▪ N I G H T M A R E ▪
ผมฝันร้าย และนั่นไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ผมฝันถึง 'มัน' ฝันแปลกๆ กับสถานที่แปลกๆ ไม่เคยเจอมาก่อน ราวกับความทรงจำทั้งหมดมันผสานรวมกันจนกลายเป็นสถานที่หนึ่ง ที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมา มันทั้งอึดอัด และ ราวกับว่ามันพยายามจองจำผมเอาไว้ในห้องแคบๆ สีแดงที่ลอดผ่านทางหน้าต่าง


ผมตื่นขึ้นบนเตียง นอนลืมตาอยู่สักพัก ก่อนจะรู้ตัวว่าเวลามันผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมงในช่วงใกล้รุ่งสางของวันหนึ่ง ผ้าม่านของผมขยับไหวเล็กน้อยเพราะลมจากแอร์ที่ตกกระทบ แสงวูบวาบจากดวงอาทิตย์ทอขึ้นอย่างช้าๆ ในขณะที่ตัวผมไม่ขยับเลยเป็นเวลานาน ดวงตาเคลื่อนมองรอบกายอย่างถี่ถ้วน ว่าไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่า 'ฝันซ้อนฝัน' ประเภทความฝันที่ชอบหลอกให้มนุษย์ตายใจก่อนถูกตบหลังด้วยสิ่งที่ไม่คาดคิด

 ผมไม่ชอบการที่ตัวเองต้องฝัน เพราะมันทำให้เห็นอะไรหลายๆ อย่างที่ผมพยายามเก็บมันไว้เป็นความลับจากคนอื่นๆ และมันจะเปิดเผยฉายซ้ำให้ผมได้เห็นทุกครั้งที่ปิดตาลงในวินาทีของค่ำคืนของวันๆ หนึ่ง

ผ่านมาราวๆ สามเดือน ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดหัวอย่างรุนแรง ในแต่ละเช้ามักจะเห็นแสงสีแดงฉาดจากภายนอกสาดเข้ามาผ่านทางหน้าต่าง เงาของอะไรบางอย่างซุ่มอยู่ข้างนอกในป่ามืด แสงที่มาจากดวงอาทิตย์ตัดกับเงานั้นอย่างชัดเจน

ตอนนี้ ที่ผมตื่นขึ้นมาและพบว่าไม่มีอะไรให้ต้องกังวลว่ามันคือฝัน มันคือชีวิตจริง ผมจึงค่อยๆ ขยับร่างกายและลุกขึ้น มองออกไปนอกหน้าต่าง เพื่อนบ้านยังไม่มีใครตื่นด้วยซ้ำ และอากาศที่หนาวเย็นนั้น ทำให้ผมหยิบผ้าคลุมมาสวม

บ้านหลังใหญ่ กับชายหนุ่มเพียงคนเดียวและแมวที่ชอบหายหน้าหายตาของเขา ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มามากกว่าห้าปี หลังผมย้ายออกมาจากบ้านของพ่อและแม่ที่เสียไปในอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทุกๆ อย่างในชีวิตของผมก็เริ่มไม่คงที่อีกต่อไป 

ผมทำงานเป็นนักเขียน เหมือนอะไรที่เบาบางและโดดเดี่ยวที่สุดในโลก แต่คงไม่ได้มีแค่ผมหรอก ที่อยู่แบบนี้ถ้าเทียบกับข้างนอกนั่น บรรยากาศท้องฟ้าจากมีสีของยามเช้าก็แปรเปลี่ยนเป็นสีดำมืดทึบ ฝนตกลงมาติดต่อกันจากเมื่อวานเป็นวันที่สิบเอ็ด

สกีเตอร์หายไปตั้งแต่เมื่อวาน ตอนนี้มันก็กลับมาพร้อมกับคาบหนูตัวหนึ่งมาวางไว้บนพื้นข้างๆ เท้าของผม มันคงจะเป็นสัญญาณที่มันคิดว่าผมเริ่มจะดูแลตัวเองไม่ได้แล้วแน่ๆ มันถึงทำแบบนี้ 

ผมลูบหัวมันพร้อมกับหยิบถ้วยอาหารกระป๋องวางไว้ให้มันไปกินอีกที่ ก่อนจะหยิบหนูตัวนั้นออกไปฝังที่สวนหลังบ้านอย่างที่ทำเช่นทุกครั้งที่สกีเตอร์คาบมันมา

ฝนพวกนี้ทำให้ผมรู้สึกไม่ดี ผมต้องการแสงอาทิตย์ในยามเช้าสักวัน แต่เพราะพายุเล็กๆ เข้าที่ท่าเรือประมงค์ของเมือง ก็เลยยังทำให้เมืองเล็กๆ แบบนี้มีฝนตกชุกตลอดเวลา

