเห็น...ชื่อที่อยู่ในจดหมายนั่นเหมือนกันใช่ไหม?" ไมค์กี้เอ่ยพร้อมกับขยับกรอบแว่นของตัวเองเบาๆ เจอร์ราร์ดพยักหน้า ตัวเขาเองก็ใช่ว่าจะไม่กังวล เพียงเพราะหลังจากนี้มันคงไม่ใช่สถานที่ที่พวกเขาจะมาสบายใจได้อีก และคำขอของแม่ ที่ทำให้เขายิ่งต้องตั้งมั่นว่าจะพาน้องชายและตัวเองกลับมาให้ครบสามสิบสอง แต่ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ หรืออย่างน้อยก็ขอให้รอดทั้งคู่ก็พอ

"พวกเขาชี้ชื่อพวกเราพร้อมกัน อีกสองวันมันเหลือเวลาน้อยมาก...ฉันยังไม่รู้เลยว่าแม่จะอยู่ได้ไหมถ้าไม่มีเรา...จะดีกว่านี้ถ้าไม่มีไอ้บ้านั่นมาตามรังควานครอบครัวเราอีก"

เจอร์ราร์ดพูด ในมือกำกระดาษแน่นจนมันยับยู่ยี่ ถึงแม้ว่าท้องฟ้าเบื้องบนจะยังสาดแสงและสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย แต่ตรงนี้ที่พวกเขาอยู่เหมือนยังมีเมฆฝนตกชุกอยู่เพราะอารมณ์ที่แปรปรวนของเจอร์ราร์ด พวกเขาไม่รู้ว่าต่อไปจะเจออะไรบ้าง แต่ไม่นาน คนเป็นพี่ก็ทำใจได้ ส่วนไมค์กี้ ก็ต้องจำใจไปโดยทำอะไรไม่ได้มาก

หลังผ่านไปสองวัน พวกเขาเล่นเพลงที่ร้านเหล้าเดิมจนวันสุดท้าย ผู้คนต่างให้กำลังใจพวกเขา และอวยพรให้พวกเขากลับมาในที่สุด

เช้าที่หนาวปนอบอุ่น ชายหนุ่มต่างอยู่ในชุดเครื่องแบบพลทหารเตรียมเข้าอบรมในค่าย หลายคนตื่นเต้นกับสิ่งที่จะได้เจอ ไมค์กี้รู้ดี เพราะพ่อที่หายไปในสมรภูมิรบได้เป็นสิ่งเตือนใจให้สองพี่น้องตระหนักรู้เรื่องความรุนแรงของสงครามที่ทิ้งปลายเปิดมาสู่พวกเขาที่ยังคงต้องออกรบต่อกันเป็นทอดๆ

ไม่มีอะไรคาดการณ์ได้ ไม่มีอะไรยืนยัน

หลังบอกลาคนที่ตัวเองรัก ชายหนุ่มมากมายบนรถขนส่งต่างมีของติดตัวไปเป็นเครื่องรางคุ้มภัย ส่วนใหญ่เป็นกางเขน และรูปของใครบางคน ดวงตาคู่นั้น ไม่รู้เลยว่าตัวเองจะถูกส่งไปที่ไหน ไม่มีใครรู้ 


ในช่วงเวลาที่สงครามยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ทุกวัน สัปดาห์ และเดือน จะมีทหารไม่ต่ำกว่าหมื่นนายถูกส่งกลับมาจากสนามรบสู่บ้านเกิดของตนเอง ส่วนหนึ่งพ้นสภาพของการเป็นทหาร หรือการพิการอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่ง บ้างยังคงประจำการต่อไป และบางคน ก็ไม่มีโอกาสได้กลับมา


ค่ายที่สองพี่น้องเวย์เข้าฝึกฝนคือค่ายที่จะส่งกองกำลังของพวกเขาไปสมทบที่อ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์ ส่วนหนึ่งพวกเขาก็ไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน และเป็นสถานที่แบบใด เพราะเติบโตขึ้นมาในเมืองที่ห่างไกลจากความเจริญนิดหน่อย จากห้าสิบหรือร้อยกว่านายแบ่งออกเป็นหลายหมู่ ฝึกแยกกันแต่ละพื้นที่ วันแรก ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

