3 ข้อดีที่คนอ่อนไหวเขียนไดอารี่แล้วดีขึ้น
คุณเป็นคนหนึ่งที่อ่อนไหวหรือเปล่า รู้สึกอินกับทุกเรื่องที่เจอ แค่เรื่องเล็กๆ อย่างเช่น ฟ้าใส ดอกไม้สวย ก็รู้สึกฟิน เวลาดูซีรีย์แล้วมีฉากซึ้งๆ ก็น้ำตาไหลง่าย เวลามีใครเล่าอะไรให้ฟัง รู้สึกเหมือนเป็นคนๆ นั้นเลย เพื่อนบางคนถึงกับบอกว่า ยังไม่ได้ถามเธอ แต่เธอก็บอกคำตอบให้ก่อนเลย 

และถ้าเริ่มมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น จะรับรู้ก่อนใคร แต่คนอื่นกลับไม่ยินดียินร้ายอะไรเลย หลายครั้งมีคนชอบบอกว่า อารมณ์เธอเปลี่ยนไปมา เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง หรือตัวเราเองรู้สึกว่า เวลาไม่สบายใจ มันยากที่จะจัดการความรู้สึกให้ดีขึ้น บางทีก็จมดิ่งไปกับมัน และถ้าคนที่เราแคร์ เขาไม่แคร์เราแล้ว ความรู้สึกน้อยใจก็ถาโถมเข้ามาจนยากจะรับมือ

คนอ่อนไหวมักจะคิดว่าตัวเองไม่มีอะไรดี และคนอื่นๆ ก็มองอย่างนั้นเช่นกัน แต่จริงๆ แล้ว เป็นเพราะเรายังไม่รู้จักตัวเองดีพอ ในทุกนิสัยมักมีทั้งด้านบวกและด้านลบอยู่ด้วยกันเสมอ เพียงแต่เราจะเลือกเอาด้านไหนมาใช้ และจะจัดการกับอารมณ์ด้านลบอย่างไร เพื่อให้เราใช้ชีวิตอย่างสมดุล เรามีคำตอบมาให้คุณด้วยวิธีการง่ายๆ ลองเขียนไดอารี่ (Diary) ทุกๆ วันดูสิ แล้วคุณจะรับรู้ได้เลยว่า คุณดีขึ้นกว่าก่อนเยอะเลยนะ

1. ไดอารี่ช่วยให้คนอ่อนไหวรู้จักและเข้าใจตัวเอง
ลองเขียนบันทึกประจำวันลงไปในไดอารี่ เพื่อติดตามดูอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง ว่าวันนี้เราอ่อนไหวกับเรื่องอะไร มีเรื่องไหนที่เป็นเรื่องดีทำให้เราสบายใจ เมื่อเราบันทึกลงไป เราจะซึมซับความรู้สึกนั้นไว้ได้นาน ช่วยให้อารมณ์เราคงที่ในด้านบวกมากขึ้น และเรื่องไหนที่ทำให้ไม่สบายใจ เราจะได้รับรู้ว่า กราฟความรู้สึกอ่อนไหวที่ติดลบนั้น มันขึ้นลงเป็นธรรมดา หรือว่าดำดิ่ง ติดลบนานจนเกินไป เมื่อเรารู้กราฟความรู้สึกของตัวเองได้เมื่อไหร่ เราจะควบคุมมันได้เมื่อนั้น

เช่น “วันนี้ฝนตก รู้สึกเศร้า แต่ไม่รู้ว่าเศร้าอะไร” เราจะได้รับรู้ว่าใจเราอ่อนไหว อารมณ์อยู่ในเชิงลบ อาจจะหาสาเหตุว่า เพราะอะไร แต่ถ้าไม่มีสาเหตุ อาจเพราะซึมซับเรื่องเศร้าๆ จากการดูละครดราม่ามากไป หรือฟังเพลงอกหักทั้งๆ ที่เราไม่ได้อกหัก นั่นอาจจะเป็นคำตอบว่า ทำไมเราจึงเศร้าง่าย

