ทริปตามล่าหาไก่งวง วันที่ 4 : ชะนีวิ่งหนีผู้ชาย
เมื่อเสียขาไปข้างหนึ่งแล้ว (มึงแค่ขาพลิกไม่ได้ขาขาด!) ก็ตัดสินใจเปลี่ยนแผน ไม่ไป Sirince เพื่อเยียวยาร่างกายเพราะยังเหลืออีกหลายวันต้องเดินอีกเยอะ ไม่ควรพิกลพิการไปจนจบทริป ก็เลยตื่นสายๆ ค่อยๆเก็บของ เดินด๊อกแด๊กๆลงมากินข้าว เช็คเอ้าท์ และนั่งคุยกับน้องพนักงานที่ฟร้อนท์ไปพักนึงซึ่งน้องพนักงานเด็กกว่าเราน่าจะซัก4-5ปี เป็นครูสอนเด็กอนุบาล

ขอย้อนอดีตไปตอนเจอกันวันแรกพอรู้ว่าเราเป็นคนไทยนี่น้องปรี่เข้ามาคุยด้วยรัวๆ น้องบอกชอบฟังเพลงแสตมป์มาก เลยแนะนำเพลงอื่นๆ ไปด้วย และน้องก็ขอไลน์มาซึ่งก็ให้ไปด้วยความคิดว่าเผื่อตายโหงตายห่าก็จะได้มีคนมาตามเก็บศพ

ช่วงวันแรกก็ไม่เกิดอันใดขึ้น นางก็มีการไลน์มาบ้างสองสามครั้งตามมารยาท และแนะนำร้านอาหาร วันถัดมาที่เราไป Bergama โอ่ยแม่ง text มารัวๆ แล้วมีส่งรูปตัวเองมาอีกว่าฉันก็เคยไปที่นี่นะจ๊ะ ดูสิๆ (กูไม่อยากดูว้อย) ซึ่งบางทีเราก็อยากเที่ยวอย่างสงบและไม่ได้อยากเสวนากับผู้คน ก็เจอคนเซ้าซี้มากๆเข้าก็จะบังเกิดความรำคาญขึ้นมาเบาๆ แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไร กลับมาจาก Bergama ก็ไม่ได้เจอน้องอยู่ที่ front เพราะหมดกะไปแล้ว

และเหตุการณ์ก็มาถึงปัจจุบัน อย่างที่บอกว่าเราเจ็บขาเดินไม่ไหวเลยเปลี่ยนแพลนจะจับรถไฟไป Pamukkale เลย ไม่ไปเที่ยวเล่นที่ไหนก็ ดังนั้นเวลาก็มีเหลือเฟือกว่ารถไฟจะออก ก็เลยนั่งคุยกะน้องที่ฟรอนท์ไป

บทสนทนาตามสไตล์นักท่องเที่ยวทั่วไปแหละ เหลืออีกกี่วัน จะไปไหนต่อ มาเที่ยวนานจังลางานได้กี่วัน และก็เริ่มเข้าสู่น่านน้ำของบทสนทนา "มีแฟนแล้วรึยัง" ซึ่งคุยๆ ไปแม่งเริ่มรู้สึกอึดอัดเพราะรู้สึกว่านี่มันชักจะซ่อกแซ่กไปแล้วเฮ้ย เมื่อโดนถามว่าไม่คิดจะมีแฟนเหรอจึงตอบไปว่า เป็นคนกลัวความสัมพันธ์ แล้วโสดก็สบายดี แต่นึกในใจว่านั่งอยู่นี่แม่งไม่สบายแล้วว่ะ เลยร่ำลาน้องแล้วแบกเป้ออกมาจากโฮสเทลเลย

เพราะไม่ใช่ถิ่นเราและเพื่อให้พ้นจากสถานการณ์กระอักกระอ่วนสิ่งที่ต้องจ่ายคือ การแบกเป้ 10 กิโลไว้บนหลังและเดินไปซื้อยาทาข้อเท้าที่ร้านขายยา ซึ่งนั่น เป็นการเพิ่มระยะทางการเดินอีกพอสมควรเลยสำหรับสภาพขาเป๋ๆ แบบนี้