วันแรก พวกเขาถูกสั่งให้เปลี่ยนเป็นชุดฝึก รองเท้าคอมแบทหนักๆ ทำให้เคลื่อนที่ค่อนข้างช้า แต่หนักแน่น ไม่ลื่นไถล และยังรับน้ำหนักเท้าได้ดี บรรยากาศเปียกชื้นของพื้นหญ้า ตัดกับแสงแดดที่สาดเปรี้ยง เหล่าทหารเรียงแถวหน้ากระดานเดินหน้าวิ่งไปยังลานฝึกด่านแรก ทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย เจอร์ราร์ดหันมองคนที่อยู่ข้างๆ เขากำลังหายใจเข้าออกจนได้ยินเสียงฟึดฟัดดูน่ารำคาญ แต่ทันทีที่เสียงนกหวีดเป่าส่งสัญญาณ ชายหนุ่มคนนั้น ก็วิ่งนำทุกคนไปอย่างรวดเร็วจนมองตามแทบไม่ทัน

สิ่งน่าเหลือเชื่อเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ไมค์กี้รีบตามทุกคนไป ในขณะที่เจอร์ราร์ดกำลังวิ่งตามติดชายที่วิ่งเร็วคนนั้นไปจนกระทั่งจะถึงจุดจบของสนามฝึกวิ่ง บางส่วนล้มลงก่อนจะรีบลุกขึ้นเพราะจ่าตะโกนสั่งเสียงดังให้ไปต่ออีกฐาน

"ไอ้บ้านั่นมันใครกันวะ?" ไรอัน เพื่อนที่เจอร์ราร์ดเพิ่งรู้จักเอ่ย
"แฟรงค์ ไอร์แอโร่" อีกคนตอบ

เป็นนามสกุลที่เจอร์ราร์ดไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่พนันได้เลยว่าคนที่ชื่อแฟรงค์อาจจะมีประโยชน์มากในกองทัพ ตอนอยู่ที่สนามรบ ถึงแฟรงค์จะดูเป็นพวกไม่กลัวอะไร แต่ผู้คนต่างก็รู้ว่าสิ่งที่เขาชอบจับเอาไว้เวลาอยู่ในสถาการณ์สุ่มเสี่ยงคือสร้อยไม้กางเขน ดวงตาที่แน่วแน่กับวิธีคิดแปลกๆ มันทำให้เขามักจะได้โอกาสสร้างสิ่งที่เหลือเชื่อเสมอ

ฐานถัดมา เชือกยาวถูกทิ้งดิ่งลงมาพร้อมกับร่างของไมค์กี้ที่หล่นตุบจนเจ็บแผ่นหลังลามไปทั้งตัว ดวงตาแทบพล่าเบลอ แว่นที่สวมใส่หลุดกระเด็นเปื้อนโคลนตม ในขณะที่คนอื่นๆ ต่างวิ่งข้ามตัวของเขาไปโดยไม่เหลียวมอง ก่อนที่ใครคนหนึ่งจะวิ่งมาจับตัวเขาลุกขึ้นพร้อมกับถามว่าไหวหรือไม่ นั่นก็เป็นอีกเรื่องที่แปลกในค่ายทหารโหดหินนี่ ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นพี่ชายของตนเอง แต่น้ำเสียงที่ไม่คุ้นหู ทำให้เขาเอ่ยออกไปอย่างเกรงใจ

แว่นถูกเช็ดและนำกลับมาสวมใส่ ชายหนุ่มผมสั้นหยิกเล็กน้อยค่อยๆ ดึงตัวเขาให้ลุกขึ้นมา พร้อมกับแนะนำตัวเอง เรย์ โทโร่ รีบหันกลับไปปีนเชือกทันทีที่พูดจบ ทหารคนอื่นๆ วิ่งตามมาพร้อมกับเจอร์ราร์ดที่หมดแรงกลางทางและรีบใส่สปีดมายังฐานสอง 