และเมื่อเรารู้สาเหตุของอารมณ์เศร้า ที่มาจากการซึมซับเรื่องลบๆ เราจะได้เปลี่ยนพฤติกรรม หันไปดูละครที่สร้างแรงบันดาลใจ แนวโรแมนติกคอมเมดี้ หรืออาจจะฟังเพลงความหมายดีๆ มีท่วงทำนองที่ทำให้ใจเราเป็นสุข นานๆ ไป ใจเราก็จะสุขง่ายขึ้น และจะมีวันหนึ่งที่เราจะเขียนไดอารี่ด้วยความรู้สึกที่ว่า “วันนี้ฝนตก แต่กลับรู้สึกดีจัง รู้สึกโรแมนติก” ไม่แน่นะ คุณอาจจะได้ไอเดียดีๆ ไปใช้แต่งกลอน หรือคำคมซึ้งๆ เพราะอารมณ์ศิลปินกำลังมา


2. ไดอารี่ช่วยพัฒนาคนอ่อนไหว ให้ใช้ประโยชน์จากด้านดี
การเขียนขอบคุณทุกๆ วัน จะช่วยให้เรามีความรู้สึกด้านบวกเพิ่มขึ้น ให้เราใช้ความอ่อนไหวในด้านที่ดี พัฒนาจนกลายเป็นจุดแข็ง และความอ่อนไหวก็จะไม่ใช่ข้อเสียอีกต่อไป เมื่อคุณรู้จักตัวเองแล้ว คุณจะรู้เลยว่า มีข้อดีตั้งมากมาย ที่เรามองข้ามไปได้อย่างไรกันนะ เช่น คนอ่อนไหวเป็นคนที่มีความรู้สึกลึกซึ้ง เห็นอกเห็นใจผู้อื่น เข้าใจอะไรง่าย ซึมซับแนวคิดใหม่ๆ ได้อย่างดี มีความคิดสร้างสรรค์ ดูแลหัวใจตัวเองได้ดี ไวต่อความรู้สึกรอบข้าง เป็นต้น

คนอ่อนไหวเป็นคนโรแมนติก สามารถถ่ายทอดความรู้สึกส่งต่อไปยังคนอื่นได้ ศิลปินส่วนใหญ่ก็มีอารมณ์ที่อ่อนไหว จึงจะสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่เข้าถึงใจคนได้อย่างดี ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น คนอ่อนไหวจะสังเกตเห็นก่อนคนอื่น จะมองออกและเข้าใจ แม้ว่าคนๆ นั้นจะไม่พูดออกมาอย่างชัดเจนก็ตาม และสามารถบรรยายความรู้สึกให้อีกคนเข้าใจ พูดแทนคนอื่นได้

เมื่อเราเขียนไดอารี่ด้วยวิธีการเขียนขอบคุณทุกๆ วัน จะฝึกให้เราเป็นคนช่างสังเกต เมื่อเขียนบ่อยๆ เราจะชัดเจนในความรู้สึก และสามารถถ่ายทอดให้คนอื่นเข้าใจได้ดีขึ้น ความรู้สึกดีๆ ท่วมท้นออกมาผ่านตัวอักษร แล้วทุกวันก็กลายเป็นวันพิเศษ รู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย เริ่มใส่ใจดูแลตัวเอง รักตัวเอง การเขียนบันทึกความรู้สึกในแต่ละวัน ช่วยให้เรารู้จักและเข้าใจตัวเอง และเมื่อเราเข้าใจตัวเอง เราก็จะเข้าใจคนอื่นมากขึ้น ยิ่งเสริมให้จุดเด่นของความเห็นอกเห็นใจ เข้าใจอะไรง่าย ยิ่งเด่นชัดขึ้น


3. ไดอารี่ช่วยปรับอารมณ์อ่อนไหว เข้าสู่ภาวะสมดุล
แรกๆ เราอาจจะยังไม่รู้จักตัวเองดีพอ จึงไม่เข้าใจตัวเองว่า ทำไมบางครั้งก็สุขมาก และบางทีก็เศร้ามากไป ดูเหมือนจะควบคุมได้ยาก แต่จริงๆ แล้วเราสามารถควบคุมความรู้สึกของตัวเองได้ ด้วยการเขียนไดอารี่ทุกวัน เพียงวันละ 5-10 นาที ดังนี้

