ลาก่อนเจ้ารองเท้า
สวัสดีค่ะ เราเจอกันทุกวันเลยเนอะเดี๋ยวนี้ เราขยันเกินไป หรือเรากำลังต้องการให้มีคนมาสนใจ หรือเราก็แค่อยากใช้เวลาไปกับการเขียน เราก็ไม่รู้เหมือนกัน

วันนี้ถ้าใครผ่านมา ก็แวะมา จิบชา แล้วอ่านเรื่องของเราสักแปบนึงนะ

เราซื้อรองเท้าคู่นึง ตอนที่เราไปงานรับปริญญาน้องชายที่เชียงใหม่ มันไม่ได้แพงอะไรมาก ก็ร้อยกว่าบาท แต่เราคิดว่ามันเหมาะกับเรามาก ใส่ก็สบาย ไม่ได้กัดเราเหมือนรองเท้าที่คนอื่นบอกว่ามันสวย ไม่ได้ทำให้เราเจ็บ หรือหกล้ม เหมือนกับรองเท้าส้นสูงคู่เดียวในชีวิตที่เรามี เราก็เลยชอบมันมาก เรามักจะพามันไปที่ต่างๆ ในวันที่เราคิดว่าเป็นวันสำคัญ

ผ่านมาหลายเดือน จนกระทั่งเราจะไปงานแต่งเพื่อนแถวๆ บางเขน เราก็หยิบมันขึ้นมา แล้วก็รู้ตอนนั้นว่า มันเริ่มจะขาด อันที่จริงเราควรจะเอามันไปเย็บเสียตั้งนานแล้ว แต่ก็ไม่ทำ เราคิดว่า เอาเถอะ ใส่อีกสองสามรอบก็คุ้มค่าแล้วแหละ ก็เลยยังฝืนใช้มันต่อไป

จนกระทั่งสองวันมานี้ เราใช้งานมันมากกว่าปกติ เพราะเราต้องการความมั่นใจ ในการพบปะกับคนที่เรารู้ว่า เราต้องสู้กับเขา ในทางจิตวิทยา เราจึงใส่รองเท้าที่ทำให้เรามั่นใจที่สุดติดๆ กัน ผลก็คือ เจ้ารองเท้าของเราก็เลยลาโลกไปในวันนี้

มันมีจังหวะนึง ที่เรามองดูรองเท้าคู่นี้ก่อนที่เราจะจำใจทิ้งมันไป เราคิดนะ ว่าเราอยากจะพามันไปซ่อม อยากจะให้มันกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม เพราะว่าเรามั่นใจที่สุดตอนใส่มัน แต่สุดท้ายเราก็ตัดสินใจทิ้งมันไป 

มันไม่ใช่เพราะว่าเราได้คู่ใหม่ หรือเพราะว่ามันเก่าไปแล้ว หรือเพราะว่าเราขี้เกียจหอบมันกลับบ้านหรอกนะ 

เราไม่ได้รักมัน นั่นแหละเหตุผลที่เราทิ้งมันไป เพราะเราคิดแล้วว่า ถ้าเรารักมัน เราจะดูแลมัน เราจะเอามันไปเย็บตั้งแต่วันนั้นที่เรารู้ว่ามันขาดแล้ว 

ชีวิตของรองเท้าคู่นี้นี่มันเศร้า ที่มีเจ้าของใจร้ายแบบเรา เราขอโทษนะ แล้วก็ขอบคุณกับทุกๆ ย่างก้าว ที่แกช่วยให้เราผ่านมันมาได้ด้วยความมั่นใจมาโดยตลอด เราก็หวังว่าซักวัน เราจะเจอรองเท้าคู่ที่เรารักมากๆ และไม่ทำแบบที่เราทำกับแกในวันนี้

Credit pic: Thanks to @mpietropoli for making this photo available freely on @unsplash 🎁 https://unsplash.com/photos/pirWeToS2mA
SHARE
Written in this book
ดึงตัวเองกลับมา
ทบทวนความรู้สึก และดึงตัวเองกลับมาจากความรู้สึกแง่ลบ ที่เผาใจ

Comments