ผมถอนหายใจ พลางล้างหน้าแปรงฟัน สวมเสื้อฮู้ดหยิบกระเป๋าตังค์และร่มเดินออกมาจากบ้านโดยที่ไม่ลืมล็อคทุกทางออก เพราะผมกลัวว่าสกีเตอร์มันจะป่วยขึ้นมาถ้าออกไปข้างนอกอีก

สิ่งแรกเลยที่ผมคิดจะไป คือซูเปอร์มาเก็ตใกล้ๆ บ้านที่เดินเอาก็ถึง ระหว่างทางรถมากมายขับสวนถนนไป และมีรถอีเมอร์เจนซีขับไปพร้อมกับรถของตำรวจ ผมหันมองตามก่อนจะเดินต่ออย่างไม่ใส่ใจ 

เมื่อเดินมาถึงที่ ผมก็เดินไปโซนไข่และเบค่อน ของที่กินตลอดช่วงเช้า กาแฟผงสักถุงสองถุง กับอาหารหระป๋องของสกีเตอร์ เท่านี้ก็คงจะเพียงพอที่จะใช้ชีวิตซ้ำๆ ซากๆ ไปอีกหนึ่งเดือน 

บางครั้งผมไม่ค่อยกินอะไรหรอก เพราะมันจะรู้สึกผะอืดผะอมขึ้นมาทุกครั้ง มีแค่ไข่และเบค่อนที่ผมพอจะตักเข้าปากได้ สุขภาพก็เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ แต่ก็มีบางครั้งที่ผมเกิดกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอย่างแปลกๆ

และในขณะเดียวกัน ตอนนี้ภาพที่ผมมองเห็นผ่านคอนแทคเลนส์เริ่มเบลอลงทุกขณะ ทั้งที่เพิ่งซื้อมาใหม่ ผมเริ่มมองเห็นจุดดำๆ คล้ายรูปร่างของมนุษย์เดินไปมา 

ผมคิด ว่ามันคือภาพลวงตา หรือการที่ผมนอนน้อยเกินไป

ผมกลับมาถึงบ้าน และเมื่อจัดการอะไรเสร็จ ก็เดินไปประจำที่โต๊ะทำงานของตัวเอง ลงมือกดตัวอักษรแรกด้วยเครื่องพิมพ์ดีด บางครั้งผมก็แยกไปเขียนที่คอมพิวเตอร์บ้าง แต่ที่กำลังทำนี่คือแต่งแยกเรื่องเพื่อส่งพิจารณาทางสำนักพิมพ์ ...

ผมทำอะไรอยู่?
ในวินาทีที่ผมกระพริบตา ภาพทั้งหมดก็กลายเป็นสีแดงและดำ ร่างกายของผมเริ่มร้อน ในขณะเดียวกันผมเริ่มหายใจถี่ ความกดดันบางอย่างถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรง

เสียงตึงจากทางหน้าต่างทำให้ผมรู้สึกสะดุ้งสุดตัว ร่างของอีกาตัวหนึ่งที่บินมาชนกับหน้าต่างห้องทำงานของผม จากหนึ่งตัว ก็เริ่มกลายเป็นสอง สาม สี่ นับไม่ถ้วน ร่างของพวกมันติดกระจกจนบดบังแสงที่ส่องเข้ามาภายในห้องไปจนหมด

ร่างของผมทรุดลงอย่างอ่อนแรง อาการปวดหัวเริ่มกลับมาอีกครั้ง ดวงตาสั่นระริกจนเริ่มมองอะไรไม่ชัด 

เกิดอะไรขึ้น...เกิดอะไรขึ้นกันแน่

เสียงร้องของสกีเตอร์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ผมค่อยๆ หันไปตามเสียง มันกำลังนั่งมองผมด้วยท่าทีที่ชันคอขึ้น ดวงตาสีแดงสว่างในความมืด ทำให้ผมรู้สึกว่าไม่ได้อยู่คนเดียวอีกต่อไป ขนสีดำๆ ของมันเปื้อนไปด้วยเลือด และดวงตาที่ไม่กระพริบจนผิดธรรมชาติ มันนิ่ง และบรรยากาศที่เยือกเย็นทำให้ผมไม่กล้าขยับไปไหน

"ฉันฝังเธอทั้งเป็น"
มันเอ่ยประโยคนั้นออกมา ก่อนที่ตรงประตู จะปรากฏหัวของหญิงสาวที่มีผมสีดำสนิท ดวงตาขาวโพลนโผล่เข้ามา ผมหายใจติดขัด ในขณะที่ประตูเริ่มเปิดออกอย่างช้าๆ

ผมเห็น...เห็นตัวเอง กำศีรษะของเธอคนนั้นเอาไว้แน่น...อยู่ในชุดสีดำทั้งตัว มืออีกข้าง ถือขวานเอาไว้ ใบหน้าถูกแทนที่ด้วยหลุมสีดำขนาดใหญ่ ...