- ปรับอารมณ์เศร้า ให้กลายเป็นสุข ด้วยวิธีการเขียนขอบคุณ หาเรื่องที่จะเขียนขอบคุณให้ได้ทุกๆ วัน เรื่องธรรมดาๆ ที่เคยชิน จะกลายเป็นเรื่องไม่ธรรมดาสำหรับเรา แล้วเรื่องราวดีๆ จะมีเพิ่มขึ้นทุกวัน และในขณะเดียวกันจะฝึกให้เราไม่สุขจนเกินไป ไม่ตื่นเต้นง่าย ไม่อ่อนไหวจนเกินงาม และไม่เศร้าจนเกินพอดี เพราะรับรู้ได้ว่า เรื่องราวที่เราเขียนในแต่ละเรื่องนั้น ไม่นานมันก็จะผ่านไป

- มองข้ามบางเรื่อง กลับมาโฟกัสในเรื่องที่สำคัญ ด้วยวิธีการเลือกเขียนเฉพาะเรื่องสำคัญเพียง 2-3 เรื่องต่อวัน การเลือกเขียนแค่เรื่องสำคัญ ฝึกให้เราตัดสินใจ คัดเฉพาะเรื่องที่ควรเขียน และตัดในเรื่องที่ไม่ควรใส่ใจ ทำให้เรามองข้ามเรื่องหยุมหยิมไปได้ ใส่ใจรายละเอียดเฉพาะเรื่องที่ควรใส่ใจ

- ปล่อยวางความรู้สึก ให้มาอยู่กับปัจจุบัน ด้วยการเขียนบันทึกประจำวัน หากวันทั้งวัน มีเรื่องไม่ดีเข้ามา หรือเรายึดติดกับบทบาทหน้าที่ที่เราทำ เช่น นักแสดงที่อินกับบทดราม่า คนทำงานที่คิดถึงแต่คำนินทาจากเพื่อนร่วมงาน หรือรู้สึกเหนื่อยจากการทำงานหนัก 

ลองหาข้อดีให้เจอ ว่าสิ่งเหล่านั้นฝึกอะไรเราได้บ้าง เราคิดถึงตัวเองมากไปหรือไม่ เราลืมอะไรไปหรือเปล่า ลองเขียนขอบคุณจากสิ่งเหล่านั้นให้ได้ เพื่อที่เราจะได้ปล่อยวางมันลง หรือทิ้งมันไป แล้วกลับมาอยู่กับปัจจุบัน เพราะเรามีอะไรที่ต้องทำอีกเยอะ มีสิ่งที่สำคัญกว่านั้น และถ้าเรามีเป้าหมายชีวิต เราจะรู้เลยว่า ถ้าสิ่งนั้นทำให้เราเข้าใกล้เป้าหมายได้ เราควรจะกำมันไว้ แต่ถ้าทำให้เราห่างไกลออกไป เราควรจะทิ้งมัน

- พลิกความรู้สึกลบ ให้เป็นเรื่องบวก ด้วยการเขียนสิ่งที่ได้เรียนรู้จากเรื่องที่ไม่ดี การเขียนขอบคุณว่าสิ่งนั้นทำให้เราได้เรียนรู้อะไร ช่วยให้คนอ่อนไหวมองอะไรได้อย่างสร้างสรรค์มากขึ้น แม้ในเรื่องที่คนอื่นมองไม่ดี เราจะสามารถหาข้อดี และใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้นได้ สุดท้ายจะรับรู้ได้ว่า “ทุกเรื่องที่เข้ามา มีแต่ดีกับดี” ดีเพราะฝึกให้เราเก่งและแกร่งขึ้น ดีเพราะมาช่วยเปลี่ยนแปลงเรา ดีเพราะทำให้เรารู้ในสิ่งที่ควรรู้

- ซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเอง ด้วยการเขียนบันทึกประจำวัน ช่วยปรับปรุงนิสัยเราให้ดีขึ้น การเขียนไดอารี่เป็นการทบทวนตัวเอง ทำให้เรารู้ว่า อะไรควร หรือไม่ควร เราจะเข้าใจสาเหตุของอารมณ์นั้น และปรับให้มันดีขึ้นได้ 

เช่น อาการน้อยใจ จะเกิดขึ้นเฉพาะคนที่เราให้ความสำคัญ แต่ถ้าเราสังเกตเห็นว่าเขาไม่แคร์ แสดงว่าเราให้ความสำคัญผิดคน เพราะคนที่แคร์ เขาจะใส่ใจ ไม่ทำให้เราคิดน้อยใจ นั่นทำให้เรารู้ว่า คนๆ นั้นไม่ได้แคร์เราจริง จึงควรก้าวออกมาจากความสัมพันธ์นั้นโดยเร็ว แต่ถ้าเป็นคนที่ต้องแคร์ เช่น คนในครอบครัว หาข้อดีของเขาให้เจอ และปรับที่ใจเราแทน

