การรักษาโรคมะเร็งที่คุณอาจไม่รู้ ??
     ถ้าเราเอ่ยถึง “มะเร็ง” เมื่อหลายปีก่อน หลายคนอาจจะตื่นกลัวกับโรคนี้แต่ในวันนี้อาจจะรู้สึกเฉยๆ เพราะ ในปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์เจริญก้าวหน้ามาก ทำให้สามารถรักษาเยียวยาให้มะเร็งหายขาดได้ และชะลอการตายจากมะเร็ง ดังนั้นการรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีที่ทันสมัยนอกเหนือจากการผ่าตัดจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ป่วยโรคมะเร็ง ดังนั้นเราจึงอยากแนะนำทุกท่านให้รู้จักวิทยาการใหม่ในการรักษาโรคมะเร็งที่แพทย์ใช้อยู่ในปัจจุบัน

     วิธีการแรก คือ VMAT หรือ Volumetric Modulated Arc Therapy เป็นเทคนิคการฉายรังสีแบบปรับความเข้ม IMRT (Intensity Modulated Radiation Therapy) ที่พัฒนาขึ้นโดยให้เครื่องฉายรังสีสามารถหมุนได้รอบตัวผู้ป่วย สามารถควบคุมความเร็วของการหมุน ปริมาณของรังสี และการเคลื่อนที่ของวัตถุกำบังรังสี จึงช่วยลดระยะเวลาของการฉายรังสี รวมทั้งทำให้การฉายรังสีมีความถูกต้องแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
จุดเด่นของของการฉายรังสีด้วยเทคนิค VMAT คือ อย่างแรกสามารถกำหนดปริมาณรังสีให้เหมาะสมกับรูปร่างของก้อนมะเร็งซึ่งมีขนาดไม่สม่ำเสมอได้ อย่างที่สองปรับความเร็วการหมุนของเครื่องฉายรังสี ปริมาณของรังสี การกระจายตัวของรังสี และการเคลื่อนที่ของวัตถุกำบังรังสี ซึ่งจะช่วยให้รังสีครอบคลุมเฉพาะก้อนมะเร็งทั้งหมด แต่ลดจำนวนรังสีต่ออวัยวะรอบๆ จึงลดผลกระทบที่อาจเกิดกับอวัยวะข้างเคียงได้ อย่างที่สามสามารถทำการรักษามะเร็งได้ถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น เนื่องจากก่อนการฉายรังสีด้วยเทคนิค VMAT จะมีการวางแผนโดยใช้ระบบภาพนำวิถีแบบ 3 มิติช่วยตรวจสอบตำแหน่งของก้อนมะเร็งในตัวผู้ป่วย และนำข้อมูลมากำหนดและคำนวณในระบบคอมพิวเตอร์ก่อนที่จะฉายจริง อย่างสุดท้ายสามารถกำหนดตำแหน่งของก้อนมะเร็งในร่างกายผู้ป่วยให้ตรงกับบริเวณที่จะฉายรังสี โดยเตียงที่ใช้สำหรับฉายรังสีด้วยเทคนิค VMAT สามารถปรับระดับและทิศทางได้ ทำให้การฉายรังสีมีความถูกต้องแม่นยำมากขึ้น โดยผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น คือ ผลข้างเคียงส่วนใหญ่ของการฉายรังสีเกิดจากการที่อวัยวะข้างเคียงหรือเนื้อเยื่อปกติที่ติดกับก้อนมะเร็งได้รับปริมาณรังสีไปบ้าง ขึ้นกับตำแหน่งและอวัยวะที่ทำการรักษา                          ดังนั้นผู้ป่วยที่ได้รับการฉายรังสีด้วยเทคนิค VMAT จึงควรสอบถามผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น หากมีอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์ทันที

     วิธีการที่สอง คือ การรักษาโดยใช้ฮอร์โมน (Hormonal Therapy) เป็นการรักษาโรคมะเร็งโดยให้ฮอร์โมนหรือสารบางชนิด เพื่อไปยับยั้งฮอร์โมนที่ไม่พึงประสงค์ เนื่องจากฮอร์โมนบางชนิดสามารถกระตุ้นมะเร็งได้ การรักษาด้วยวิธีนี้ปลอดภัยพอสมควร ผลข้างเคียงน้อยเมื่อเทียบกับการใช้ยาเคมีบำบัด แต่ข้อจำกัดคือสามารถใช้รักษาโรคมะเร็งได้เพียงไม่กี่ชนิด โดยปัจจุบันใช้รักษาโรคมะเร็งเต้านม ที่ถูกกระตุ้นโดยฮอร์โมนเพศหญิง และมะเร็งต่อมลูกหมาก ที่ถูกกระตุ้นโดยฮอร์โมนเพศชาย

