When I Grow up
วันที่ผมตัดสินใจนั่งอยู่เฉยๆ ในวันๆ หนึ่ง ภายในห้องทำงานของตนเอง คิดงานวาดไม่ออก ผมก็มักจะนั่งอยู่เฉยๆ จนกว่าจะมีไอเดียที่ดีพอที่จะทำ มือควงเมาท์ปากกาเล่นไปเรื่อย ในหัวสมองก็โล่งไปหมด ตามความเป็นจริง มันไม่เคยว่างหรอก มันเรื่อยเปื่อย ในแบบที่อยู่ๆ ก็ปุบปัปขึ้นมา ผมเริ่มคิดถึงวัยเด็กของตัวเอง นั่นแหละ มันถึงเกิดเรื่องราวเหล่านี้ขึ้น

ในวัยเด็ก ผมจำได้ว่าตัวผมเองนั้น เป็นเด็กที่มีความสุขที่สุด...ตอนนั้นมันก็แค่ช่วงเวลาที่พ่อกับแม่ยังอยู่ด้วยกัน ผมมีพี่สาวที่ดูแลผมตลอดเวลา คิดแล้วชีวิตก็ดูดีในระดับหนึ่ง ได้ทำโน่นทำนี่ในแบบที่ตัวเองต้องการ สามารถทำอะไรได้โดยไม่ต้องอาย หรือคอยสร้างภาพพจน์ให้ตัวเอง มันดูสบายใจและไม่มีอะไรต้องกังวล ข้อดีของวัยเด็ก คือการได้มีความสุขอย่างเต็มที่ และค่อยๆ เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน ทุกอย่างล้วนเป็นตัวเลือกของพ่อแม่ที่เลือกหยิบยื่นให้ลูกเกือบทั้งหมด

เมื่อผมอายุสิบเอ็ด อยู่ๆ พ่อก็ตัดสินใจหย่าขาดกับแม่ โดยที่ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่มีแม้แต่สัญญาณของการทะเลาะเบาะแว้ง จนมารู้ในภายหลังว่าพวกเขาไม่ต้องการให้ผมเติบโตมาเป็นเด็กมีปัญหา จึงเลี่ยงที่จะยังไม่บอกอะไร จนกว่าจะรู้เอง และเพราะแบบนั้น มันคือความกลัวสิ่งผิดพลาดของผู้ใหญ่ ข้อแรกที่ผมรู้

หลังพ้นช่วงซบเซา ผมกับพี่สาวก็ต้องแยกกัน แม่เอาพี่ไปอยู่ด้วย ส่วนผมไปอยู่กับพ่อ ในวันแรกผมไม่ชินที่ตื่นมาแล้วพบไข่ดาวไหม้ๆ ของพ่อ และนอนหลับโดยที่ประตูไม่ได้แง้มให้แสงลอดผ่านเข้ามา คุณก็รู้ จินตนาการของเด็กมันซับซ้อนยิ่งกว่าอะไร ความกลัวเป็นของคู่กัน ผมฝันร้ายติดต่อกันหลายอาทิตย์จนพ่อมารู้ทีหลัง และปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงดูผมใหม่ ปรับความเข้าใจกัน เขาทำได้ดีเลยทีเดียว เมื่อควบคู่ไปกับงานที่เขาทำนั่นแล้ว

ผมไม่เคยนึกโกรธหรือเกลียดเขาหรอกที่แยกเราออกจากกัน หรือมันอาจจะเป็นความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย มันอาจมีเหตุผลที่เข้าใจได้ และผมไม่เคยตั้งคำถามให้พ่อหนักใจ 

มันก็คงจะเป็นอะไรที่ทุลักทุเลเมื่อพ่อกับลูกชายอยู่กันแค่สองคนโดยไม่มีแม่คอยตักเตือน หรือห้ามอะไร เวลาเราทำอะไรแปลกๆ กับอาหารที่เราทำขึ้นมาใหม่ด้วยส่วนผสมที่มั่วซั่วจนกินไม่ได้ มันก็เลยทำให้ผมต้องไปซื้อของกินที่โรงอาหารของโรงเรียนแทน มันก็เป็นแบบนั้นอยู่เกือบเดือน ก่อนที่พ่อจะเรียนรู้วิธีการทำอาหาร ซึ่งมันทำให้ชีวิตผมดูดีขึ้นมาถนัดตา

พอผมอายุสิบหก เริ่มกลายเป็นวัยรุ่น พ่อของผมค่อนข้างเคร่งเรื่องผู้หญิง และพ่อชอบบอกว่าถ้าพวกเธอขอให้ช่วยถืออะไร อย่าคิดว่าเธอจะให้ถือแค่ของชิ้นเดียว เพราะเดี๋ยวมันก็เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ จนแขนแทบรับไม่ไหว นั่นก็แค่เป็นสิ่งที่พ่อเคยเจอมาสมัยที่ออกเดทกับแม่สมัยหนุ่มๆสาวๆ

