กาลครั้งหนึ่ง

1 ปีที่แล้ว


ที่จริงไม่คิดจะบอกเรื่องนี้กับใคร แต่ก็อยากให้มันเป็นบทเรียนสำหรับใครหลายๆคน ตอนนี้เราไม่ได้เข้าเฟซบ่อยๆเหมือนเมื่อก่อนแล้ว และดูเหมือนเราหายไปจากทุกคน เราแค่กำลังเยียวยาตัวเองจากทุกอย่างที่โหมกระหน่ำเข้ามาในชีวิต ถ้าใครสังเกตจะเห็นว่าเราเคยเปรยๆเรื่องนี้บนทล. ใช่แล้วเราเป็นโรคซึมเศร้า โรคที่บางคนมองว่าเรียกร้องความสนใจ โรคที่บางคนมองว่าคนที่เป็นเพราะแม่งอ่อนแอ ใช่..เราอ่อนแอจริงๆตอนนี้ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่มายืนอยู่ตรงนี้ได้ ตรงที่ทั้งอึดอัด ทั้งเงียบ ทั้งมืด ทั้งหนาว และเหมือนไม่มีอากาศให้เราหายใจ ซึ่งเราเชื่อว่ามันเป็นจุดที่แย่ที่สุดของการมีชีวิตแล้ว มันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าคนเราสูญเสียเป้าหมายชีวิต ไม่มีpassionในการใช้ชีวิตให้ดำเนินไปแต่ละวัน บางคนอาจจะนึกไม่ออก พูดให้เห็นภาพง่ายๆคือ บางคนอยากตื่นเช้ามาทำบุญ บางคนอยากตื่นมากินของอร่อย บางคนอยากทำงานเพราะอยากมีเงินใช้ มีชีวิตดีๆ บางคนอยากไปเที่ยวทั่วโลก หรืออะไรก็ตามที่ทำให้ชีวิตแต่ละวันเหมือนมีเชื้อเพลิงเติมเข้าไป เพื่อที่จะขับเคลื่อนไปข้างหน้า แต่กับคนที่เป็นแบบเราเรื่องพวกนี้มันหายลับไปอย่างไม่มีสาเหตุ และหาเท่าไหร่ก็ยังไม่เจอสักที หลายคนชอบบอกว่าเพราะเราคิดมากไป เครียดเกินไป แต่อยากจะบอกเหลือเกินว่าเมื่อมาถึงจุดนี้ จุดที่เรียกว่าเป็นผู้ป่วยซึมเศร้า ต่อให้ตอนนั้นเรารู้สึกเหมือนนจะมีความสุขแค่ไหนเราก็สามารถหลั่งน้ำตาได้ภายในเวลาไม่กี่วิ อารมณ์ความรู้สึกถูกสวิตช์เหมือนแค่กดเปิดปิดไฟ บางคนบอกว่าอยู่ที่ใจ บางคนบอกว่าคนอื่นแย่กว่านี้เยอะเขายังผ่านไปได้ คำพูดเหล่านี้มันทุบตีเราจนน่วมไปหมด ระบมไปทั้งตัว แต่จะทำยังไงได้เมื่อเราดันเป็นผู้ถูกเลือกให้ต้องพบเจอกับสิ่งนี้ สิ่งที่ไม่มีใครอยากเจอแน่ๆถ้าได้รู้จักกับมัน บางคนถามหาสาเหตุ เราบอกได้เลยว่าสาเหตุมันไม่ได้มีแค่ 1 แต่เป็นทุกอย่างที่พุ่งเข้ามาหาเรา ทั้งจากตัวเราและสิ่งแวดล้อม และที่มักจะเป็นหนึ่งในปัญหาเหล่านั้นก็คงไม่พ้นครอบครัว และคนใกล้ชิด "การตัดสิน" "การคิดแทน" "การเปรียบเทียบ" และอีกหลายอย่างที่กระตุ้นให้มันรุนแรงขึ้น สำหรับครอบครัว ตอนนี้ทุกคนก็โตแล้ว ทำงานแล้ว บางคนสร้างชีวิตสร้างครอบครัวแล้ว เราอยากให้เรื่องของเราเป็นบทเรียน ทำให้บ้านเป็น "บ้าน" แต่ส่วนใหญ่มันจะเป็น A house is not a home สิ่งที่ผิดพลาดที่สุดของการเป็นครอบครัวไม่ใช่ความยากจน ไม่ใช่ความลำบาก แต่เป็นครอบครัวที่ขาด"การเข้าใจกันและกัน" ผู้ใหญ่หลายคนเอาบรรทัดฐานการใช้ชีวิต หรือประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเป็นตัวตัดสินลูก มันจะผิดอะไรถ้าเด็กสักคนจะบ่นเหนื่อย บ่นท้อ เราก็แค่เหนื่อย เหมือนคุณวิ่งรอบสนามห้ารอบก็เหนื่อย วิ่งร้อยรอบก็เหนื่อย วิ่งพันรอบก็เหนื่อย แม้ว่าจะวิ่งไม่เท่ากันแต่ความรู้สึกเหนื่อยมันไม่มีอะไรมาวัดตายตัวแน่นอน เราเป็นอีกคนที่ไม่กล้าพูดคำว่าเหนื่อยกับครอบครัว ด้วยความที่พ่อและแม่แสดงออกไม่เก่ง บางครั้งกำลังใจก็มาในรูปของแรงกดดัน หรือความเงียบ บางครั้งเราแค่อยากปล่อยลูกโป่งแห่งความเหนื่อยล้าที่มันอัดแน่นในใจเราให้มันลอยออกไป แต่ทุกครั้งก็ทำได้เพียงแค่ผูกมันไว้กับตัวเองจนไม่มีที่เหลือให้สำหรับลูกโป่งแห่งความสุขเลย บางคนคิดว่าการกดดันจะทำให้ลูกผลักดันตัวเองแต่สำหรับเด็กบางคนเขาไม่ได้แข็งแรงพอจะสู้กับแรงนั้นแล้วก้าวขึ้นบันไดขั้นถัดไป สุดท้ายก็พลัดตกลงมา พออยากจะยืนขึ้นก็ถูกผลักให้ตกลงไปอีกขั้น อีกขั้น และอีกขั้นจนมีแผลเต็มตัว และสุดท้ายบันไดที่ว่านั่นมันก็อยู่สูงเกินไปหรือบางทีมันก็หายลับไปจากสายตา แล้วมันก็ไม่ใช่ความผิดของคนเหล่านี้ที่ไม่ว่าจะทำวิธีไหนก็ไม่สามารถเอื้อมถึงบันไดนั้นสักที ในเมื่อมีคนดึงเอาไว้ให้ต่ำลงมาอยู่ตลอดเวลา โดยที่คนดึงก็ไม่รู้ตัว สิ่งที่ไม่อยากให้ทุกคนทำพลาดคือการมอบความเข้าใจให้คนที่ตัวเองรัก เพราะมันสำคัญยิ่งกว่าความรักด้วยซ้ำในบางที
ตอนนี้เราเองก็ยังสู้กับสิ่งนั้นทุกวัน ดีบ้าง แย่บ้าง มันเหนื่อยมากจริงๆเวลาต้องเผชิญหน้ากับมัน เหมือนฟ้าผ่าลงกลางหัวตอนที่คุณหมอบอกเราว่า คุณไม่ได้คิดไปเองหรอกนะ คุณเป็นสิ่งนั้นจริงๆ ทั้งที่ทำใจมาแล้ว แต่มันก็จุกไม่ใช่น้อยที่ต้องยอมรับความจริง ได้แต่สงสัยว่าทำไมต้องเป็นเรา และเราจะผ่านมันไปยังไง เมื่อก่อนเคยดูถูกคนฆ่าตัวตายว่าสิ้นคิด แต่ใช่ มันคิดไม่ออกแล้วจริงๆว่าจะออกไปจากตรงนี้ได้ยังไง ถึงอย่างนั้นก็ยังให้กำลังใจตัวเอง ว่าเก่งแล้วนะที่กล้าเผชิญหน้าและลองสู้กับมันสักตั้ง มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ต้องก้าวไปหามัน เข้าไปทำความรู้จักกับมัน เพื่อที่จะได้รู้ทันตัวเองให้มากกว่านี้ อีกทั้งผลข้างเคียงของยา แต่เราก็สู้กับมัน จนถึงตอนนี้ก็ยังสู้ แต่เราแค่อยากบอกว่าเราเหนื่อย เหนื่อยมากและมันทรมานไปหมด ขอบคุณใครก็ตามที่อ่านมาถึงตรงนี้ เราไม่ได้ต้องการอะไร แค่อยากระบายมันออกมาบ้างเท่านั้นเอง ถ้าไม่ใช่เพราะเราไม่ไหวจริง ๆ ก็คงไม่พูดออกมาวันนี้ เพราะเราก็ไม่อยากเป็นตัวประหลาดในสายตาของคนที่ไม่เข้าใจ

