Still

วันหนึ่ง, เราอาจะนั่งตรงข้ามกันโดยไม่หลงเหลือความสัมพันธ์ใด ๆ 


แคปชั่นใต้รูปภาพในอินสตาแกรมของผมเมื่อธันวาคมปีก่อน ผุดเข้ามาในหัวของผมทันทีอย่างไม่ทันตั้งตัว หลังจากที่ผมเห็น เขา

นั่งอยู่ตรงนั้น
กับใครอีกคนที่ไม่ใช่ผม





วัยเด็ก ผมไม่ใช่คนที่ชอบดูหนังในโรงภาพยนตร์มากเท่าไหร่ แทบจะนับเรื่องได้ว่าดูเรื่องอะไรไปบ้าง เพราะคงมีแต่ Harry Potter and the Half-Blood Prince กับหนังไทยที่ครอบครัวอยากดูไม่กี่เรื่อง


จุดเปลี่ยนของผมคงอยู่ที่ตอนเรียนมัธยมปลาย ตอนที่ผมรู้จักกับเขา


คนที่เข้ามาอยู่ในวงโคจรชีวิตของผมตลอดเวลา(จริง ๆ แล้วเป็นผมเองที่เข้าไปอยู่ในวงโคจรของเขา)

นับจากวันนั้นเขาก็อยู่ในความคิดของผมอยู่เสมอ
อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


ถึงเรื่องมันจะผ่านมาตั้ง 3-4 ปีตั้งแต่ตอนที่ผมรู้สึกตกหลุมรักเขาก็ตาม
เขาก็ยังอยู่ในหัวของผมเสมอ

เวลานั่งรถไฟฟ้า ผมก็มักจะคิดเสมอว่า เขาจะอยู่ในขบวนเดียวกันกับผมไหม

เวลาผมไปเดินเล่นที่สยามหรือที่ไหนสักที่ ผมก็มักจะคิดว่า เขาจะมาเดินเล่นแถวนี้ด้วยไหม

เวลาผมไปกินข้าวที่ที่เคยกินกับเขา เขาจะนึกถึงตอนที่เรากินข้าวด้วยกันไหม

เวลาที่ผมอยู่ตัวคนเดียวและกำลังคิดถึงเขา เขาจะคิดถึงผมเหมือนที่ผมคิดถึงเขาบ้างไหม

เวลาผมไปดูหนังทุกครั้ง ไม่ว่าจะกับเพื่อน ครอบครัว คนรัก กับใคร(ก็ตาม)


ผมมักจะคิดว่าที่ตรงนั้นมีเขาอยู่เสมอ



ผมเริ่มชอบดูหนัง
ก็ตอนที่เขา
เข้ามาในชีวิตผม



เขามักจะชวนผมไปดูหนังอยู่เสมอ ช่วงที่เรียน ม.ปลาย โรงเรียนเดียวกัน คงอาจจะเป็นเพราะเราเป็นรูมเมทกันแหละมั้ง

หนังที่เขาชวนผมดูแทบทุกเรื่องเหมือนทำให้ผมรู้จักรสนิยม (อาจจะเพียงผิวเผิน) ว่าเขาคงไม่ตัดสินใจดูหนังรักสายวายหรอก เพราะตั้งแต่ที่รู้จักกันมา เราสองคนไม่เคยดูหนังแนวนี้ด้วยกันเลย

(ผมเคยเกือบเอาดีด้านนิเทศฯ ก็เพราะเขาด้วยนั้นแหละ)


และเมื่อวานนี้เอง วันที่ผมว่าง หลังจากสอนพิเศษเสร็จ ผมก็ได้นัดดูหนังกับเพื่อนสนิทของผมที่เรียนอยู่มหาลัยแถวนั้น

ผมอยากเอาเวลาให้โรงหนังบ้าง
เพราะตั้งแต่เรียนจบ ม.ปลายมา
ผมก็ไม่ได้ดูหนังในโรงบ่อยเท่าไหร่เลย
นาน ๆ ครั้ง มาก ๆ

กลุ่มเพื่อนผมที่ จุฬาฯ
ไม่ค่อยมีเวลาว่างตรงกันเท่าไหร่
แต่พวกมันคงไม่ค่อยชอบดูหนังแหละ (มั้ง?)