ตอนนั้น คิดถึงเพื่อนที่มักจะไปเที่ยวด้วยกันประจำว่าถ้ามากับมัน อย่างน้อย ยังให้มันช่วยเดินไปซื้อยาแล้วเรานั่งเป๋ๆ รอมันก็ยังได้ แต่เมื่อมาคนเดียวแล้ว จ๋อยไปก็ไม่ได้อะไร กะเผลกๆไปละกัน

หลังจากได้ยาแล้วก็ดินด๊อกแด๊กๆไป สถานีรถไฟ ซื้อตั๋วไป Denizli (ใครจะมาปามุกคาเล่ ต้องมาลง Denizliก่อนนะจ๊ะ) นั่งเอาขาพาดเป้ลดอาการบวมไปได้พักนึงรถไฟก็มา

รถไฟที่นี่จัดได้ว่าโอเคเลยสะอาดและเร็วใช้ได้ แต่นั่งละก็จะหลอนๆนิดนึงเพราะมันไม่มีป้ายไฟบอกว่าถึงสถานีไหนแล้ว ทักษะการฟังล้วนๆ เกิดออกเสียงประหลาดนี่คือมีเลยสถานีกันบ้างแหละ

สำหรับใครที่กลัวว่าขึ้นรถแล้วจะหิวก็ไม่มีปัญหา บนรถมีพนักงานเดินขายขนมปังชนิดหนึ่ง ชา โยเกิร์ตไรงิอยู่ตลอดทาง (จริงๆน่าจะมีขายไก่แดงแบบ รฟท.)

มาถึงสถานีรถไฟ Denizli ให้เดินออกทางซ้ายไปท่ารถเพื่อต่อไป Pamukkaleต่อ รถก็เหมือนเดิมเป็นคิวรถตู้แบบบ้านเรา แต่เป็นเวอชั่นหลังคาสูงให้คนยืนได้ และจอดรับคนไปเรื่อยๆ และก็เหมือนที่ Selcuk ถ้าคนยังไม่เต็ม ก็จะวิ่งทั้งที่ยังเปิดประตูไปเรื่อยๆ โอเค นี่เป็นแนวทางปฏิบัติประจำชาติสินะ

พอมาถึง Pamukkale ในตอนเย็น เดินสำรวจเมืองเล๋กน้อย เราก็แวะกินข้าวที่บาร์แห่งหนึ่ง ดูทรงแล้ว ด้านบนเป็นที่พักด้านล่างเป็นบาร์ มีอาหารและสุราขาย มีนักทักเที่ยวนั่งกันอยู่ประปราย เอาล่ะ ร้านนี้แล้วกัน

คิดว่าจะได้นั่งยืดๆ อืดๆชิลๆ ก็ดันมีเรื่องน่ารำคาญ ใจ รบกวนความสงบสุขไปอีก หลังจากที่เรากินเบียร์ขวดแรกหมดไป เราก็จะเริ่มต่อขวดที่สองที่เราเล็งไว้ตั้งแต่ตอนแรก (ตุรกีก็มีคราฟต์เบียร์นะ อร่อยด้วย) แต่ตอนนั้น คนเริ่มเยอะ พนักงานเริ่มยุ่ง รอนานแล้วพนักงานก็ไม่ว่างจะมาหา แต่เหลือคนที่บาร์อยู่ เราก๋เลยเดินไปที่บาร์เพื่อสั่งเบียร์ ทันใดนั้น ก็มีมนุษย์ที่นั่งดื่มอยู่ที่บาร์หันมาคุยด้วย เอ้ายู มาจากไหน จะไปไหนต่ออยู่กี่วันอะไรยังไง คำถามนักท่องเที่ยวนั่นแหละ ตอบคำถามจบปุ๊บ เราก็มานั่งชิลที่โต๊ะต่อ จนกระทั่ง เราจะกลับ อิคนที่เราคุยด้วยแม่งก็ปรี่เข้ามาเลยจ้าาาาา

