เข้าใจ...ไม่ตัดสิน เรื่องง่ายๆ ทำได้ไม่ยาก


‪ดูเหมือนว่าเป็นการยากที่จะเข้าใจคนๆหนึ่งได้ หากเราไม่เคยได้พบเจอเรื่องราวแบบเดียวกันหรือใกล้เคียงกับเค้า หรือต่อให้เราเคยเจออะไรมาเหมือนกันเป๊ะ ก็ไม่ได้หมายความว่า ทัศนคติ ชีวิต นิสัย ฯลฯ จะเหมือนกันได้ มีเหตุปัจจัยนานับประการจริงๆ‬

‪คนเราล้วนมีที่มาที่ไปของตัวตนในวันนี้‬

การได้มีโอกาสรู้จักใคร โดยทราบประวัติ หรือทำความรู้จักจากเรื่องราวในอดีตของเค้า จะช่วยให้เรา เข้าใจชีวิตและตัวตนเค้าในวันนี้มากขึ้น

แต่เรื่องแบบนี้ มันค่อนข้างส่วนตัว และเป็นดาบ
สองคมอยู่เหมือนกัน
เพราะไม่ใช่ทุกคนที่อยากแชร์เรื่องตัวเองให้ใคร โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องที่ดูแล้วว่า ถ้าบอกไปอาจจะมีผลกระทบต่อความรู้สึกทั้งคนเล่าและคนฟัง

ดาบสองคมที่ว่าคือ ตอนแรกอยากทำความเข้าใจเพื่อจะได้ไม่ไปตัดสินเค้า แต่ตอนหลังทราบเรื่องราว เริ่มรู้สึกเข้าใจมากขึ้น เราก็อาจเผลอไปตัดสินเค้าได้เช่นกันว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้นี่เอง คือ ไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไรเลย

บางครั้งจึงจำเป็นต้องให้คนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญหรือคนที่มีประสบการณ์มาให้คำปรึกษาเราเท่านั้น ถึงจะเข้าใจได้ดี หรือสบายใจขึ้น

ซึ่งในชีวิตจริง เราไม่สามารถให้ผู้เชี่ยวชาญมาคอยช่วยเราในการทำความเข้าใจผู้คนต่างๆที่เข้ามาในชีวิตเราตลอดเวลาตามที่เราต้องการได้

เราจึงจำเป็นต้อง 'เข้าใจตัวเอง' ก่อน ว่าภายในตัวเราของเรานี้ มีที่มาที่ไปของพฤติกรรม ความรู้สึก อารมณ์ ความคิด ทัศนคติ ฯลฯ ต่างๆมาได้อย่างไร
เหตุผล หรือความปรารถนาภายในใจเรามักซ่อนอยู่เสมอ ซึ่งบางครั้งก็รู้ตัวบางครั้งก็ไม่รู้ตัว และสิ่งนั้นแหละเป็นตัวกำหนดตัวตนของเรา ให้แสดงออก คิด รู้สึก ปรากฎออกมา

ยิ่งเราเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของพฤติกรรมและสิ่งที่อยู่ภายในตัวเราได้เท่าไร เราก็จะยิ่งเข้าใจตัวเองมากขึ้นเท่านั่น และความสามารถในการเข้าใจตัวเองได้มาก ก็ส่งผลต่อความสามารถในการเข้าใจผู้อื่นได้มากเช่นกัน

ก่อนหน้านี้มีเนื้อร้องในเพลงนึงของ WONDERFRAME ความว่า

"...ได้แต่พิมพ์ 555 และมีน้ำตาซ่อนอยู่
ไม่รู้ว่าต้องพิมพ์อะไร
ก็ตอบเพียง 555 แต่ว่าน้ำตาจะไหล
ส่งสติ๊กเกอร์ไปว่า OK..."

