เมื่อเราวิ่งออกกำลังกายโดยไม่ได้ใส่หูฟัง :)
วันวันนึงของเรานี่ ทำอะไรกันบ้างนะ...
บางคนทำงาน บางคนเรียนหนังสือ ส่วนเราไม่ใช่ทั้งสองอย่าง เพราะเรียนก็จบป.ตรีแล้ว งานก็ยังไม่ทำเพราะตั้งใจจะพักก่อน รวมถึงตั้งใจอ่านสอบใบประกอบวิชาชีพตามเอกที่เราเรียนมา

พอเป็นแบบนี้แล้ว วันทั้งวันของเราส่วนใหญ่เลยเทไปให้หนังสือ ชีวิตวันนึงก็คือ ตื่นนอน กิน อ่านหนังสือ บางวันก็ออกไปวิ่งที่สวนสาธารณะใกล้บ้าน ละก็กลับมากิน อ่านหนังสือ ละก็นอน มีอ่านหนังสือข้างนอกบ้างแต่ก็ไม่บ่อย ก็คืออยู่แต่บ้านกับกองหนังสืออ่ะแหละ ละก็ ไถโทรศัพท์ไปวันๆ เล่นเกมบ้าง คุยกับแฟนบ้าง ทีนี้พอเป็นแบบนี้ทุกวัน

ครับ เกิดอาการเครียด เครียดแบบที่ว่าไม่สามารถที่จะอ่านหนังสือได้อีกต่อไปอ่ะ จะสอบใบอนุญาตได้มั้ยนะ งานจะได้มั้ยวะ หิวเงินก็หิวเงิน แต่เราก็มาฉุกคิดได้ว่า เราควรที่จะออกจากโต๊ะอ่านหนังสือและกองหนังสือของเราให้เร็วที่สุด และสิ่งที่คิดได้ตอนนั้นก็คือ เอาวะ ไปวิ่งแม่ง 55555555

เราเชื่อว่าทุกคนต้องเคยไปวิ่งตามฟิตเนสไม่ก็สวนสาธารณะแหละนะ  และเราเชื่อเลยว่า 95% ต้องพกมือถือแล้วก็หูฟังไปด้วย เราก็หนึ่งในนั้นแหละ เราไปวิ่งคนเดียว ก็เปิดเพลงกรอกหูไป ไม่ต้องได้ยินเสียงอะไร วิ่งในที่ของเรา ไม่สนใจรอบข้าง (แต่ไม่ใช่ไปวิ่งชนคนเด้อ) อย่างมากๆก็แค่มองวิวริมแม่น้ำเจ้าพระยา มองดูเรือที่ผ่านไปผ่านมา หรือไม่ก็มองต้นไม้ มองแมว กะแค่ให้มีที่พักสายตา ไม่ต้องจดจ่อกับระยะทางวิ่งที่โคตรจะไกลก็แค่นั้น

แต่วันนี้ ลืมชาร์จเคสหูฟังครับ 55555555555วันนี้ที่เอาหูฟังไปก็เลยเก้อเลย ไม่มีอะไรจะฟัง ในใจตอนแรกก็แอบเซ็งนะว่า กรรมละ นี่เราต้องวิ่งคนเดียว ระยะทางก็ไกล ไม่มีเพลงปลุกใจ น่าจะน่าเบื่อน่าดูเลยอ่ะ แต่ไหนๆก็มาแล้วอะนะ วิ่งซักหน่อยก็แล้วกัน ก็เริ่มจากเดินวอร์มรอบๆสวนก่อน 2 รอบ เออ...ไม่ได้แย่นี่หว่า

เราวอร์มก่อนวิ่งด้วยความเร็วที่ไม่มาก สามารถที่จะมองและสังเกตสิ่งรอบตัวได้อย่างถี่ถ้วน  เราพบเห็นคนที่เขามาวิ่งในเวลาเดียวกันกับเราทุกวัน มองวิวแม่น้ำ มองต้นไม้ ซึ่งก็เป็นมุมเดียวกับที่เราเคยมองในทุกๆครั้ง มองแมวตัวเดิมๆที่นอนกันตามทางเดิน แต่สิ่งที่แปลกไปคือ
วันนี้...เราได้ยินเสียงจากสิ่งที่เรามองเหล่านั้นเราได้ยินเสียงแก๊งลุงๆที่สวัสดีกัน ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบว่าวันนี้ทำงานเป็นยังไงบ้าง หรือแม้แต่คุยกันเรื่องการปลูกต้นไม้ในห้องนอน  หรือเรื่องการซ้อมวิ่งมาราธอนในงานต่อๆไป  
เราได้ยินเสียงเรือท่องเที่ยวชาวจีนที่เปิดคาราโอเกะเพลงเทียนมี้มี(สะกดถูกมั้ยอ่ะ555) ขับร้องโดยสาวจีนท่านหนึ่ง พร้อมกับมีเสียงคณะทัวร์ปรบมือชอบอกชอบใจในการร้องเพลงของเธอคนนั้น  
เราได้ยินเสียงแม่น้ำที่ซัดเข้าหาฟัง ละไม่รู้ว่าเราคิดไปเองมั้ยนะว่า...พอเราเอาหูฟังออกจากหู มันทำให้ประสาทการรับกลิ่นของเราดีขึ้น...เราได้กลิ่นแม่น้ำจางๆลอยมาตามลมชัดกว่าแต่ก่อน
เราได้ยินเสียงแมวร้องแง้วๆ พร้อมกับการกัดและดมต้นกัญชาแมวที่มีป้าคนนึงวางให้ตรงพื้น
เราได้ยินเสียงลมที่พัดกิ่งไม้ใบไม้ และเช่นเดียวกันกับที่เราได้กลิ่นแม่น้ำ เราก็ได้กลิ่นดินคละคลุ้งเมื่อเราวิ่งตัดตรงส่วนที่มีต้นไม้และสนามหญ้า