ยูจะกลับแล้วเหรอ พักที่ไหน ไปส่งมั้ย เราก็หันไปยิ้มละไม (แม้ในใจจะพูดว่า "อย่ายุ่งกับกู") แล้วก็ชี้ไม้ชี้มือไปบอกว่าพักทางโน้น เดี๋ยวจะเดินกลับ จะแวะซื้อของด้วย ไม่รบกวนแล้วกัน แต่ใช่ค่ะ

อย่างที่ทุกท่านน่าจะเดาได้ บทสนทนาแม่งยื้อกันอยู่พักนึงเลยทีเดียว ซึ่งก็หลอนนะเวลาโดนapproached เยอะๆ เนี่ย ปกติเที่ยวคนเดียวระบบเตือนภัยทำงานหนักมากอยู่แล้ว พอโดน approached นี่ขึ้น red alert กันเลยทีเดียว กว่าจะสลัดให้พี่เค้าหลุดไปได้นี่โคตรจะเหนื่อย แล้วเวลาเดินกลับนี่แม่งก็ต้อง แวะนั่นแวะนี่ ผ่านผู้คนเยอะๆ และระวังตัวมากๆ จริงๆ เพราะไม่รู้ว่าพี่เค้าจะมาดีหรือมาร้าย

เรานี่ไม่ได้สวยอะไรหรอกหน้าตาบ้านๆ แต่งตัวเบๆนี่แหละ ถ้าอยู่เฉยๆ ไม่มีการเสวนาอะไรกันก็มักจะไม่มีคนยุ่งด้วยเพราะหน้าตาไม่เป็นมิตร แต่ถ้าคุยกัน ก็พยายามจะยิ้มแย้มแจ่มใสทำตัวเป็นมิตร ซึ่งมันก็มีข้อดีหลายอย่าง เช่น ได้รับความช่วยเหลือโดยไม่ต้องขอ เวลาซื้อของก็มีลดแลกแจกแถม ได้ข้อมูลการท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เป็นอาทิ

แต่เมื่อมีข้อดีมันก็มีข้อเสียนั่นแหละ บางคนมันก็อาจจะติดว่าอีนี่แม่งน่าจะไม่mind ที่จะมี holliday boyfriend หรือขอนอนด้วยได้ และด้วยความเคารพชื่อเสียงหญิงไทยในด้านค้าประเวณีก็สร้างความเดือดร้อนให้เรามากอย่างไม่น่าเชื่อเลยในบางครั้ง

สำหรับสาวๆทั้งหลาย เราขอแชร์ว่าการเป็นชะนีเที่ยวคนเดียวนี่แม่งต้องมีสกิลหลบหลีกผู้คนอยู่มาก ต้องปฏิเสธให้ขาดและไม่หักหาญจนเป็นการทำให้อีกฝ่ายลุกขึ้นมาเป็นคนบ้า ซึ่งอิพวกห่านี่บางทีก็เร้าหรือเซ้าซี้จนน่ารำคาญ การเป็นนักท่องเที่ยวหยิ่งๆ บางทีก็ลดความน่ารำคาญหลายๆอย่างในชีวิตไปได้เหมือนกันนะ

สุดท้ายจบวันด้วยการหยิบมือถือขึ้นมาและพบว่า อิน้องพนักงานโฮสเทลก็ยังไลน์มาอยู่รัวๆ

โอ๊ยยยยยย อย่ายุ่งกับกู๊~~~~~~
SHARE
Written in this book
Find turkey in Turkey
การเดินทางตามล่าหาไก่งวง (turkey) 🦃 ในประเทศตุรกี (Turkey) ดินแดนซึ่งเป็นที่มาของชื่อไก่งวง การเดินทางนี้เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 13 - 28 ตุลาคม 2018 จากกรุงเทพสู่กรุงอิสตันบูล ต่อไปที่เมืองหลัก ๆ ได้แก่ Selcuk, Denizli, Goreme, Gaziantep และกลับมาที่อิสตันบูล

Comments