จากลูกสาวชาวนา สู่ข้าราชการครู
ตอนนั้นฉันเป็นลูกชาวนา...ตอนนี้พ่อแม่ฉันเป็นชาวนาที่มีลูกเป็นครู
ฉันเป็นลูกชาวนา...
พ่อแม่ฉันเป็นชาวนา...
ฉันเป็นลูกชาวนามาโดยกำเนิด...

ฉันไม่เคยอายเลยสักครั้งที่จะบอกใครต่อใครว่าพ่อกับแม่ทำงานอะไร..."เป็นชาวนา" ฉันออกจะภูมิใจซะด้วยซ้ำที่มือสองมือของคนสองคนผลักดันหลังของฉันให้เดินฝ่าโคลนตมกลางทุ่งนาออกมาเผชิญหน้าในเมืองที่เรียกว่า 
"ตักสิลานคร"

จุดเริ่มต้นของฉันเริ่มจากเด็กน้อยบ้านนอก
ธรรมดาๆ 
...ตื่นเช้ามามีแม่เตรียมกับข้าวไว้ให้
...เดินเท้าไปโรงเรียนแต่เช้า ในระยะทางสองกิโลนิดๆ วิ่งกระโดดโลดเต้นไปตามทางในหมู่บ้านด้วยใจเบิกบาน เหมืืือนเทเลทับบี้ที่่แฮปปี้เมื่อเจอแสงแดด
...ไปถึงโรงเรียนแต่เช้าจนนึกว่าตัวเองเป็นภารโรง
...เล่นกีฬา เป็นนักกีฬาของโรงเรียน ซ้อมกีฬาหลังเลิกเรียนทุกวัน วันไหนขี้เกียจก็รีบหนีกลับบ้าน หรือเดินออกจากโรงเรียนแล้วทำทีเป็นไม่ได้ยินเสียงครูเรียกตามหลัง...
ซ้อมกีฬาช่วงปิดเทอม (วันไหนขี้เกียจก็ปีนขึ้นไปซ่อนตัวบนต้นไม้ใหญ่ด้านหลังบ้าน หรือไม่ก็วิ่งหนีลงไปซ่อนในทุ่งนาที่มีต้นข้าวสูงๆ จะคันแค่ไหนก็ยอม)
...เรียนบ้างเล่นบ้าง รายได้หลักมาจากการใช้เวลาว่างแอบครูลงมาเล่นนอกห้องเรียน ถ้าครูหรือ ผอ.เดินมาเจอเมื่อไหร่ก็ game over 
เกมโปรดฉันเรียกมันว่า จิกเส้น ดีดลูกแก้ว กระโดดยาง หมากเก็บ เป่าดินทรายใต้ถุนอาคารขุดหาตัวนิ่มใต้ดิน ตีแมลงปอเล่น...แสบใช่เล่นนะ :)

"จิกเส้น" คือการโยนเงินเหรียญบาทให้เข้าใกล้เส้นตรงทีี่ขีดไว้บนดิน สลับกันโยนทีละคน ใครใกล้เส้นด้านบนที่สุดก็ได้เงินเหรียญของคนอื่นที่อยู่เหนือเส้นด้านบนทั้งหมด ใครครองเส้นด้านล่างก็กินเรียบ...ฉันกินเรียบ (ภูมิใจเหลือเกิน) คู่แข่งที่เป็นลูกค้าฉันคือกลุ่มผู้ชาย เพราะเพื่อนผู้หญิงไม่ยอมเล่นด้วยหรือหากเล่นจะเล่นโดยให้ฉันโยนในระยะที่ไกลกว่า แล้วบอกว่าฉันโยนแม่นเกินไป แน่ล่ะ! ฉันเคยได้เงินมากสุดวันละร้อยกว่าบาทแหน่ะ!!!

"ดีดลูกแก้ว" เกมนี้ฉันเซียนใช่ย่อย ดีดได้ทุกนิ้ว หลักๆคือนิ้วกลางข้างขวา ถ้าเล่นกับผู้ชายจะได้ใช้นิ้วกลาง ถ้าเล่นกับผู้หญิงจะถูกบังคับให้ใช้นิ้วอื่นที่ไม่ถนัด