ช่วงเวลาของการฝึกผ่านมาอย่างแข็งกระด้างและโหดหิน ระหว่างนั้นสองพี่น้องเวย์ได้รู้จักกับเพื่อนอีกสองคนที่จะอยู่กับพวกเขาตลอดการฝึกนี้จนบรรจบที่สงครามครั้งสุดท้ายของพวกเขาทั้งหมด แฟรงค์ค่อนข้างเป็นพวกที่ขี้แกล้งและบางครั้งก็ชอบใช้กำลัง แต่ทว่าบางทีก็เข้าใจยาก เรย์ เป็นอีกคนที่ใจดีที่สุดในค่าย ถ้าไม่นับคนแถวนั้น มันทำให้พวกเขายิ่งมีกำลังใจในการเตรียมตัวออกรบในครั้งนี้ ที่เป็นครั้งแรก แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าพวกเขาจะรอดกลับมา

วันสุดท้าย เมื่อการฝึกทหารสิ้นสุดลง ทหารทั้งหมดต่างชินกับการใช้อาวุธปืน แต่ทว่าจิตใจของพวกเขากลับอยู่ไม่นิ่งราวกับไม่เคยถูกฝึกฝน พวกเขาบางส่วนกำลังกังวล บางส่วนคาดหวังว่าจะได้สร้างผลงาน และบางส่วน ไม่ได้หวังอะไรเพียงเพื่อไปตายเอาดาบหน้า 


วันถัดมา รถขนส่งทหารจอดเทียบท่า ร่างกายของพวกเขาหนักอึ้งไปหมดเพราะของที่จำเป็นต่อการออกรบในสนามที่อ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์ ในวันรุ่งสางของตอนนั้น อากาศหนาวแห้งสากพัดผ่านใบหน้าของเหล่าชายหนุ่มที่เตรียมตัวกับสงครามแรก รถจอดส่งพวกเขาตรงปลายทางของฝั่งท่าเรือที่จะส่งทหารไปยังอ่าวที่อยู่ไกลออกไปด้วยเรือ ที่ถูกห่อหุ้มด้วยเหล็กที่ไม่คุ้มดีคุ้มร้าย ไม่มีใครรู้ว่ากระสุนปืนกลจะสาดผ่านเข้ามาได้หรือไม่ จากการฝึกฝนที่ผ่านมา จ่าจะกล่าวเสมอว่าหลังเทียบท่าเข้าสู่ชายฝั่ง ให้กะระยะการลงจากเรือ และอย่ายืนจนเป็นเป้าโง่ๆ ให้รีบกระโดดลงน้ำทันทีที่ทำได้ ไม่ว่าอะไรที่เข้าใกล้อ่าว พวกศัตรูจะยิงไม่เลี้ยงแน่

ตัวเรือเหล็ก บรรจุทหารมากกว่าสิบนายเดินทางข้ามฝั่งไปอ่าว ใช้เวลาหลายนาที ส่วนหนึ่งทำให้พวกเขาได้เตรียมใจ จ่ายืนคุมหางเสือของเรือ พร้อมกับมองตรงไปยังด้านหน้า 

ไมค์กี้ถอนหายใจเข้าออกอยู่สักพัก สมองรู้สึกปวดชาไปหมด 

เจอร์ราร์ดมองสังเกตไปรอบๆ เขาเริ่มตั้งสมาธิ ไม่ว่าอย่างไร เขาจะต้องรอดกลับไป พร้อมกับน้องชาย

แฟรงค์สงบนิ่งกว่าใคร แต่ครั้งนี้ เขาไม่หายใจหอบเหมือนทุกที ดวงตานิ่งสนิทมือถือสร้อยกางเขนที่ทำจากเหล็กเอาไว้แน่น และเริ่มสวดภาวนาสั้นๆ 

เรย์เป็นหนึ่งในสองของแพทย์สนาม เขารู้ตัวว่าตัวเองนั้นวิ่งช้า แต่มักไม่มีใครสังเกตเห็นหรือสนใจ นี่อาจจะเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ตัวเขาเองสามารถทำงานได้ง่ายขึ้น