พอเราวิ่งวอร์มเสร็จ เราก็เริ่มวิ่ง เราก็หาที่พักตาโดยการมองไปบนสะพานขึงขนาดใหญ่ที่มีรถวิ่งผ่าน เราได้ยินเสียงรถเหล่านั้น  ซึ่งคนขับอาจจะกำลังกลับมาจากการทำงานอันเหน็ดเหนื่อยทั้งวัน  หรือไม่ก็อาจจะกำลังไปเที่ยว รวมไปถึงเราได้ยินเสียงรถไซเรนที่เปิดไซเรนขอทางเพราะมีเหตุฉุกเฉิน และเราก็เห็นคนเดินข้ามสะพาน ซึ่งมองจากระยะที่เรายืนแล้วก็พอเดาได้ว่าเพิ่งเลิกงานมา

เป็นครั้งแรกเลย ที่เราวิ่งโดยไม่โฟกัสที่ระยะทาง แต่กลับโฟกัสที่สิ่งรอบข้างโดยตั้งใจไม่รู้สิ...เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราเห็นในวันนี้มันมีเสน่ห์มากๆอ่ะ  เราเคยพูดไว้ในสตอรี่ก่อนๆว่า เมื่อก่อนเรามีอาการที่ไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไป เพราะเราหาความสุขไม่เจอ  ถึงตอนนี้เราจะหลุดพ้นจากอาการนั้นมาได้แล้ว แต่การที่เราได้มองสิ่งรอบตัววันนี้มันทำให้เราค้นหาได้ว่าเรามีชีวิตอยู่ไปทำไมเรามีชีวิตอยู่เพื่อใช้ชีวิตนี่แหละ...ต้นไม้ มันก็มีชีวิตอยู่เพื่อที่จะสังเคราะห์แสง ดำรงชีวิตของมันไปจนหมดอายุไข สายน้ำก็ไหลวนจากแหล่งน้ำสูงๆลงสู่ทะเลและมหาสมุทรเป็นวัฏจักร ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงชีวิตอีกหลายๆชีวิตอย่างดีเยี่ยม เช่นเดียวกันกับมนุษย์ บางคนอาจมีชีวิตอยู่เพื่อเงิน เพื่อหาความสุขบางอย่าง เพื่อทำในสิ่งที่อยากทำ ซึ่งทั้งหมดนั้นก็คือการใช้ชีวิต เหมือนกับที่รุ่นพี่เราเคยบอกเอาไว้

เราก็แค่ใช้ชีวิตป่ะวะในวันนี้ ความเครียดของเรามันก็เป็นแค่สีสันหนึ่งของการใช้ชีวิต การทำงาน พบเจออะไรใหม่ๆ ก็คือสีสันที่คอยแต่งเติมลงไปในชีวิตของเรา เราอาจจะเครียดหรือมีความสุขมากกว่านี้ในอนาคต มีขึ้นๆลงๆบ้างตามแต่ละช่วงเวลา แต่ทั้งหมดทั้งมวล ในวันๆนึงเราก็แค่ใช้ชีวิตของเราให้ดีที่สุดแค่นั้นเอง

เอาจริงๆเราว่าสมัยนี้คนเราไม่ค่อยสนใจสิ่งรอบตัวเท่าไหร่ อยากให้ลองมองสิ่งรอบตัวบ้าง แบบไม่ต้องฟังเพลง ไม่ต้องคิดเยอะ ไม่มีอะไรเติมแต่ง มันดีมากจริงๆนะ

ในวันที่เราวิ่งโดยที่ไม่ได้ใส่หูฟังในวันนี้นี่มันดีจริงๆเลย:)

ป.ล.ไปวิ่งเมื่อวานละพิมพ์ค้างไว้ วันนี้เราชาร์จหูฟังละนะ 5555555555
SHARE
Written in this book
Diary of my life =)
Writer
2TURTLES
little eater
Eating is my life. but it not everything of life. นึกอะไรได้ก็เขียน นึกไม่ได้ก็ไม่เขียน 5555555555

Comments