ผมรีบขึ้นบันไดเลื่อนไปที่ตู้กดบัตร เพราะกลัวว่าที่นั่งที่อยู่โซนตรงกลางจะมีคนจองไว้เสียก่อน โชคดีที่รอบนั้นคนไม่ได้เยอะเหมือนรอบถัดไป


ผมเลือกที่นั่งแถว G ฝั่งทางซ้าย ชิดติดริมทางเดินตรงกลาง ไม่รู้สิ ถ้านั่งขอบเกินมันคงเอียงไป แต่เพื่อนของผมมันก็หวังดี จากราคาบัตร MGEN ที่เหลือ 220 ก็หวังดีอยากให้ผมจ่ายน้อยลง ด้วยการอยากที่จะใส่โค้ดโปรโมชั่นลดของค่ายมือถือที่มันใช้ โดยที่เผลอไปกดปุ่มหน้าแรกและไม่ยกเลิกที่นั่ง (วร้อยยยยย)

ก็เลยเปลี่ยนไปกดตู้ที่มีพนักงานยืนอยู่แทน แต่ต้องเปลี่ยนที่นั่งเพราะที่นั่งที่กำลังจะจ่ายเมื่อกี้ มันไม่สามารถทำรายการได้อีกแล้ว ก็เลยต้องเปลี่ยนที่นั่ง ย้ายมานั่ง ฝั่งขวาของแถว G ซึ่งก็เหมือนเดิม

สามที่นั่งติดริมทางเดินตรงกลาง


เรามาถึงก่อนเวลาสักพักหนึ่ง ในช่วงระหว่างที่รอ
อาจารย์ที่โรงเรียนเก่าของผมก็โทรเข้ามา สงสัยคงมีธุระ

แกสนิทกับผมมาก ๆ มากพอที่ผมจะปรึกษาได้ในทุกเรื่อง

และเช่นเดียวกัน เรื่องความรัก
ผมยังพูดกับครูอยู่เลยก่อนจะวางสาย
ว่า

"ผมคิดถึงเขา"
ซึ่งผมก็พูดไปเล่น ๆ แต่รู้สึกจริง ๆ
เพราะรู้ว่าต้องแซวผมแน่ ๆ ซึ่งแม่งก็แซวกุจริง ๆ



ระหว่างขึ้นบันไดเลื่อนไปที่โรง 14

ผมหันหลังไปคุยกับเพื่อนของผมที่มาด้วยกัน
"มึงคิดว่ามันจะมาดูป้ะ"

"โว้ย ไม่มาหรอก"
มันตอบด้วยความรำคาญ เพราะคงเหนื่อยหน่ายกับผม ที่ชอบบ่นถึงเขาอยู่ตลอดเวลา



ผมชอบเปิด Airplane mode ตั้งแต่ตอนที่นั่งลงบนเก้าอี้ และเก็บมันลงในกระเป๋าแล้วตั้งที่ตัก
เอาไว้กอดหน่ะ เพราะแอร์มันหนาว

แต่ไม่รู้อะไรดลใจ
รอบนี้เอาโทรศัพท์ตั้งไว้ตรงช่องสำหรับวางแก้วน้ำที่ซื้อจากข้างหน้าโรงหนัง

หลังจากที่เพลงสรรเสริญจบ


จู่ ๆ เพื่อนผม มันก็ตาดี
หันไปเห็นว่าเขาเดินเข้ามานั่งแถวที่ถัดลงไปจากแถว G ก็คือที่นั่งฝั่งซ้ายถัดลงไปหนึ่งแถวจากที่เรากดจองในตอนแรก

แต่ในขณะเดียวกันเพื่อนรักของผมก็ดันทำโทรศัพท์ผมตกลงไปกับพื้น เป็นจังหวะที่ผมก้มลงไปหาพอดี


มันสะกิดและบอกผมตั้งแต่ตอนนั้น
ว่านั้น

เป็น เขา


วินาทีที่สายตาโฟกัสได้


ก็...






อืม...