ทุกคนต่างกำลังเตรียมใจอยู่เงียบๆ บนเรือ ไม่มีใครมองหน้ากันหรือพูดคุย ท้องฟ้ามืดและแปรปรวน อากาศหนาวชาของน้ำที่สาดกระเซ็นเข้ามาทำให้ขาจับสั่นได้เพียงน้อยนิด เบื้องหน้าใกล้เข้ามาทุกที อีกฟากฝั่งของอ่าวไกลออกไป มีเรือแม่ของสัมพันธมิตรจอดรอการโจมตีกวาดล้าง ก่อนที่ศัตรูจะส่งกองกำลังมาควบคุมพื้นที่อีก หากกำลังเสริมพวกเขาระเบิดป้อมปืนและเคลียร์ที่นั่นสำเร็จในผลัดแรก คนที่รอด จะได้รับการขนย้ายกลับ 

นั่นคือเป้าหมายของทุกคน
They will never come down to fight by themselves...The old people who commanded there.
"พวกเขาคงไม่คิดจะลงมาสู้กันเองหรอก... พวกคนแก่ที่สั่งการอยู่นั่นน่ะ" แฟรงค์เอ่ย

shall never
"ไม่มีวัน"

เขาเอ่ยถึงบางสิ่งที่อยู่เบื้องหลังสงครามทั้งหมด อีกไม่กี่วินาที เรือก็จะใกล้ถึงจุดหมาย

"The World Is Ugly
โลกนี้มันน่าเกลียด"

สิ้นเสียงของแฟรงค์ ประตูของเรือถูกดันเปิดออก พร้อมกับเสียงปืน ดวงตาของชายผู้ที่วิ่งเร็วที่สุดในกองพันหลับตาลงในขณะที่คนอื่นๆ กระโดดลงไปในน้ำเพื่อหลบกระสุน ไม่ว่าเขาจะรู้อะไรมาก่อนหน้านั้น นั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาจบชีวิตของตนเองลงโดยไม่บอกใคร

ไม่มีใครรู้ว่าเขาไม่ได้ลงมา

กระสุนจากปืนกลเฉี่ยวร่างของแฟรงค์ตกลงนอนบนซากเรือ พร้อมกับศพของทหารที่หนีไม่ทันอีกห้าศพ ร่างของพวกเขาเลือดไหลกลืนไปกับพื้น เรือบางตัวเริ่มมีไฟติดลุกไหม้กลางลำน้ำ เจอร์ราร์ด ไมค์กี้ และเรย์วิ่งไปหลบอยู่หลังสิ่งกีดขวางที่พวกศัตรูเอามาวางขวางเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นลวดหนาม และเหล็กขนาดใหญ่ที่พร้อมจะเสียบร่างของทหารที่พลาดล้มใส่มัน ปืนกลยิ่งยิงกระหน่ำทำให้ทั่วทั้งชายฝั่งเริ่มเต็มไปด้วยเลือด

ในวินาทีนั้นที่ปืนกลหยุดยิงไปราวๆ สิบวิเพื่อบรรจุกระสุน เจอร์ราร์ดก็ส่งซิกให้น้องของตนวิ่งออกไปจ่อหน้าป้อมพร้อมกันเพื่อตามจ่าไป แต่ทว่าเขากลับวิ่งออกมาเพียงคนเดียว ไมค์กี้มีใบหน้าที่ขลาดกลัว ขาของเขาสั่นจนไม่สามารถออกวิ่ง จนกระทั่งปืนกลกลับมาใช้งานอีกครั้ง เพียงไม่กี่วิ มันก็สอยร่างของไมค์กี้ล้มลง

สถาการณ์เริ่มชุลมุนมากกว่าเดิม เจอร์ราร์ดตะโกนร้องสุดเสียง ดวงตาสั่นมองดูร่างของน้องชายตนเองที่นอนจมเลือดบนชายหาดไกลออกไป เรย์รีบวิ่งฝ่าห่ากระสุนเข้าไปหาร่างของไมค์กี้ที่นอนหายใจรวยริน ก่อนจะรีบหยิบผ้าออกมากดแผลไม่ให้เลือดไหลไปมากกว่านี้ 

