ฉันคือผู้เสพติดความเจ็บปวด
"พอเหอะแก แกอะอยู่นิ่งๆบ้าง พักใจแกบ้างนะ เดี๋ยวมันก็มีคนดีๆเข้ามาหาแกเองแหละ ....."

นี่คือสิ่งที่เพื่อนๆของฉันพูดกับฉันอยู่เสมอ ทุกๆครั้งที่ฉันไปเล่าเรื่องราวความเศร้าของฉันให้ เพื่อนๆเจ้าประจำของฉันฟัง

.
.
.
แน่นอนว่า "ฉันทำมันไม่ได้"
 
ฉันคงเป็นหนึ่งคนที่ทุกคนกล้าเรียกว่าเป็นนักวิ่ง

"นักวิ่งตามความรัก"

ฉันวิ่งมานับไม่ถ้วนแล้ว
และแทบทุกครั้งก็เหมือนกับว่าเส้นชัยของฉันมันวิ่งหนีฉันด้วยอัตราเร็วเท่ากัน

หรือไม่เส้นชัยก็อยู่อีกลู่วิ่งหนึ่ง, เส้นทางคู่ขนาน.


การวิ่งของฉัน ระหว่างทางทำให้ฉันมีพลัง ฉันยอมรับว่าฉันชอบความรู้สึกตอนที่วิ่งตามหัวใจของฉัน
ชอบความรู้สึกที่ได้ทำอะไรดีๆให้คนคนหนึ่ง ได้เฝ้ามองเค้าเติบโต แต่แหงหล่ะ ฉันบอกไปแล้วว่าฉันไม่ค่อยไปถึงเส้นชัยหรอก สิ่งที่ฉันได้รับกลับมาจากการรู้สึกดีๆกับใครซักคนมันคือ "ความเจ็บปวด".

ฉันมักจะแบกรับมันไว้กับหัวใจของฉัน จะว่ายังไงดีหล่ะ จะว่าฉันเกลียดความรู้สึกนี้คงไม่ได้ มันไม่ได้มีความสุขนักหรอกที่จะต้องแบกมันไว้ มันคือความสับสน กระวนกระวาย เป็นก้อนมวลสารที่ไม่สามารถอธิบายทางวิทยาศาสตร์ได้ที่กองอยู่บริเวณช่วงอกและช่วงท้อง แต่คุณรู้ไหม ความเจ็บปวดนี่อยู่กับฉันมาจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนแท้ มันเป็นความเคยชินซะแล้วหล่ะ

ฉันมักจะดำดิ่งไปกับความรู้สึกนี้ ในทุกเวลาที่ฉันหัวว่าง โดยเฉพาะเวลาที่ไฟมืดหรือไฟสลัว มีงานวิจัยกล่าวไว้ว่า ในห้องที่มีไฟสลัวคนจะกล้าพูดความลับมากกว่า มันคงเป็นกรณีเดียวกันกับการที่เราจะดำดิ่งกับความรู้สึกในหัวของเราหล่ะมั้ง ฉันมักจะเอาช่วงเวลาดีๆหรือที่เค้าเรียกกันว่าโมเมนต์ แม้จะเล็กน้อยซักเพียงใด กลับมาเล่นซ้ำในหัวเป็นร้อยรอบ เป็นความสุขที่แสนเศร้า ช่วงเวลาความเจ็บปวดก็เช่นกัน พร้อมกับนึกคิดว่า ฉันต้องทำยังไงให้มันดีกว่านี้ เสพความรู้สึกเหล่านี้ซ้ำๆจนเหมือนเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันใช้ชีวิตต่อได้

คุณเคยเล่นเกมสมัยก่อนที่ชื่อ The sim มั้ยหล่ะ ถ้าเคย ให้คุณรู้จักฉันในฐานะของตัวละครที่คนเล่นตั้งปณิธานไว้ให้เป็นปณิทานความรักไว้แล้วกัน
 
ฉันเคยมีช่วงเวลาที่ไม่ได้ดำดิ่งกับความรู้สึกนี้เป็นระยะเวลาเกือบหนึ่งปีอยู่หนหนึ่ง ซึ่งมันก็นานพอที่ฉันจะต้องกลับมาปรับตัวใหม่กับเพื่อนรักที่ห่างหาย ซึ่งเพื่อนรักคนนี้ก็กลับมาเอาซะทุกอย่างในตัวฉันพังไปเลยหล่ะ

ล่าสุดกับการวิ่งครั้งใหม่ของฉัน คุณรู้มั้ย ว่าคุณที่เดินผ่านมาเป็นเหมือนแสงสว่างที่ปลายทาง คุณเดินผ่านมาในเวลาที่ฉันกำลังตกเหวของความรู้สึก ตอนแรกฉันก็ไม่แน่ใจหรอก แต่คนที่กำลังตกเหวอะคุณ เจอทางออกไหนได้เค้าก็คว้าไว้ทั้งนั้นแหละ

คุณเคยบังเอิญหลงมาฟังเพลงกับฉันรอบนึง แล้วฉันบอกคุณข้างหูท่ามกลางเสียงเพลงเศร้าของวงดนตรีโปรดที่ดังจนพูดระยะปกติไม่ได้ยินว่า จริงๆแล้วเราเป็นคนเศร้านะ 

ตอนนั้นคุณคงประหลาดใจ แต่ตอนนี้คุณอาจจะเชื่อคำนั้นแล้ว

เพราะความไม่แน่ใจตอนแรกมันเปลี่ยนเป็นความแน่ใจมาเป็นช่วงเวลาใหญ่ๆแล้ว ตอนนั้นฉันแน่ใจด้วยซ้ำว่าการวิ่งครั้งนี้ของฉันจะไปถึงเส้นชัยแน่ๆ จากท่าทีของคุณ ฉันคงได้บอกลาเพื่อนรักอีกรอบ และมีความสุขที่เพื่อนรักที่ชื่อว่าความเจ็บปวดบอกลาฉันไปพักร้อนในที่ไกลๆ 

แต่ว่ามันก็เหมือนเคย

ไม่สิ มันก็ทำให้ฉันดีใจว่ามันดีกว่าการวิ่งครั้งอื่นๆอยู่หน่อย

แต่สิ่งที่ฉันรู้สึกในตอนนี้ มันก็ไม่ต่างจากครั้งไหนๆแล้ว 

ฉันดำดิ่งกับความเศร้าทุกๆครั้งที่ในหัวของฉันว่าง.
ฉันแบกความเจ็บปวดไว้ในหัวใจของฉัน ทุกๆครั้งที่คุณทำท่าทีที่ไม่เหมือนก่อน
ฉันยังไม่ยอมหยุดวิ่ง ทั้งๆที่สมองส่วนที่ใช้เหตุผลบอกกับฉันว่าฉันควรหยุดวิ่งได้แล้ว
 
ที่ฉันวิ่ง อาจเป็นเพราะฉันเพียงต้องการความสุข
การวิ่งที่ทำให้ฉันเสพติดความเศร้า. 
SHARE
Writer
aommq
Storyteller Writer Loser
90's Architecture Student

Comments