Say hi Taipei ep2

_________

ต้าเต้า​เฉิง
__________

วันที่สอง​  เราได้รู้จักกับพี่พุดซา​ เป็นพี่ผู้หญิงที่มาเรียนปริญญาเอกที่นี่​ และรู้จักกับพี่ตัน​ เลยมาช่วยเป็นไกด์​พาเที่ยวให้กับเรา​ รวมทั้งเป็นล่ามให้กับพวกเราด้วย​ พี่พุดซาคือน่ารักมากๆ​ พูดเก่งสุดๆ
ในตอนเช้า​เราไปรอพี่พุดซาแถวโรงเรียนที่อยู่ในระแวกนั้น​ หลังจากที่ได้เจอกับพี่สาวแล้วทำความรู้จักกันแล้ว​ พี่พุดซ่าก็ได้พาเรามาเดินที่ต้าเต้าเฉิงและเล่าประวัต​ิของต้าเต้าเฉิง​ ต้าเต้าเฉิงเป็นเมืองเก่าแก่ที่สุดในไทเป​ เป็นทั้งท่าเรือที่ขนส่งยาและสมุนไพร​  ในแถบนี้จะเต็มไปด้วยร้านยาจีนและสมุนไพร​เยอะมาก​   โดยพี่พุดซาได้กล่าวเปรียบเทียบ​ว่าต้าเต้าเฉิงก็คล้ายกับเยาวราช​ของบ้านเรานั้นเอง​ โดยเต้านั้นแปลว่าข้าว​ เพราะเคยมีการขนข้าวเปลือกมาอยู่และมีโกดังเก็บข้าวด้วย

ที่นั้นนั้นจะมีศาลหลักเมืองซึ่งที่ฮิตที่สุดคือการมาไหว้ขอคู่กับขอให้สามีเชื่อฟังเรา​ ในศาลเราจะเห็นว่ามีผู้คนเข้ามาฝากชื่อ​คือการนำรูปปั้น​เล็กๆของเทพเจ้าหลักเมืองและสลักชื่อบองตัวเองลงไปและนำมาฝากไว้ที่ศาลเจ้า​ เพราะมีความเชื่อว่า​ ที่ศาลเจ้านั้นมีการสวดมนต์​ตลอดทั้งปี​ เหมือนกับว่าช่วยปกป้อง​และทำให้โชคดีขึ้นนั้นเอง​ โดยเขาจะทำในทุกๆปี​ ปีนึงเปลี่ยน​ครั้งนึง(ส่วนใหญ่​เขาจะมาฝากตามปีเกิดของตัวเอง)​

หลังจากที่เดินผ่านศาลเจ้ามาแล้ว​ เราก็ได้เข้ามาในซอยหนึ่งของย่าน​  และได้เจอกับพี่เฟยหลีง​ และพี่เวยเวย   ทั้งสองเป็นพี่ๆที่ดูและซุกี้เรน​ หรือก็คือมูลนิธิ​ที่ทำเรื่องเกี่ยวกับการลื้อฟื้นและสืบค้นเรื่องราวในอดีตวิถีชีวิต​ของคนไต้หวัน​ เฉกเช่น​ ประเพณี​ประจำปีที่ห่างหายนาน​และทำให้พี่ๆทำการฟื้นประเพณี​อันนี้ขึ้นมาคือหน้ากากเทพเจ้า​8องค์คล้ายๆกับองครักษ์​ของเทพประจำเมือง​ ก่อนที่เทพประจำเมืองจะออกมาก็จะมีเทพทั้ง8ออกมาสำรวจทางก่อน​
เอกลักษณ์​หน้ากากของต้่าเต้าเฉิง​ จะเป็นสัตว์​ ไม่ว่าจะงู​ เสือ​ เหยี่ยว​ นก​ ยักษ์​เขียวยักษ์​แดง​  ตัวขาวและดำ(เป็นตำนานของสองเพื่อนรักทีได้มีการนัดกันเอาไว้ที่ใต้สะพาน​  แต่ว่าเมื่อถึงเวลา​ เพื่อนอีกคนไม่ได้มาตามนัดเพราะลืม​ แต่คนที่ไปรอก็ไม่ได้ไปไหนจึงนั่งรออยู่ใต้สะพานนั้นจนน้ำขึ้นสูงก่อนจะจมน้ำตาย​ พอเพื่อนอีกคนรู้ก็รู้สึกเสียใจมากจึงได้ทำการผูกคอตายตามเพื่อนรัก)​
ในแต่ละหน้าก็จะเป็นเหมือนตัวแทนของแต่ละตระกูล​ และในหนึ่งหน้าอาจจะมีหลายตระกูล​ก็ได้ และยังเป็นตัวบ่งบอกถึงกิจการ​การค้าด้วยเช่นกัน