มันก็ดูเป็นอะไรที่ตลกดีเกี่ยวกับประสบการณ์เรื่องผู้หญิงของเขา ผมค่อนข้างไม่ใช่พวกที่ออกนอกลู่นอกทางเท่าไร โดยรวมถือว่าเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีอะไรโดดเด่นนอกจากการวาดรูปและแต่งเพลง มันเป็นความสามารถที่ใครๆ ก็ทำได้หากตั้งใจจริง ช่วงนั้นคงจะเป็นช่วงที่ชีวิตของผมผกผันสุดๆ ลองอะไรหลายๆ อย่างโดยไม่คิดถึงข้อจำกัดของตัวเองจนได้แผลมาบ้างก็มี เช่นการเข้าทีมบาสเก็ตบอล เป็นมือกีตาร์ในวงของเพื่อนที่รู้จักกัน เข้าร่วมวงร้องประสานเสียง ( ผมไม่อยากฟังเสียงตัวเองหรอก ถึงได้ออกมาหลังจากจบไปเพลงแรกที่เข้าทดสอบไงล่ะ )การทำอะไรผาดโผนอย่างเล่นสเก็ตบอร์ด เข้าร่วมค่ายวิทยาศาสตร์ที่ไม่มีอะไรน่าสนใจนอกจากทดลองอะไรแปลกๆ เข้าร่วมการสนทนาเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าซิมไบโอต บลา บลา บลา...

เยอะจนผมคิดว่าไม่เหลืออะไรให้ทำแล้ว แต่ผมก็แปลกใจที่ตนเองอยู่คนละด้านกับใครหลายคน พวกเขาพูดว่าผมเป็นมนุษย์ที่แปลกสุดๆ เพราะนอกจากเพื่อนจะเยอะเป็นกระตักจากการเข้าร่วมอะไรหลายๆ อย่าง ผมยังมีความคิดที่แปลกหลุดโลก ขอบคุณที่พวกเขาพูดแบบนั้น แต่ผมก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองแปลกยังไงอยู่ดี

ถ้าคุณถามว่าผมยิ้มบ่อย พูดบ่อยรึเปล่า ถึงได้เพื่อนเยอะ ...นี่ ของเหล่านั้นอาจไม่จำเป็น บางครั้งคุณอาจไม่พูดเยอะ ไม่ต้องฝืนยิ้มถ้าไม่อยาก เพียงแค่จริงใจและพูดอย่างตรงไปตรงมา ผมรู้ว่าการทำแบบนี้มันใช้ชีวิตยากแน่ในสังคมทุกวันนี้ แต่เพราะแบบนั้น กำลังใจในการใช้ชีวิตจึงสำคัญไงล่ะ จากใครสักคน อาจไม่ใช่คนรู้จัก หรือคุณเองก็สามารถสร้างด้านบวกด้วยหัวใจของคุณได้เช่นกัน

มุมมองมีเป็นล้าน แต่สิ่งที่ผู้คนเห็นมักเป็นมุมมองด้านเดียวในบางครั้ง ถ้าเปิดใจอย่างเงียบเฉียบ พวกเขาจะได้ยินเสียงสะท้อนมากมาย ที่บอกพวกเขาว่า เรื่องทั้งหมด ไม่ได้มีเพียงแค่ด้านเดียว


นั่น คือสิ่งที่ผมเรียนรู้ตอนที่เพ่ิงเป็นแค่เด็กบ้าคนหนึ่งในสายตาของผู้คน ที่ชอบทำอะไรแปลกๆ ให้คนอื่นหัวเราะเสมอ

มันผิดจากบุคลิกจริงๆ ของผมนัก ก็จริงอยู่ที่ความคิดของผมมันอาจจะดูมืดดำและรุนแรงในบางครั้งบางครา แต่นั่นมันก็แค่สิ่งที่เก็บงำเอาไว้ เหมือนใครหลายๆ คน

เมื่อผมอายุสิบแปด มันเป็นอายุที่ต้องการอยากจะลองอะไร "ใหม่ๆ" หากคุณรู้ล่ะก็ คุณอาจจะคิดถูกว่าสิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้มันคืออะไร มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ถ้ามนุษย์จะคิดเรื่องเพศตรงข้ามบ้่างเป็นธรรมชาติ และอยากจะลองทำสิ่งที่แปลกและแตกต่าง 