ตัวผมอีกคนทิ้งหัวนั้นลงกระทบพื้น ก่อนจะเดินเข้ามาหาผมที่นั่งคุดคู้อยู่ตรงขอบของหน้าต่าง ก่อนจะจับคอของผมขึ้นเหนือพื้น ราวกับว่าลมหายใจของผมกำลังค่อยๆ หมดลงไปทีละนิด มือสองข้างพยายามจิกแขนของอีกฝ่ายจนเริ่มหมดแรง เมื่อมองลึกเข้าไปในใบหน้าที่ถูกแทนที่ด้วยหลุมสีดำ ผมมองไม่เห็นอะไรเลย นอกจากเลือดที่กำลังไหลออกมาอย่างช้าๆ

ผมพยายามขัดขืน ก่อนจะถีบเข้าที่ใบหน้าของอีกฝ่ายจนล้ม ใบหน้านั้นเปราะบางกว่าที่คิด มันเริ่มเปลี่ยนหัวเป็นคนอื่น ก่อนจะลุกขึ้นมาแล้วเปลี่ยนจากถือขวาน มาถือมีดทำครัว ผมรีบวิ่งหนีออกมาอย่างรวดเร็ว 

ก่อนจะพบว่าทั้งหมู่บ้าน เต็มไปด้วยศีรษะของเพื่อนบ้านมากมายเสียบเอาไว้ด้วยแท่งเหล็กสีดำสนิท แต่ใบหน้าของพวกเขากลับยังยิ้มอยู่ราวกับถูกสตัฟส์

ผมไม่หยุดวิ่ง ก่อนจะได้สติว่านี่คือความฝัน ผมไม่อาจตื่นได้เลย ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนแล้วก็ตาม ความรู้สึกที่เสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปทั้งหมด 

ทำไมพวกเขายังปล่อยให้ผมอยู่ในห้องนั้น?

ผมทำได้เพียงแค่ตั้งคำถาม อาจจะเป็นการทรมานและการจองจำกับความผิดที่เคยก่อ 

ผมทำ...

ผมฆ่าใครบางคน

หรือมากกว่านั้น...?

ผมค่อยๆ หยุดวิ่ง ก่อนจะหันไปเจอมือนั้นที่พุ่งเข้ามาบีบคอผมอีกครั้ง ผมล้มลงกับพื้น ในขณะที่ชายไร้หน้ากำลังพยายามใช้ขวานเพื่อกดคอให้ผมขาดอากาศหายใจ

สิ่งที่ผมรู้ในตอนนี้...
เรื่องที่ผมเคยทำลงไป มันก็สมควรที่จะตาย ไม่มีใครคิดว่าผมจะทำเรื่องแบบนั้น มันเกิดจากความกดดัน เกิดจาก...หลายสิ่ง 

ผมหลับตาแล้วค่อยๆ ลดแรงต่อต้าน ก่อนจะปล่อยให้ขวานนั้นกดคอจนตาย 

แต่เมื่อผมหยุดทำแบบนั้น อีกฝ่ายก็เหมือนจะค่อยๆ ลดแรงกดลง ดูสับสนกับการกระทำของผมอยู่เล็กน้อย 

ทำไม

ทำไมไม่ฆ่ากันให้ตายไปเลยล่ะ
เกิดอะไรขึ้นกัน?

เขาค่อยๆ ลุกออกจากตัวผม ก่อนจะโยนขวานออกไป แล้วถอยห่างจากผม

ผมค่อยๆ ลุกขึ้น ก่อนจะเดินไปหยิบขวาน แล้วปาดน้ำตาตัวเองอย่างโกรธเคือง แล้วยื่นขวานนั้นให้นักล่าที่อยู่ตรงหน้า

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราเจอกัน เขาตามล่าผมเพื่อทำให้สำนึกสิ่งที่ทำ ในขณะเดียวกัน เขาต้องการให้ผมต่อต้านมากกว่าการยอมตายไปเฉยๆ

เขาต้องการแบบนั้นสินะ
พวกเขาต้องการแบบนั้นสินะ...

เขาไม่ยอมขยับ ราวกับรูปปั้น
ผมหยุดยัดเหยียดให้เขาฆ่า ก่อนจะตัดสินใจในชั่วพริบตาเดียว ผมใช้ขวานจามเข้าที่คอของตัวเองอย่างรุนแรง 

รับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส การกระทำอันโง่เขลา ...แต่มันจะจบความทรมานทั้งหมด

ผมไม่ตาย

แผลที่คอค่อยๆ หายไป ในเวลาเดียวกันมือของนักล่ากลับดึงอาวุธออกไปจากมือของผม มันหายไป 

เขายืนจ้องมองผม

ผมทำอะไรไม่ได้

ตายไม่ได้

ทรมานไม่มีที่สิ้นสุด

ราวกับ

ฝันร้าย







SHARE

Comments