ภาพทั้งหมดช่างลางเลือน จ่ารีบเตือนสติของเจอร์ราร์ดให้วิ่งถือระเบิดเข้าไปยัดในป้อมปืนกล ก่อนที่ทั้งหมดจะวิ่งหลบระเบิดที่ถูกโยนเข้าไปข้างใน ร่างของเขากระเด็นออกไปนอนบนพื้นอีกฝั่ง แต่ไม่ได้เป็นอะไรมากนอกจากอาการเวียนหัวปืนกลถูกหยุดยิงและพังไปในที่สุด ทหารของพวกเขาก็เริ่มรุกคืบเข้ามาง่ายมากขึ้น 

ในขณะเดียวกันที่แสงอาทิตย์ขึ้นสู่เหนือน่านฟ้า เป็นสัญญาณของบางอย่าง เจอร์ราร์ดค่อยๆ ลุกขึ้นมองไปรอบๆ ตัวที่ร่างของทหารบางส่วนกำลังถูกขนกลับขึ้นเรืออย่างรวดเร็ว สถาการณ์เริ่มกลับมาดีขึ้นอีกครั้ง แต่ไม่ใช่สำหรับเขา

ดวงตาสีเฮเซลจ้องมองร่างของน้องชายที่นอนนิ่งอยู่บนพื้น เรย์ส่ายหัวในมือเต็มไปด้วยผ้าที่เปื้อนเลือด อีกฝั่งในซากเรือ เจอร์ราร์ดยังคงเห็นร่างของแฟรงค์นอนอยู่ ไม่มีวี่แววของชีวิต

Never coming home
And all the things that you never ever told me
And all the smiles that are ever gonna haunt me


บทเพลงสุดท้าย เจอร์ราร์ดยังจำมันได้ดี หลังสิ้นสุดสงครามของเขา สิ่งที่ตามหลอกหลอนคือใบหน้าที่เจ็บปวดของน้องชายก่อนตาย 

เขายังจำได้ดี

เขาทำสิ่งที่ตั้งหวังไว้ไม่ได้ และเดินกลับบ้านมาเพียงลำพัง  ความรู้สึกผิดเกาะกุมจิตใจ เช่นเดียวกันกับตอนนี้ แม่อ้าแขนกอดเขาแนบแน่น...ร้องไห้ราวใจสลายเมื่อได้รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนที่เจอร์ราร์ดจะกลับบ้านมาบอก ทางการได้แจ้งให้รู้แล้วหลังจากวันที่ตรวจสอบพื้นที่ว่า ไมค์กี้ เวย์ ได้เสียชีิวิตในหน้าที่แล้ว

Never coming home
And all the wounds that are ever gonna scar me
For all the ghosts that are never gonna…
 
คนที่จากโลกนี้ไปแล้ว
ไม่มีทางกลับมายังโลกนี้ได้อีกแล้ว…
แต่ความทรงจำยังคงหลอกหลอนอยู่ร่ำไป
Song : The Ghost Of You
Artist : My Chemical Romance (MCR)
Album : The Ghost Of you
Writers : Matt Pelissier, Gerard Way, Mikey Way, Frank Iero, Ray Toro

- Short Story Song Meaning -




SHARE
Written in this book
Story Song Meaning
เรื่องสั้นที่ถูกแต่งขึ้นโดยอิงมาจากความหมายของเพลงนั้นๆ

Comments

Janiva
2 days ago
ฉลองให้กับการกลับมารีบูเนียนของ mcr เรารักวงนี้มาก เหมือนโตมากับมัน ชอบเพลงนี้มากเพราะมันบาดลึก คือ mcr คือที่สุด
Reply
SKULL
2 days ago
เห็นด้วยครับ
K_Kabot
2 days ago
เขียนดีมากๆครับ
Reply
SKULL
1 day ago
ขอบคุณครับ
Stormwind
7 hours ago
เยี่ยมไปเลยครับ
Reply
SKULL
7 hours ago
:D