ใช่ครับ


เขา

เขาคนนั้น
กับใครอีกคนซึ่งเป็นเพื่อน(แหละมั้ง?)
อยู่เพียงเยื้องตัวผมเท่านั้น

ผมสามารถเดินเพียงสามก้าว เพื่อไปถึงตัวเขา
แต่ก็ไม่ เพราะผมไม่รู้จะต้องทำยังไง

ในเมื่อหนังมันเริ่มฉายไปแล้ว


เพื่อนรักกุหัวเราะลั่นโรง แต่ดีที่เสียงเหล่านั้น
ไม่ได้ดึงดูดเขาให้หันมาทางผม 
แต่กลับเป็นความเงียบ กับท่าทางของเขา
ที่ทำให้ผมละสายตาจากเขาไปไม่ได้เลย


หนังก็หนังเหอะ
กุไม่ได้ดูเลยตั้งแต่ต้นเรื่อง
โอมก็โอมภวัตเหอะ มึงจะยังไงกุก็ไม่สนใจ

สิ่งที่วิ่งแล่นเข้ามาในหัวของผมตลอดช่วงเวลาความยาวของหนัง คือ

ภาพที่อยู่ตรงนั้น

ภาพที่เราเคยดูหนังด้วยกัน
ถึงจะไม่ได้ดูด้วยกันในสถานะคนรัก
หรือที่เรียกว่าแฟน

แต่ก็แอบคิดไม่ได้เลยว่าอยากนั่งอยู่ข้าง ๆ มึง


ที่ข้าง ๆ มึง มันเป็นกุไม่ได้เหรอ


หน่วงจนแบบถอนหายใจทุกสามนาที


ใจเต้นแรงไม่ใช่เพราะฉากจูบที่ของตัวละครทั้งสอง


แต่เป็นเพราะเขา


เขาเองที่อยู่ตรงนั้น


ภาพของดิว ไปจนถึงภพตอนโต และตอนเจอกับหลิว มีภาพเขาอยู่ในเฟรมสายตาของผมตลอด


ถ้ามีใครมาขอให้สปอยให้ฟัง

ก็คงตอบได้ว่า เขาแดกป๊อปคอนกับน้ำอัดลมน่าจะเซ็ทใน True Money ที่ลดราคา หรืออะไรสักอย่าง ซึ่งแม่งไม่เกี่ยวกับหนังเลย


หลังจากเอนเครดิตจบ
เขาก็หันมามองที่ฝั่งผมแล้วหล่ะ
แล้วก็สบตากับเพื่อนของผมทั้งสองด้วย
(มันมาเล่าให้ผมฟังตอนพวกเราออกมาไกลจากหน้าโรงแล้ว จริง ๆ ผมเป็นฝ่ายที่ถามด้วยแหละ ว่าเขามองมาที่พวกมึงด้วยเหรอ)

แต่เป็นผมเองที่หันหลังให้
และไม่พยายามสบตาใครคนไหน
เพื่อที่จะออกจากที่ตรงนั้นให้เร็วที่สุด


Hopin’ to subdue
The thought of you in my head.



ท้องของผมนั้นร้องไปหมด เพราะยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยตั้งแต่เที่ยง เรียนเสร็จรีบเบิ่งมาเตรียมสอนในส่วนที่เหลือ เพราะเมื่อคืนก่อนหน้าผมเคลียร์งานจนดึกดื่น

"ก็ไปเตรียมสิ"
เขาตอบดีเอ็มในอินสตาแกรมผมผลังจากที่ผมชวนคุยเมื่อช่วงเที่ยงคืนนิด ๆ ผมบอกกับเขาว่านอนไม่ได้ ยังไม่ได้เตรียมสอน

"ขก"
ผมตอบไปอย่างงั้น แต่จริง ๆ แล้วอยากคุยกับเขาอีก

seen.
ตั้งแต่ช่วงสาย ๆ ถ้าผมจำไม่ผิด ใช่ครับ
เขาไม่ตอบผมหลังจากที่ผมส่งข้อความสุดท้ายไป
แต่ไม่มีอะไรตอบกลับมา