     วิธีการที่สาม คือ การรักษาด้วยยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) จากประสบการณ์การใช้ยาเคมีบำบัดเป็นระยะเวลานาน ประกอบกับองค์ความรู้ชีววิทยาของเซลล์มะเร็ง จึงทำให้มีการพัฒนา “ยา” ที่สามารถทำลายเซลล์มะเร็ง โดยไม่ออกฤทธิ์กับเซลล์ปกติ หรือมีผลกับเซลล์ปกติน้อยที่สุด ซึ่งชื่อเรียกของ “ยามุ่งเป้า” นั้น สืบเนื่องมาจากการออกฤทธิ์ของยา ที่สามารถเลือกเจาะจงในการออกฤทธิ์กับเซลล์มะเร็ง โดยอาจมีตัวรับยาจำเพาะที่ปรากฏเฉพาะในเซลล์มะเร็ง หรือออกฤทธิ์ยับยั้งสารเคมีที่เซลล์มะเร็งผลิตออกมาเพื่อใช้ในการสื่อสารกัน ซึ่งจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตหรือแพร่กระจายนั่นเอง ข้อดีคือเป็นยาที่มีประสิทธิภาพดีมาก ผลข้างเคียงน้อย ปลอดภัย แต่เนื่องจากเป็นยาค่อนข้างใหม่ ใช้เทคโนโลยีในการศึกษาและการผลิตระดับสูง ยาจึงมีราคาแพง ปัจจุบันมีข้อมูลทางการแพทย์ว่า การรักษาโรคมะเร็งจำนวนมากตอบสนองต่อการรักษาด้วยยามุ่งเป้าดี เช่น มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเม็ดสีผิว มะเร็งไต และมะเร็งระบบเลือด เป็นต้น

     วิธีการที่สี่ คือ การรักษาโดยระบบภูมิคุ้มกัน (Immunotherapy) หลักของการรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีนี้ คือการให้ยาหรือสารเพื่อไปปรับระบบภูมิคุ้มกัน โดยมีผลกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันที่ออกฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง และไปลดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันบางส่วน ซึ่งมีหน้าที่สนับสนุนการโตของเซลล์มะเร็ง นอกจากนี้ การรักษาโดยระบบภูมิคุ้มกัน ยังรวมไปถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เรียกว่า “CAR-T cell” คือการนำ T-cell (มีหน้าที่ทำลายสิ่งแปลกปลอมในร่างกายของผู้ป่วย) มาปรับเปลี่ยนโครงสร้าง หลังจากนั้นจะใส่กลับเข้าไปในร่างกายผู้ป่วยตามเดิม โดย T-cell ที่ถูกดัดแปลง จะไปเกาะจับกับผิวเซลล์ของเซลล์มะเร็ง และเริ่มต้นทำลายเซลล์มะเร็ง อย่างไรก็ตาม การรักษาโดยระบบภูมิคุ้มกัน ยังเป็นการรักษาใหม่มาก ส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา ไม่ได้ใช้เป็นมาตรฐานการรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบัน โดยโรคที่มีข้อมูลเพียงพอและเป็นมาตรฐานในการรักษาส่วนใหญ่ คือ มะเร็งระบบเลือด และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

     วิธีการสุดท้ายที่เราจะนำเสนอ คือ การปลูกถ่ายอวัยวะ (organ transplantation) การปลูกถ่ายอวัยวะ รวมทั้งการปลูกถ่ายไขกระดูก (ในโรคมะเร็งชนิดอื่นที่ไม่ใช่มะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง) หลักการคือ กำจัดเนื้อเยื่อ/อวัยวะที่เป็นโรคมะเร็งให้หมด และนำอวัยวะใหม่ที่ไม่มีโรคมะเร็งปลูกถ่ายแทน เช่น การปลูกถ่ายตับในโรคมะเร็งตับ และการปลูกถ่ายไตในโรคมะเร็งไต

     ทั้งนี้ การศึกษามะเร็งในปัจจุบันค่อนข้างกว้างขวาง นำไปสู่การรักษาโรคมะเร็งที่หลากหลายและบางกรณีการรักษาจำเป็นต้องใช้หลายวิธีร่วมกันเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด โดยการเลือกวิธีในการรักษาแพทย์จะพิจารณาจากชนิดของมะเร็ง ลักษณะของเซลล์ การแสดงออกทางระบบภูมิคุ้มกันวิทยา ระยะของโรค ตำแหน่งของโรค รวมถึงสุขภาพความแข็งแรงโดยรวมของผู้ป่วย เพื่อเลือกการรักษาโรคมะเร็งที่เหมาะสมที่สุด โดยเป้าหมายคือให้การรักษาที่หวังผลได้มากที่สุด ควบคู่ไปกับความพยายามให้เกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุดนั่นเอง

     ในบทความนี้ทุกท่านก็ทราบกันดีแล้วว่าโรคมะเร็งไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ถ้าเราพร้อมที่จะรับมือกับมัน เพราะ แพทย์แผนปัจจุบันพัฒนาไปอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดของการรักษาโรคมะเร็ง คือ กำลังใจกับจิตใจที่ดี กำลังใจและจิตใจที่ดีจะทำให้เรามีภูมิต้านทานที่ดี โรคมะเร็งถ้าเราอ่อนแอมันจะจู่โจมเราทันที การรักษามะเร็ง จิตใจต้องเข้มแข็ง และต้องรักษาสุขภาพร่างกายให้ดีด้วย

SHARE

Comments

qqxnn
1 month ago
ชอบความรู้แบบนี้มากๆค่ะ
Reply
Maggymax
18 days ago
ยินดีมากครับผม