เริ่มตั้งใจเรียน (มากกว่าที่ผ่านมา) ในช่วง ม.ต้น
และเป้าหมายหลังจบ ม.ต้นที่ไม่ได้วางแผนไว้
แต่มีครูผู้ใหญ่แพลนให้ว่าต้องเรียนต่อ ม.ปลาย ในโรงเรียนประจำจังหวัด และจัดเตรียมหนังสือติวสอบมาให้อ่าน (สารภาพว่าฉันตื่นมาอ่านตีห้าก่อนไปโรงเรียน แต่ฉันไม่รู้เรื่องอะไรที่อ่านไปเลย)
ฉันสอบติดโรงเรียนประจำจังหวัดตามที่ครูคาดไว้ม.ปลายของฉันเริ่มต้นแบบเด็กบ้านนอกที่เข้ามาอยู่ในเมือง ตอนนั้นฉันคิด "ทำไมเด็กในเมืองใช้ชีวิตกันแบบนี้" 
...ฉันมีกลุ่มเพื่อนที่มีเฉพาะเด็กใหม่มาจากต่างสถาบัน รวมแล้ว 7 คน
...กลุ่มฉันถูกขนานนามว่าเป็น "กลุ่มเด็กเรียน" ฉันไม่ใช่เด็กเรียนนักหรอก แต่ที่ชอบนั่งใกล้หน้ากระดานก็เพราะว่าสายตาสั้น ไม่ได้ตั้งใจเรียนแต่อย่างใด ไปโรงเรียนแต่เช้าคอยลอกการบ้านเพื่อนวิชาที่มีคำนวณ
...ห่อข้าวมากินที่โรงเรียนตอน ม.5-6 จนจำไม่ได้ว่าร้านกับข้าวในโรงอาหารขายอะไรกันบ้าง
...เดินทางไป-กลับ ระยะทาง 34 กิโลเมตร จากบ้านไปโรงเรียนเป็นเวลา 3 ปี (ทำไมผ่านมาได้)
- ตื่นตี 5 อาบน้ำ แต่งตัว ได้กินข้าวเช้า 
- ออกจากบ้านไปรอรถสองแถวโดยสารประจำทาง 06.05 น. เพื่อรอรถรอบ 06.15 น.
- ถึง บขส. เวลา 07.15-07.30 น.
- ต่อรถสองแถวไปหน้า รร. (ตอนเช้านั่งรถ/เลิกเรียนเดินมาขึ้นรถเพราะขี้เกียจยืนรอ)
- รอรถรอบ 17.30,18.00 น.ถึงบ้าน 18.30,19.00 น.

เรียนสายวิทย์-คณิต 
แต่เกรดวิทย์-คณิต ออกมานึกว่าเศษสตางค์ 
ขอเสนอคำว่า "แถจนเอิ้กเหลิ่น" (ฉันไม่แปลให้หรอกนะ กิกิ )หลีกหนีวิทย์-คณิต มาใช้ชีวิตมหา'ลัย
ฉัันเลือกเรียนครูภาษาไทย เพราะหลีกหนีวิทย์-คณิต สุดชีวิต 
- สอบรอบรับตรง ครูภาษาไทย มหา'ลัย ในจังหวัด แต่สอบตกรอบสัมภาษณ์...เศร้ามากในตอนนั้น
- สอบรอบรับตรงได้ครูภาษาไทย มหา'ลัย ต่างจังหวัด ซึ่งใช้เวลาในการเดินทาง 3 ชม.กว่าๆ
ถือว่าค่่่่่่่อนข้างไกล...ฉันรายงานตัว ซื้อเครื่องหมาย เตรียมเครื่องแบบ พร้อมจ่ายค่ามัดจำหอพักทุกอย่างเรียบร้อย เหลือแค่เข้าพัก...แต่ก่อนจะถึงวันเข้าหอเพียง 1 สัปดาห์ 
ฉันก็ลาออก ยอมสูญเงินเป็นหมื่น เพื่อมารายงานตัวเข้าเรียนอีกที่
- สอบรอบ Admission ครูภาษาไทย มหา'ลัย เดิม ในจังหวัดตัวเองอีกครั้งโดยไม่คาดหวังว่าจะได้...แต่ได้ (ตอนสมัครไม่่รู้้้้้ด้วยซ้ำว่่ามหา'ลัััย นี้เปิดรับ)
เรียนราชภัฏ อยู่ต่างจังหวัดไม่ไกลไม่ใกล้ 🎤🎼🎵

จู่ๆก็นึกถึงเพลงนี้ขึ้นมา แต่ว่าฉันไม่ได้เรียนต่างจังหวัดนะ เรียนในจังหวัดนี่แหละ

ฉันใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยโดยเริิ่มจากการเป็นเด็กหอใน ใสๆวัยรุ่นชอบ (เปล่าหรอก...ฉันแค่ไร้เดียงสา จนเชืื่อคำขู่ว่่าน้องใหม่ครุศาสตร์์์์์ต้องอยู่หอในทุกคน ซึึ่งหลายคนอยู่หอนอก) ซึ่งจริงๆเป็นเด็กหอในมันก็ดีนะ
...ถูกดี ราคาเหมาจ่ายเป็นเทอม ไม่มีรายเดือน
...ค่าน้ำค่าไฟ ฟรี 
...มีเพื่อนร่วมห้องให้คุยด้วย (ห้องละ 4 คน) ได้ทั้งเพื่อนใหม่ ได้ฝึกการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เรียนรู้มารยาทในสังคม การแบ่งปัน (คำตอบนางงามของฉัน)
...ใกล้ดี เดินหรือปั่นจักรยานไปเรียนได้ (แรกๆปั่นหลังๆขอเอามอไซต์มาใช้แทน)
...เดินลงมาเจอโรงอาหารราคาลูกนก(จิ๊บๆ) ร้านมินิมาร์ท (มินิจริงๆ)
...มีเครื่องอำนวยความสะดวกพร้อม อาทิ เครื่องซักผ้า ตู้กดน้ำหยอดเหรียญ ตู้้้้้เติมเงิน บริการซักรีด บลาๆ

ถูกรับน้อง (เข้าคลาส) น้อยกว่าเพื่อนๆกลุ่มที่่่่่่่่่มาจากรอบรับตรง เพราะเรามารอบสุดท้าย ก็คือรอบ Admission "โชคดีจริงแฮะ" 

จบจากรับน้องของมหา'ลัย ต่อด้วยรับน้องของสาขา พี่ๆในสาขาดู solf ขึ้นมาทันที...มาถึงจุดนี้เราได้มีพี่รหัสมีสายรหัสกันด้วยนะ 
ปี 1 น้องรหัส
ปี 2 พี่รหัส
ปี 3 ป้ารหัส/ลุงรหัส
ปี 4 ย่ารหัส/ปู่รหัส
ปี 5 ทวดรหัส (คำว่า"ทวด" เรียกเบาๆก็เจ็บ)
ปี 6 7 8 อย่าไปยุ่งกับเขาเลย
ฉันมีพี่รหัส 1 คน
น้องรหัส 2 คน 
หลานรหัส 2 คน
เหลนรหัส 2 คน
และต่อๆมาอีกปีละ 2 โอ้!! ไล่สายกันไม่หวาดไม่ไหว

หลังจากการรับน้องได้สโลแกนมาว่า 
เอกไทย งานหลาย ผู้ชายน้อย : ผู้ชายจับผ้า ผู้หญิงยกโต๊ะ
หลังจากพิสูจน์มาแล้ว 5 ปี ปรากฏว่าเป็นจริงดังสโลแกนทุกประการ

ชีวิตมหา'ลัย แรกเริ่มฉันมีเพื่อนร่วมชั้นทั้งหมด 30 ชีวิต สูญหายในสนามรบ 2 ชีวิต หลงกลข้าศึก 1 ชีวิต อยู่รอดปลอดภัย 27 ชีวิต 
...มีกลุ่มสาวสวย แซ่บ
...มีกลุ่มเด็กหอใน เดินเรียน
...มีกลุ่มสายชิลล์
...มีกลุ่มขึ้นห้าง
...และกลุ่มของฉัน "สายกิน" อยากเจอตัวกลุ่มนี้เจอได้ที่โรงอาหาร