พี่เฟยหลีงยังเล่าอีกว่า​  เมื่อในปี1995
มีการจัดประเพณี​แต่ว่าไม่ได้คึกคัก​  และคนในพื้นที่ได้ทะเลาะกัน​ มีปัญหา​กันเลยขอหยุดก่อน​ จนหยุดยาวถึง25ปี พี่เฟยหลีงใช้เวลา3ปีในการทำให้วัฒนธรรม​นี้กลับมาได้​ โดยใช้เทพ8องครักษ์​ในการดึงวัฒนธรรม​เก่าๆขึ้นมา​ และโชคดีที่ยังมีคนเก่าแก่ยังอยู่และความเป็นดั่งเดิมอยู่จึงทำให้สามารถลื้ิอฟื้นประเพณี​ได้ง่ายขึ้น

บ้านเมืองของต้าเต้าเฉิงในปัจจุบั​นยังคงมีความเก่าและกลิ่นอายของความเป็นญี่ปุ่นอยู่​  สิ่งที่เราชอบคงเป็นการที่มีเด็กรุ่นใหม่หลายๆคนได้นำธุรกิจ​ของบ้านตัวเองมาสร้างสรรค์และต่อยอดต่อโดยดึงความเป็นโมเดิร์นผสมผสาน​กับความเก่า​ จนทำให้เกิดร้านค้ามากมายที่น่าสนใจ​  ในจุดนี้ทำให้เราสนใจมันมากขึ้น​  และที่น่าสนใจ​คือการตามล่าหาที่ปั้มตรา​ ในบางร้านนั้นจะมีที่ปั้มตราให้กับเรา​ เพราะงั้น​ อย่าลืมสมุดบันทึก​เล็กๆพกติดตัวด้วยหละ


____________________________________
Taipei Public Library Beitou Branch
____________________________________
ในวันที่21เรามาที่ห้องสมุด​ที่อยู่ในสวนสาธารณะ​ โดยต้องนั่งรถไฟสายสีแดงมามาลงที่สถานีbeitou 22​และขึ้นไฟฟ้าต่อที่xin beitou r22a
เมื่อมาถึงเราจะได้เจอกับสวนสาธารณะ​ที่มีความร่มรื่น​มากๆ​ อากาศ​เย็นสบายที่ทำให้เรารู้สึกดี​ โดยที่นี้จะมีการปลูกต้นไม้ไว้ตลอด​ เมื่อเดินเข้าไปเราจะได้เจอกับตึกห้องสมุด​ที่อยู่กลมกลืน​กับธรรมชาติร่วมทั้งสิ่งก่อสร้าง​ต่างๆที่สร้างขึ้นให้ไม่รบกวน​สิ่งแวดล้อม​
ห้องสมุดนี้สร้างขึ้นในยุคสมัยญี่ปุ่นปกครอง​  ย่านชานเมืองออกไปทางนิวไทเป​  ในตัวอาคาร​นั้นจะมีสไตล์​ที่ออกไปทางแนวญี่ปุ่น​  เราได้เข้าไปในห้องสมุด​ ที่นี้มีตั้วปั้มตรา​ด้วย​ โดยข้างในจะมีการแบ่งโซนประเภท​หนังสื่อต่างๆ​ เราได้เข้าไปถาม​ ซึ่งทุกๆคนสามารถเข้ามาอ่านหนังสือได้แต่หากต่องการจะยื่มหนังสือกลับจำเป็นต้องเป็นสมาชิกเท่านั้น​ ในตัวตึก
จะ​มีทั้งหมดสามชั้นโดยชั้นสามจะเป็นจุดชมวิว​  หากถ่ายรูปจากมุมนี้ก็จะเห็นวิวรอบๆตัวอาคารเลย และที่นี้ยังมีอองเซนที่ให้เรามาแช่น้ำร้อน​ แต่วันจันทร์​อองเซนปิดเลยทำให้พวกเราไม่ได้ไปแช่น้ำร้อน​  เสียดายสุดๆ เพราะงั้นใครมาก็อย่าลืมมาแช่น้ำร้อนกันนะคะ



SHARE
Written in this book
Say hi Taipei

Comments