ปัจจุบัน


ถ้าใครคิดว่าเราหายดีแล้ว.. เปล่าเลย

เรายังคงใช้ชีวิตร่วมกับมัน แต่ไม่เจ็บปวดทุรนทุรายเท่าเดิมแล้วแค่นั้นเอง เราเข้าใจมันมากขึ้น ไม่สิ ต้องบอกว่าเข้าใจตัวเองมากขึ้น พร้อมๆกับการที่เราได้เข้าใจคนอื่นมากขึ้น ... เมื่อผ่านจุดที่เปราะบางที่สุดมา ทำให้เราเรียนรู้สภาวะจิตใจของมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง อะไรที่เคยไม่เข้าใจก็ได้เข้าใจ อะไรที่เคยคิดว่าไม่เมคเซ้นส์วันนี้ก็ได้รู้แล้วว่าเบื้องหลังความไม่เมคเซ้นส์นั้นคืออะไร มันเต็มไปด้วยความซับซ้อนและละเอียดอ่อนของความรู้สึก และคงยากที่จะทำให้ใครได้เข้าใจแบบเรา ของแบบนี้ถ้าไม่สัมผัส ก็จะไม่รู้เลยว่ามันเป็นอย่างไร จะว่าเปิดโลกก็ย่อมได้


มันขมขื่น แต่มันก็เป็นรสชาตินึงของชีวิต เกิดมาครั้งนี้ คงจะเกินคุ้ม 555555 (ขำทั้งน้ำตาหรือเปล่านะ)

วันนี้แค่มาอัพเดทตัวเอง เพราะคิดว่า ได้เติบโตจากความเจ็บปวดแล้ว และหวังว่าจะเติบโตขึ้นอีก 

29 / 10 / 2562
SHARE
Writer
Iampinecone
Nothing
amature photographer

Comments