"เป็นเรื่องบังเอิญเมื่อวิชาเรียนที่ฉันชอบทำให้ฉันมีรายได้เสริม"
ฉันพยายามลดค่าใช้จ่ายในส่วนของฉันลงเพราะสงสารพ่อกับแม่ที่ต้องหาเงินส่งเสีย
ฉันจึงใช้ความขยัน อดทน สร้างความน่าเชื่อถือด้วยการทำงานที่มีคุณภาพส่งอาจารย์ สร้างผลสอบให้เป็นที่น่าจดจำ ฉันจะไม่ชอบดองงานแต่จะรีบทำให้แล้วเสร็จ ไม่ว่าหลังจากนั้นจะมีเพื่อนมาติดต่อขอจ้างหรือติดต่อขอลอกงานก็ตาม ฉันจะรีบเคลียร์ดินออกไม่ให้พองหางฉัน 
ฉันรับจ้างทำงาน 
...วิเคราะห์เรื่องสั้น
...วิเคราะห์หนังสือ วรรณกรรมแปล
...แต่งนิราศ แต่งกลอน แต่งกาพย์ แต่งฉันท์ แต่งร่าย แต่งนิทาน 
...วาดภาพลายเส้นการ์ตูนหนังสือเล่มเล็ก 
...จัดทำหนังสือเล่มเล็ก
...แปลอักษรธรรม (แปลใบลาน)
...เขียนสรุปย่อเนื้อหาจากหนังสือ
งานในวิชาเรียนเหล่านี้คือรายได้เสริมของฉัน มันช่วยลดรายจ่่่ายของทางบ้านลงได้มาก แม้ว่าจะเหนื่อยกว่าเพื่อนคนอืื่ื่ื่นๆ แต่มันก็คุ้มค่าที่จะเหนื่อย ฉันมีความสุขที่ได้เรียน สุขใจที่ได้ทำ แม้ว่ามันจะไม่ถูกต้องกับอาจารย์ผู้สอน เป็นการทำร้ายเพื่อนทางอ้อม แต่ฉันก็น้อมรับความผิดนั้นอย่างจำนนต่อหลักฐาน

ชีวิตมหา'ลัย ทำให้ฉันเรียนรู้ชีวิตมากขึ้น
...เรียนรู้ที่จะอยู่ให้ได้แม้ต้องอดทนสู้ในห้อง
สี่เหลี่ยมเล็กๆเพียงลำพัง
...เรียนรู้การไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง ทำอะไรด้วยตัวเอง ทำอะไรเพื่อตัวเอง
...เรียนรู้ที่จะจัดการการใช้เงินในแต่ละเดือน แต่ละสัปดาห์ แต่ละวัน...จ่ายค่าหอเองจากเงิน กยศรายเดือน ค่าใช้จ่ายรายสัปดาห์จะทำอย่างไรให้รายจ่ายน้อยที่สุดและลดลงเรื่อยๆ
...เรียนรู้การวางแผนชีวิต ต้้้องรีบจัดการภาระงานของตัวเอง เพื่อจะรองานที่คาดว่าจะมีมาแน่ๆ วางแผนเที่ยวแบกแพกก็ต้้้องทำงานให้เสร็็็จ อย่าให้เสียหายไปถึงการเรียน ฉัััันทำมันแบบนั้นมาตลอดห้าปี วางแผนสอบภาษาอังกฤษ ติวเอง เรียนรู้เอง ลองผิิดลองถููก ไม่ยอมเสียค่าคอร์ส แต่ยอมจ่ายค่าสอบ ด้วยความตั้งใจว่า เรียนจบต้องสอบผ่่่าน พอสอบผ่านก็รอแค่ส่งเอกสาร
ยืนยััััันสิิิิทธิ์ แล้วรอคำสั่งบรรจุ..."ฉันทำได้แล้ว"
ฉันคิดว่าฉันเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง
สูงยังไงน่ะหรอ
...ถ้าฉันได้เข้าห้องพัก ฉันจะออกมาเจอเพื่อนยาก
...ถ้าฉันได้ออกห้องพัก ฉันจะกลับห้องยาก
...ถ้าฉันตั้งใจทำงานส่งอาจารย์ทั้งงานตัวเองและงานรับจ้างเพื่อนในเอก ฉันจะเงียบ และจะไม่แสดงท่าทีว่าฉันกำลังทำงาน
...หากมีเรื่องผิดใจกันกับเพื่อนในกลุ่ม ถ้าฉันไม่ผิดฉันจะไม่เป็นฝ่ายง้อ แต่ฉันจะนิ่งเฉยราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น และเมื่อไหร่ที่เพื่อนคิดได้ เพื่อนจะเป็นฝ่ายกลับมาคุยกับฉันเอง
...ฉันไม่ชอบบอกใครว่าตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ เช่น ทำงานส่งอาจารย์ อ่านหนังสือ รับจ้างทำงาน ไม่ใช่เพราะกลัวเพื่อนขอลอกงาน หรือกลัวเพื่อนหมั่นไส้ แต่ด้วยเหตุผลที่ว่า "เราทำอะไรอยู่ก็ไม่จำเป็นต้องบอกให้ใครรู้ แค่เรารู้ว่าหน้าที่เราคืออะไร และเราต้องทำอะไรก็พอ"
...ฉันจะหุงข้าวทุกวัน และชอบทำกับข้าวกินเองที่ห้องหรือไม่ก็ซื้อเฉพาะกับข้าวมากินที่ห้อง ไม่ว่าจะเรียนกี่โมงก็ตามฉันต้องได้กินข้าวครบ 3 มื้อ
มีครั้งนึงตอนปี 1 ฉันถูกรับน้องจากพี่สาขา พีี่ๆนัดเวลาตีห้า (ถ้าจำไม่ผิด) ฉันพักอยู่หอใน ยังสู้อุตส่าห์ตั้งนาฬิกาปลุกตีสี่เพื่อมาหุงข้าว ทอดไข่ (รูมเมททุกคนต้องตื่นเพราะได้กลิ่นอาหาร) บอกแล้ว เรื่องกินเรื่องใหญ่!
...ในรั้วมหา'ลัย ฉันอยู่หอพักคนเดียวมาตลอด 5 ปี มันทำให้ฉันต้องพึ่งพาตัวเองทุกอย่าง ปรึกษาตัวเอง เป็นเพื่อนให้ตัวเอง ฉันจึงไม่ลังเลหากเจอสถานการณ์ที่ต้องพาตัวเองออกไปไหนมาไหนคนเดียว
ฉันจะเป็นครู! ห้วงเวลาชั้นปีที่ 5 ที่เป็นปีสุดท้ายของชีวิิิิิตนักศึกษา เป็นปีที่ฉันฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู 
ในระหว่างนั้นฉัันตัั้ั้งปณิธานกับตัวเองมาโดยตลอด บอกตัวเอง เตือนตัััััวเองทุกวันว่า 
"ฉันต้องได้้้เป็นครู"