ผมบังเอิญนึกถึงแชทที่คุยกันเมื่อคืน ซึ่งแม่งก็เหมือนผมคุยคนเดียวนั้นแหละ

แต่ด้วยความหิวมาก ๆ แบบกินควายได้ทั้งตัว
ก็เลยหาของกินแถวนั้นเลยละกัน เพื่อนของผมจะได้ไม่ต้องวนรถเพื่อไปส่งผมที่รถไฟฟ้า

ตอนแรกกะจะไปกินที่ตลาด ก็นั้นแหละสงสารมัน เด็กผญตัวเล็ก ๆ ที่ต้องขับมอเตอร์ไซต์ให้ผมซ้อน


เราตกลงกันได้ว่าจะกินราเมงข้อสอบ
ซึ่งผมพึ่งไปกินมาสัปดาห์ก่อน (แต่เป็นที่สามย่านมิตรทาวน์) พวกมันคงอยากกินมานานแล้วแหละ หลังจากที่เห็นผมลงสตอรี่ไปเมื่อวันก่อน

"คนบ้าอะไร ของกินที่อยากลองอยู่ใกล้แค่เอื้อมแต่ไม่เคยแดก"
ผมบอกพวกมันสองคนด้วยความหมั่นไส้

อันที่จริงผมก็เคยชวนเขาไปกินเหมือนกัน
เพราะเขาเองรีพลายสตอรี่ของผมมาเมื่อหลายวันก่อนว่า

"อร่อยไหม"
เป็นประโยคแรกที่เขาทักมาผ่านสตอรี่ราเมงข้อสอบนั่น หลังจากที่ผมบล้อคเขาไปเกือบปี
และพึ่งมาอันบล้อคออกเมื่อช่วงสัปดาห์หรือเดือนที่ผ่านมา

เพราะเอาเข้าจริง ๆ แล้ว
ต่อให้บล้อคเขา

ลบเพื่อนเขา

หรือทำอะไรก็ตาม

ผมก็มักจะติดตามเรื่องของเขาผ่านเพื่อนของผมที่รู้จักเขาอยู่ดี

เป็นวิธีมูฟออนแบบควาย ๆ ที่ไม่สำเร็จ สู้ให้เห็นเขาในสายตาคงจะดีกว่า (ซึ่งแม่งไม่จริงอยู่ดี)


I've been tryna find a way to numb all this pain since you've been away.

ตอนที่เดินไปถึงหน้าร้าน เขาเขียนระบุชัดเจนว่า "รับเฉพาะเงินสด"

ผมเองไม่ชอบพกเงินสดอยู่แล้ว และเพื่อนของผมแม่งมาจน กระเป๋าแฟ้บเอาตอนนี้

ทำให้เพื่อนของผมต้องเดินไปกดตังค์ที่ตู้ ATM ที่อยู่ใกล้ ๆ

ระหว่างที่เดินกลับมาที่ร้าน
และกำลังจะเปิดประตูเข้าไป

หางตาของผมเห็นเพื่อนผมที่มาด้วยกันแล้วแหละ ว่ามันเลิ่กลั่ก

ผมเลยรีบจับประตูเพื่อที่จะเดินเข้าร้านไป
ตั้งใจไว้แล้วว่าอยากให้เป็นมือข้างขวาที่เอื้อมไปเปิด

เพื่อจะได้เอี้ยวตัวไปทางอื่นตรงกันข้ามกับฝั่งที่เขากำลังเดินมา แต่ประตูมึงร้ายกับกุจัง

กุลืมไปว่าประตูที่เห็นเป็นกระจก
ไม่ใช่ประตูไม้ 

นังโง่
ผมด่าตัวเอง


วินาทีที่หันไป เขาก็ทักผมแล้ว


แต่ตอนนั้นในหัวของผม
มันไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่เลย


มันชา
มันตื้อ
มันกลวง

มันไม่มีอะไรเลยจริง ๆ


ถ้าตอนนั้นเท่าที่ผมรู้สึก ก็คงจะมีแต่คำถามที่ว่า
"ทำไมมึงถึงมาดูหนังกับคนอื่นในเรื่องที่กุชวนแล้วมึงปฏิเสธกุวะ"