เนื้อเพลงนี้อธิบายเรื่องนี้ได้ชัดมาก ว่า คนหนึ่งยังไม่สามารถแสดงความรู้สึกหรือแสดงออกให้อีกคนหนึ่งรับรู้ตรงๆได้เลย บอกเค้าว่า 555 หรือส่งสติ๊กเกอร์ว่า OK ทั้งที่ภายในใจ ไม่น่าจะโอเคเท่าไร เพราะมีท่อนว่า "มีน้ำตา 'ซ่อน'อยู่" หรือ 'แต่ว่าน้ำตาจะไหล' เป็นต้น และธรรมชาติคนเราๆทั่วไป จะน้ำตาไหลหรือจะซ่อนอะไรเพราะมีความกังวลอยู่ในใจเสียเป็นส่วนมากนะคะ

หากเราอยากเข้าใจเรื่องนี้ ลองคิดดูนะคะ
เพราะอะไรเราถึงต้องซ่อน
เพราะอะไรเราถึงไม่สามารถบอกไปได้ตรงๆล่ะว่าเราไม่โอเค
การบอกไปตรงๆ มันจะส่งผลอย่างไรกับคนบอกหรอ คนที่กำลังมองหรือวิเคราะห์ดูอย่างเราๆ มองเข้าไป ก็เดาได้ว่า คนบอก คงจะ 'คิด' แล้วว่า ถ้า...จะเกิด... แน่นอน ก็เลยเลือกทางนี้แหละ เป็นทางที่คิดได้และน่าจะโอเคที่สุด ณ ตอนนั้น

นี่เป็นเพียงตัวอย่าง ที่พบได้ทั่วไปค่ะ
บางคนที่ได้อ่านข้างต้นอาจคิดตรงกันข้ามเลย คือมองว่า 'ถ้าเป็นเรานะ' เราไม่ทำแบบนี้หรอก เราจะทำอีกแบบแทน เราชอบบอกตรงๆมากกว่า ง่ายดี จะซับซ้อนยุ่งยากทำไมกันนะ
ก็เป็นแบบนี้อะน้าคนเรา น่าม...คาน🙄

นี่ไง เผลอแปบเดียว เราก็เผลอไปตัดสินคนอื่นแล้ว ยังไม่ทันตั้งตัว หรือตั้งใจทำไรเลย ความคิดเราไวมากจริงๆ เผลอไม่ได้เลยนะเนี่ย
ก็มีอีกคำนึงที่มักจะมาควบคู่กันอย่างที่ปรากฎนี่แหละคือคำว่า 'ตัดสิน'

การที่เรารีบตัดสินใครไวๆเนี่ย มีข้อเสียอยู่หลายประการเลย คือ
1.เราเองไม่ได้เข้าใจคนคนนั้นจริงๆหรอก เพราะเราเผลอตัดสินไปแล้วว่า เค้าเป็นแบบนี้ๆๆ
2.เรากลายเป็นคนใจร้อน ใจเร็ว โดยไม่รู้ตัว
3.เราปิดโอกาสในการทำความรู้จักหรือเข้าใจคนอื่น เนื่องมาจากว่า พอเราตัดสินปุ๊บ เราจะแทบไม่สนใจฟังหรือรับข้อมูลอื่นๆหลังจากนั้นแล้ว และอาจเผลอแสดงออกมาว่า เรามองเค้าแบบนั้นแบบนี้ คนคนนั้นก็อาจปิดประตู หยุดแชร์หรืออธิบายอะไรๆต่อทันที ซึ่งจุดไคลแมกซ์จริงๆอาจจะกำลังเปิดเผยในไม่ช้า แต่เราก็พลาดโอกาสนั้นเสียแล้ว เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากจริงๆ

การตัดสินคนเร็วเกินไป มีข้อเสียอย่างที่บอก
แต่ก็ไม่มีใครมาบอกได้ชัดเจนว่า เราจะให้เวลากับคนคนหนึ่งนานแค่ไหน ถึงจะบอกหรือสรุปได้ว่า เค้าเป็นคนแบบนั้นแบบนี้ อาจไม่มีคำตอบที่เป็นตัวเลขระยะเวลาเหมาะสมเท่าไรนัก แต่อาจให้เราลองนึกย้อนมาดูที่ตัวเราก็ได้ว่า ถ้าเป็นเรา เราอยากให้คนอื่นคิด มอง หรือนิยามเราแบบนั้นแบบนี้ เมื่อเค้ารู้จักเรานานแค่ไหน เราถึงจะรู้สึกโอเคกับการที่เค้าบอกว่า เรา... เรา ...