เข้าช่วงนั้นเพื่อนของผมเริ่มสูบบุหรี่และสไตล์ชีวิตมันก็เปลี่ยนไปตามเวลา ต่างคนต่างมีแฟนสาว ในขณะที่ผมยังดูเหมือนเด็กไฮสคูลใสๆ ที่ยังไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนั้นเพราะไม่คิดที่จะสนใจอะไรแบบนั้นอยู่แล้ว ผมพบว่าตัวเองเป็นไบเซ็กชวล ไม่ได้ชอบเพศไหนมากกว่ากัน และบางครั้งอาจไม่ใส่ใจเรื่องแบบนั้นด้วยซ้ำ

นั่นสิ แปลก

ผมคิดว่า การอยู่คนเดียวมันดีกว่า เพราะอิสระที่หาได้ช่วงเวลาหนึ่งยาวๆ ก่อนจะลำบากช่วงวัยแก่ซึ่งผมก็รู้แหละว่ามันจะต้องจัดการตัวเองยังไงให้ไม่ใช้ชีวิตคนเดียวลำบากมากเกินไป พ่อบอกว่าความคิดของผมมันแตกต่างจากเด็กวัยเดียวกัน อาจจะมีผลกระทบบางอย่างหรือการที่พวกเราพ่อลูกบากบั่นกันมาหลายปีโดยไม่มีแม่ ทำให้ทัศนคติของผมส่วนใหญ่จะมาจากพ่อที่ชอบความอิสระเหมือนกัน

บางครั้ง ผมก็ไตร่ตรองอะไรในชีวิตหลายๆ อย่างช่วงใกล้จะเข้ามหาวิทยาลัย เราย้ายไปอยู่นิวยอร์ก เมืองใหญ่ที่น่ารำคาญด้วยเสียงรถ ปวดหัวด้วยผู้คนบางกลุ่ม และลงเอยด้วยชีวิตที่แสนธรรมดา พ่อยังคงทำงานเดิมคือการทำธุระกิจร้านกาแฟ มันก็ดูเข้ากับเขาดีนั่นแหละ ส่วนใหญ่ผมก็จะไปขลุกตัวที่ร้านของพ่อ ใช้ไวไฟโดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีบิลมาวางตรงหน้า บางครั้งผมก็ช่วยงานบ้างช่วงวันหยุด

นั่นก็เป็นการย้ายบ้านเพียงครั้งแรกและครั้งเดียว ผมกับแม่และพี่ยังติดต่อกันอยู่ ความสัมพันธ์พวกเราไม่ได้แตกร้าวอะไร แต่ก็มีบ้างที่ผมกับพ่อไม่ลงรอยกันอย่างรุนแรง มันทำให้ผมมีปัญหาเรื่องอารมณ์อยู่ช่วงหนึ่ง แต่ดีขึ้นในที่สุด 

ผมคิดว่าตัวเองไม่รู้อะไรหลายอย่าง ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชีวิตของผมก็ลุ่มๆ ดอนๆ อยู่กับการฝึกงานและสร้างผลงานยื่นส่วนใหญ่ เมื่อย้อนคิดเรื่องของตัวเอง มันก็ทำให้รู้สึกขำไม่ออก และไม่รู้พูดยังไงอีกด้วย

ผมคิดว่า ตัวเองโชคดีมากๆ ที่ระหว่างการเดินทางของชีวิต ไม่เผลอตกลงไปข้างล่างของก้นเหวจนหาทางขึ้นไม่ได้ อย่างน้อย ผมก็ยังควบคุมหลายๆ สิ่งได้ ผิดกับตอนนี้ ปัจจุบันที่อะไรหลายๆ อย่างมันเปลี่ยนไปอย่างโหดร้าย ผมค่อยๆ ชินชาและปรับตัวเข้ากับมันโดยยังคงตัวตนของตัวเองเอาไว้ นิสัยที่คงเดิม ทำให้เพื่อนหลายคนยังคงจำผมได้ เมื่อเจอกันในวันเลี้ยงรุ่น

ใช่ ตอนนี้สิ ผมย้อนอดีตไปนานแค่ไหนก็ไม่รู้ แต่ระหว่างที่หัวโล่งๆ นี่ก็ทำให้คิดอะไรได้ขึ้นเยอะ ตอนนี้ ผมรู้แล้วล่ะ ว่าจะทำอะไรต่อไป

ขอบคุณพ่อและแม่ พี่สาวของผม ที่คอยสร้างเกราะป้องกันให้ผมเสมอมา 
และสิ่งที่ผมทำ ผมหวังว่ามันจะดีขึ้นในอนาคต 

S K U L L
SHARE

Comments

Lotoflost
6 days ago
Keep going, dude.
Reply
SKULL
5 days ago
Thank for your support :D