...ฉันต้องสอบภาษาอังกฤษให้ผ่านตามเกณฑ์ของครูคืนถิ่น รหัส 57 ให้ได้
...ฉันต้องลุกขึ้นสู้ ในวันที่ผลสอบออกมาไม่เป็นดังที่หวัง
...ฉันต้องเป็นกำลังใจให้ตัวเอง ชมตัวเอง ปลอบตัวเอง จับมือตัวเอง และพยุงตัวเองให้้เดินต่อ
...ฉันคิดเพียงว่า ถ้าฉันสอบผ่านได้ เมื่อฉันเรียนจบ สิ่งทีี่ฉันวาดฝันมันจะกลายเป็นจริง ครอบครัว คนรัก ตัวฉัน เราจะมีความสุขกันถ้วนหน้า
...ฉันต้องทำให้ดีทั้งงานสอน งานเอกสาร และอนาคตของฉันก็คือการสอบ
4 ตุลาคม 2562 ฉันบรรจุเป็นข้าราชการครูผลตอบแทนของชาวนา...คือเมล็ดข้าวในนาที่อุดมสมบูรณ์

ผลตอบแทนของลูกชาวนา....คือใบปริญญาพร้อมคำสั่งบรรจุแต่งตั้ง

ผลตอบแทนของคนขยันคือรางวัลที่ 1 
ฉันได้รับเกียรตินิยมอันดับ 1
ฉันสอบสัมภาษณ์ได้ลำดับที่ 1 (ยืนหนึ่งแบบงงๆ)

ผลตอบแทนความพยายามในวันนั้นคือหน้าที่การงานที่มั่นคงและมีสวัสดิการคุ้มครองพ่อกับแม่ในวันนี้

ผลตอบแทนอีกอย่างที่สำคัญ "ฉันยังรอตกเบิก"
ฉันมีอาชีพครูและมุ่งมั่นที่จะเป็นครูมืออาชีพต่อจากนี้ไปไม่ว่าทางเดินข้างหน้าจะราบรื่นหรือขรุขระแค่ไหน...นั่นคือสิ่งที่ฉันตั้งใจเลือก

ฉันจะทำมันให้ดี
3 พฤศจิกายน 2562



SHARE
Written in this book
The inspiration
Writer
iROAMon
Beginner
Welcome to my lifestyle : บางมุมของฉัน ใช่ว่าทุกคนจะรู้จัก

Comments

Swanoya
8 days ago
ยินดีด้วยค่ะ
Reply
iROAMon
8 days ago
ขอบคุณนะคะ :)
Hildergard
8 days ago
ยินดีด้วยครับ😊
Reply
iROAMon
7 days ago
ขอบคุณค่ะ (^_^)
JenjilaWilajun
5 days ago
ว้าวเขียนดีมากๆเลยค่ะ ยินดีด้วยนะคะ🎉🎉
Reply
iROAMon
2 days ago
ขอบคุณมากนะคะ 😊😊