ขนาดตัวเราเอง ยังไม่ชอบให้ใครมาตัดสินหรือนิยามความเป็นเราง่ายๆเลย แล้วนับประสาอะไรกับคนอื่น คนที่เข้ามาในชีวิต คนรอบตัวเราล่ะ ก็ใช้หลักการคิดแบบเดียวกันนั่นแหละ... ใจเขาใจเรา

ถ้ามีโอกาสทำความรู้จักใคร หรือมีใครเปิดโอกาสให้เรารู้จักเค้าไม่ว่าจะแง่มุมไหนหรือเรื่องอะไรในชีวิตเค้า ก็ให้เรานึกเสมอว่า เค้าให้เกียรติเราอยู่ เค้าเปิดใจ เค้าอยากแชร์ให้เรารับรู้ เราก็ควรให้เกียรติเค้าเช่นกัน รับสารมาแบบนั้นก่อน เราอาจเป็นเพียงคนรับสารหรือคนรับฟังแค่นั้นก็ได้ เราไม่จำเป็นต้องสรุป ตีความ ตัดสินหรือหาคำตอบให้กับเค้าเสมอไป เราไม่ต้องเก่งหรือรอบรู้ หรือ Be hero อะไรไปซะทุกเรื่องก็ได้ ว่ามั้ย...เพราะบางทีคนนั้นเค้าก็ไม่ได้อยากได้อะไรจริงๆ เค้าแค่อยากแชร์ให้รู้...

เราก็ทำความเข้าใจในส่วนที่เราเองพอจะเข้าใจได้ มันอดไม่ได้หรอก ที่จะใส่ความรู้สึกหรือความเห็นส่วนตัวเข้ามาคิดพิจารณา เพราะเรื่องแบบนี้มันเป็นอะไรที่อัตโนมัติและไวที่สุดๆ ไม่เป็นไร
ก็ทำเท่าที่ได้ แต่พึงระลึกไว้เสมอๆ ว่าทุกอย่างทุกเรื่องราวของคนเราในช่วงเวลาใดๆนั้น มีที่มาที่ไปเสมอ และไม่มีใครอยาก 'ดู' หรือ 'ถูกตัดสิน' ว่าเป็นคนไม่ดีในสายตาใครหรอกนะ จริงมั้ยล่ะ...

ความเข้าใจ เป็นสิ่งสำคัญในทุกเรื่องราวหรือทุกๆความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะรูปแบบไหนอย่างไรก็ตาม หากเราเข้าใจในสิ่งที่เราสนใจอยู่ ผลที่เราจะได้รับคือ เราจะมีความสุขกับสิ่งต่างๆที่เราได้พบได้เจอจากคนคนนั้น เราจะไม่เกิดความสงสัย แคลงใจ หรือลังเลอะไร เพราะเราเข้าใจแล้ว และความเข้าใจ จะทำให้เราหยุดหาคำตอบ หรือคำอธิบายในข้อสงสัย เราจะหยุดตั้งเงื่อนไข หรือความคิดไม่ดีภายในใจเราได้

สุดท้าย ผลที่ตามมาคือ เราจะจัดการอะไรๆ หรือตัดสินใจทำสิ่งต่างๆได้อย่างเหมาะสม ตัวเราเองเกิดความสบายใจและมีความสุขกับชีวิต นั่นเอง...

เท่าที่ตัวดิฉัน 'เข้าใจ' ณ ตอนนี้ นะคะ...
SHARE
Writer
LookplaMengMeng
Three marks of existence:)
Impossible is just opinion.

Comments