แต่ผมก็ไม่ได้ถามออกไปหรอก


เพราะผมไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะถามออกไปแบบนั้นได้


และไม่ได้มีสถานะอะไรระหว่างกันตั้งแต่ตอนที่เรารู้จักกัน


ใช่ครับ
คำว่า "เพื่อน" ผมยังไม่รู้เลยว่าจะใช้กับเขาได้ไหม

"คนคุย" เหรอ ก็คงยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะเหมือนจะเป็นผมมากกว่าที่ชวนเขาคุยอยู่ฝ่ายเดียว นั้นคือแชทหนักขวามาโดยตลอด


แชทที่เราคุยกัน
ถ้าเขาตอบมาเป็นวลี
ผมมักจะตอบไปสองสามประโยค


ผมชอบอธิบาย เวลาเขาพิมพ์ถามบางอย่าง
แต่จริง ๆ อาจเป็นเพราะอยากคุยกับเขามากกว่า


เขาก็ถามว่า
"ไปสอนมาเหรอ"
"แล้วกินนี่เหรอ"
"สั่งยังไง"
"ต้องแลกเงินก่อนเหรอ"


ซึ่งผมจำคำตอบตัวเองตอนนั้นไม่ได้หรอก
เพราะเสียงของเขา มันกลบเสียงผมที่ตอบไปหมดแล้ว


ผมมักจะจำเสียงของเขา
ได้ดีกว่าเสียงของตัวเองเสมอ
เสียงเขายังเหมือนเดิม

เหมือนเดิมตลอดแม้กระทั่งรอยยิ้มที่ผมชอบ


ผมจำได้แค่ว่าผมตอบแบบห้วน ๆ
ประกอบกับสีหน้าที่ไม่ค่อยดีนัก


ถึงเขาจะทักทายผมด้วยรอยยิ้มที่สดใส ด้วยการเดินมากระโดดโบกมืออยู่ข้างนอก

ก็ไม่ทำให้ผมหลุดออกจากความหน่วงที่ผมสร้างขึ้นมาเอง


"รอยยิ้มนั่น มันไม่ใช่ของกุสินะ"
ผมคิดในใจ เป็นครั้งที่สามล้าน
(แบบไม่ได้นับจริง ๆ หรอก)

แต่เป็นความคิดที่ผมเองอยากเป็นเจ้าของรอยยิ้มนั้นอยู่ตลอดเวลา



เขาจะเดินเข้ามากินเลยก็ได้
เพราะถามวิธีเสร็จสรรพแล้ว
แต่ก็เลือกที่จะไปกินอย่างอื่น

ในใจของผมแอบคิดว่า
"หรือมึงจะเก็บไว้กินกับกูวะ"
เพราะผมเคยชวนเขาไว้ว่าถ้าเขาว่าง
อยากให้เขามา

แต่ผมทำได้แค่เข้าข้างตัวเอง

น่าเสียดาย
แต่ผมหน่วงไม่ไหว

ผมไม่อยากรู้สึกอะไรกับเขาอีกแล้ว

I don't wanna feel anymore.

ผมหวังว่า


วันหนึ่ง, ผมจะ



SHARE
Written in this book
One day, I will
เรื่องราวความรู้สึกของผมที่มีต่อเขา ผมมักจะจดจำเรื่องราวต่าง ๆ ได้เสมอ มันมีทั้งช่วงที่มีความสุข ทุกข์ ผสมปนเปกันไป แต่ไม่ว่าจะมีความสุขยังไง สุดท้ายก็เอยที่เดิมคือ “ผมยังคงอยู่ที่เดิมอยู่ดี” ผมไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ผมจะออกจากห้วงความรู้สึกนี้ได้ แต่ผมสัญญา วันหนึ่ง, ผมจะ___
Writer
howtomoveon
Nisit
ผมจำเป็นต้องเก็บมันไว้ก่อน

Comments

10cm
5 months ago
เป็นเรื่องที่อบอุ่นและก็อึดอัดมากค่ะ
Reply
howtomoveon
5 months ago
อยู่กับเขาผมก็รู้สึกทั้งสองเลยครับ