Everyday นึกขึ้นได้ 02 : แชร์ประสบการณ์การเรียน Creative Writing
Everday นึกขึ้นได้ ตอนที่ 2 นี้ ผมอยากจะมาแชร์ประสบการณ์การเข้า Workshop กับคุณบี 
ผู้เขียนหนังสือ PARIS IN PAIRS ส่วนตัวแล้วเคยอ่านหนังสือเล่มนี้มาก่อน ค่อนข้างประทับใจวิธีการเล่าเรื่องและภาพถ่ายมาก ๆ เลยทำให้ผมตัดสินใจลงเรียน workshop นี้โดยไม่ลังเลเลย

Workshop ครั้งนี้จัดในพื้นที่เล็ก ๆ สไตล์ Minimal ตั้งอยู่แถวสถานีอารีย์ วันนั้นเป็นวันอากาศร้อน กว่าจะเดินจากสถานีไปถึงที่จัด Workshop ก็พลอยทำให้เหงื่อนั้นไหลออกมาให้เห็นได้บ้าง

เมื่อ Workshop เริ่มขึ้น ผมก็ได้เห็นจุดประสงค์การเรียนครั้งนี้ในทันที คำว่า " ทุก ๆ ที่นั้นมี Story telling " นั้นเป็นเรื่องจริงมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณา, งานเขียน, งานศิลปะ และอื่น ๆ อีก ทุกที่ล้วนประกอบไปด้วยการเล่าเรื่องทั้งนั้น

คงมีคำถามกันใช่ไหมครับว่า การเล่าเรื่องที่ดีคืออะไร ?
สมการการเล่าเรื่องนั้น ประกอบไปด้วย ตัวละคร + เป้าหมาย + แรงจูงใจ + อุปสรรค
อย่างเช่นโฆษณา ไม่ว่าจะในทีวีหรือสื่อออนไลน์ พวกเขาก็มักจะเอา Product ไปแทรกอยู่ในการเล่าเรื่องนั้น ๆ

คำว่า Story telling สามารถแยกได้เป็นสองส่วนคือ Story และการ Telling

แล้ว Story Telling ที่ดีนั้นควรเป็นยังไงกัน?
Story ที่ดีนั้นควรประกอบไปด้วยคำถามเหล่านี้ “What to say” และ “How to say”

"What to say" เป็นการคิดว่าเราอยากจะสื่ออะไรออกไป? และ "How to say" คือ เราจะสื่อสารมันออกไปยังไง?
ขอยกตัวอย่างให้ดูนะครับ เช่น สมมุติเรามีกระเป๋า 1 ใบ กลายเป็นว่ากระเป๋านี่คือสิ่งที่เราจะสื่ออออกไป แล้ว How to say เป็นวิธีการที่เราจะสื่อออกไป
ง่าย ๆ คือเรากำหนด Genre ให้กับเรื่องนั้นไปเลย... ถ้า Genre เป็น Drama เราอาจจะสื่อได้ว่า
กระเป๋าใบนี้ บรรจุไปด้วยความทรงน้ำ และน้ำหนักของมันแบกครับความโศกเศร้า...

หรือไม่ก็ไปแนวเป็น Romanctic เช่น
กระเป๋าใบนี้ ผู้หญิงอันเป็นรักนั้นได้มอบกระเป๋าใบสีน้ำตาลให้แก่ผม ผมไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกและตอบแทนจะตอบแทนเธอยังไงดี ผมขอตอบแทนด้วยความรักที่ผมมีแก่เธอก็แล้วกัน...

จะเห็นได้ว่า แค่คำว่า Story Telling เราก็สามารถสื่อสารไปได้หลายวิธีมาก ๆ เพียงแค่เราควรรู้ว่าเราจะ "What to say" และ "How to say" อย่างไร..

--------------
ก่อนที่เราจะไปขยายความไปเรื่องของ "How to say" ให้ละเอียดมากขึ้น เรามาขยายเรื่อง "What to say" ให้มากขึ้นกันสักนิดนะครับ
วิธีที่น่าจะได้ผลสำหรับคนที่ไม่รู้จะเขียนอะไร คือการทำ Mind Mapping ครับ ลองตั้งคำถามเหล่านี้ลงไปใน Mind Mapping ดูครับ..

"What, When, Where, Why, Who, How"

ลองแตกแต่ละคำออกมา แล้วเลือกคำที่น่าสนใจ แล้วก็เอาคำนั้นมาแต่ด้วย คำถามเมื่อกี้อีกทีหนึ่ง

เรื่องของ How to say นั้น ผมก็คิดว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่หลายๆ คนให้ความสนใจ หรือเรียกว่าวิธีนี้เป็นวิธีเล่าเรื่องยังไงให้น่าสนใจ
ถ้าลองมองแบบ Point of View จะพบว่าเรามี 3 POV ในการเล่า
- First Person จะมีลักษณะการพูดบรรยายจากตัวเอง
- Second Person จะใช้คำว่า "คุณ" เพื่อทำให้เรารู้สึกสนิทกับคนพูดมากขึ้น
- Third Person ให้มองเหมือนพระเจ้ามองลงมา เล่าว่าเรามองเห็นทุกตัวละครเป็นมายังไง

--------------
ส่วนการเขียน Online Content ที่น่าจะดึงดูดผู้อ่านได้ดี คิดว่ามันต้องให้มีความรู้สึกที่เป็นกันเอง และทำให้กระชับเข้าท่อน Hook ตั้งแต่แรก เพราะว่าเราใช้เวลาไปกับการอ่าน Content นึง เนื่องด้วยเราให้เวลากับการอ่านต่อ 1 โพสต์นั้นน้อยมาก ถ้าไม่ดึงดูดตั้งแต่ท่อนแรก ก็คงจะดึงดูดผู้อ่านให้อ่านท่อนต่อไปที่เหลือได้

สิ่งที่สำคัญพอ ๆ กันกับการมี idea เลยคือ การ Edit ลำดับเรื่อง หรือ ตรวจการลำดับเรื่อง
ลำดับการเล่าเรื่องนั้น ก็แบ่งได้ 2 ประเภทหลัก ๆ คือ
- Linear ที่เป็นการเล่าตามลำดับเวลา
(เช่น การเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ, เหตุการณ์ที่ 1 ส่งผลต่อเหตุการณ์ที่ 2, ส่งผลต่อเหตุการณ์ที่ 3)

- Non-linear ที่เป็นการเล่าไม่ตามลำดับเวลา
(เช่น มีการเล่าตอนจบตั้งแต่เริ่มเรื่อง แล้วค่อยตัดไปเล่าตั้งแต่เริ่มเรื่องจนมาถึงตอนจบ, เล่าเรื่องแบบถอยหลังแบบ เล่าตั้งแต่ตอนจบไปถึงตอนเริ่มต้น)

---------------
ส่วนประกอบของการสร้าง Content ก็จะมี ก้อนเปิด / ก้อนกลาง / ก้อนปิด
ในช่วง Intro นั้นควรจะดึงดูดให้คึนเข้ามาอ่านให้ได้ สร้างความอยากรู้อยากเห็น
และเมื่ออ่านจบ ควรตอบคำถามผู้อ่านให้ได้ว่า

เราจะให้อะไร และเขาควรจะรับคำตอบอะไรจากเรา
ขอให้สนุกกับการเขียนครับ 
SHARE

Comments

Deux
14 days ago
ขอบคุณครับ
Reply