ถ้าเรารู้สึกว่าตัวเองถูกรังแก หรือถูกทำร้ายจิตใจ เราจะได้กลับมาทบทวนว่า เป็นเพราะเราวางตัวอย่างไร เขาจึงทำร้ายเราได้อย่างนั้น หรือเพราะเราอนุญาตให้เขาทำได้โดยไม่รู้ตัว เราจะได้เกิดการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองจากภายใน และจะส่งผลให้เรื่องร้ายๆ เหล่านั้น เกิดขึ้นกับเราน้อยลง
สุดท้าย การเขียนไดอารี่ 
จะทำให้เรารู้จักแยกแยะความรู้สึกอ่อนไหวที่เกิดขึ้นได้ 
ว่าสิ่งที่เรารู้สึกเกิดมาจากเราเอง 
หรือเรารับรู้ความรู้สึกของคนอื่น 
แล้วนึกว่าเป็นความรู้สึกของเราเอง 

เมื่อเราแยกแยะได้ เราจะไม่นำความรู้สึกของคนอื่น
ที่มาระบายหรือใส่อารมณ์กับเรา มาใส่ไว้ในใจเรานานๆ 
เพียงแค่เข้าใจ และปล่อยวางมันลงไป 
ไม่เอาเรื่องของเขา มาเป็นเรื่องของเราเอง 

ถึงเวลาแล้ว ที่คนอ่อนไหว จะกลับมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อค้นพบตัวเองในมุมใหม่ หากคุณลองเขียนไดอารี่อย่างสม่ำเสมอ คุณจะเห็นเลยว่าชีวิตดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ มองเห็นข้อดีในตัวเอง แล้วข้อดีนั้นก็กลายเป็นจุดเด่นขึ้นมา

คุณจะเป็นอีกคนที่ในอนาคต อาจจะกลายเป็นศิลปินที่สร้างผลงานคุณภาพ ช่วยสร้างแรงบันดาลใจ ทำให้ผู้คนมีความสุข หรือจะเป็นนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ เป็นหมอที่เข้าถึงและเข้าใจความรู้สึกของผู้ป่วยได้อย่างดี ทำให้เขามีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตต่อไป หรืออาจจะเป็นนักพูด โค้ช ครูอาจารย์ที่สามารถถ่ายทอดความรู้ด้วยคำพูดที่แสนเรียบง่าย แต่คนฟังเข้าใจและนำไปปรับใช้ได้จริง และอาจจะเป็นนักพยากรณ์อากาศ ผู้ประกาศข่าว ที่ช่างสังเกตและไวต่อสิ่งรอบตัว สามารถสื่อสารให้คนได้รับรู้และเตรียมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ทัน 
ทำความฝันที่คุณหวังให้เป็นจริง 
ใช้ความอ่อนไหวที่มีสร้างสิ่งดีๆ 
ให้โลกได้รับรู้กันไปเลย... 

อ้างอิง
- https://www.huffpost.com/entry/advantages-of-being-highl_b_6141146


Writer: takuma ^ ^
Cr: photo from app Canva
=========
คัดลอกบทความมาจาก www.cheer-up.lnwshop.com/article
สนใจอ่านบทความพร้อมภาพประกอบได้จากเว็บนั้นนะคะ
แต่จะทะยอยลงใน storylog เพื่อความสะดวกอีกทางหนึ่งค่า
SHARE
Written in this book
Start your new life by Diary
ไดอารี่ช่วยให้ชีวิตสุขสำเร็จได้อย่างไร ไปแลกัน!
Writer
takumacheerup
Writer
เป็นกำลังใจให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

Comments

jiraporngift
7 days ago
ขอบคุณมากค่ะกำลังรู้สึกแบบนี้เหมือนกันค่ะ ดีใจได้ศึกษาแนวทางการเขียน และทำความเข้าใจตัวเองค่ะ จะติดตามอ่านต่อๆไปค่ะ😀
Reply
takumacheerup
7 days ago
ขอบคุณมากๆ ค่า ☺️