เจ้าสาวของผม

“เจ้าสาวแต่งตัวเสร็จแล้วค่ะ”

เป็นวินาทีที่ผมแทบหยุดหายใจ เมื่อได้เห็นหญิงสาวผมยาวเดินก้าวเข้ามาทางประตู เธอใส่ชุดราตรีสีขาว เหมือนนางฟ้าในเทพนิยายที่เคยจินตนาการเอาไว้ ดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องมาที่ผม จนผมเองไม่อาจละสายตาจากเธอได้

วันนี้เป็นวันที่ผมมีความสุขที่สุดในชีวิต

เธอค่อยๆเดินเข้ามาหาผม ยิ่งใกล้มากเท่าไร หัวใจของผมก็ยิ่งเต้นแรงขึ้นมากเท่านั้น ในหัวมีภาพของเจ้าสาวในชุดราตรี ตัดสลับกับภาพของเด็กหญิงผู้ไร้เดียงสาในชุดนักเรียน แม้กาลเวลาจะผ่านไปนานสักกี่ปี หรือแม้ว่าอายุของเธอจะมากขึ้นไปตามวัย แต่ผมยังจำสายตาคู่นั้นได้เสมอ สายตาที่อ่อนโยนและดูมีความสุขอยู่ตลอดเวลา ผมยังจำรอยยิ้มของเธอได้เสมอ รอยยิ้มที่แสนจะอ่อนโยนและน่าหลงใหล
เธอยังคงเหมือนเดิมเสมอ ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย


“สวยมั้ย” เสียงนั้นทำให้ผมหลุดจากห้วงความคิด เธอเข้ามายืนอยู่ตรงหน้าผม

“ส...สวยสิ”

“นี่มันชุดในฝันเราเลย พอได้ใส่จริงๆก็ตื่นเต้นเหมือนกันนะเนี่ย” เธอหลุดขำออกมาเล็กน้อย

“แต่เราว่า ใส่ถุงมือด้วยก็ดีนะ”

เธอพยักหน้า หยิบถุงมือที่วางอยู่บนโต๊ะมาสวม ก่อนจะเดินไปหน้ากระจกเพื่อจัดผม

“เวลาผ่านไปเร็วเหมือนกันนะ ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะแต่งงานแล้ว” เธอพูดขึ้น

“นั่นดิ เรายังวิ่งเล่นด้วยกันในโรงเรียนอยู่เลยไม่ใช่เหรอ”

“เรารู้จักกันมานานมาก ตั้งแต่มัธยมจนถึงตอนนี้ก็10กว่าปีแล้ว”

“รู้ไรปะ เราอยากให้เวลาผ่านไปช้าๆ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากหยุดเวลาไว้เลย” ผมพูดพลางยิ้มเบาๆ

“พูดจาเป็นเด็กอีกแล้วเนี่ย”

“ไม่อยากรู้เหรอว่าทำไม”

เธอชะงัก หันมามองที่ผมด้วยท่าทีสงสัย “ทำไมอะ”

“เรามักจะอยากย้อนเวลากลับไป เมื่อเราเสียดายบางสิ่งบางอย่าง ตัดสินใจผิดพลาด ปล่อยโอกาสบางอย่าง หรือปล่อยให้ใครบางคนหายออกไปจากชีวิตอย่างน่าเสียดาย และเรามักจะอยากหยุดเวลาเอาไว้ เมื่อเราอยากใช้เวลาร่วมกับใครซักคนตลอดไป...”

อยู่ๆผมก็อยากร้องไห้ มันเป็นความรู้สึกที่ปั่นป่วนอยู่ภายในใจ แต่ก็ต้องฝืนกลั้นน้ำตาเอาไว้

ผมจะให้คนที่ผมรัก ต้องมาเห็นน้ำตาในวันที่เธอดีใจที่สุดได้ยังไง


“เจ้าบทเจ้ากลอนไม่เคยเปลี่ยนเลยนะเนี่ย” เธอหัวเราะอย่างไร้เดียงสา “ทำไมพูดเรื่องนี้อะ เธอก็ยังอยู่กับเราไม่ใช่เหรอ”

“เปล่าหรอก เราแค่คิดถึง อย่าไปสนใจเลย”

“เออ อย่าลืมอันนี้ด้วยนะ” ผมลุกขึ้นไปหยิบถุงกำมะหยี่แดงที่วางอยู่บนโต๊ะ ภายในถุงมีสร้อยคอสีเงินประดับด้วยเพชรเม็ดเล็กระยับสวยงาม แล้วเดินไปหาเธอ

“สวยมากเลย” เธออุทานเบาๆพลางมองมาที่ผมด้วยสายตาเป็นประกาย

“ตั้งใจเลือกมากเลยนะเนี่ย วันแต่งงานทั้งทีต้องได้ใส่นะ”

“แน่นอนอยู่แล้ว สวยขนาดนี้” เธอยิ้มพลางหันหลังให้ผม “ใส่ให้หน่อยสิ”

ผมค่อยๆปลดตะขอสร้อย แล้วใส่ให้เธอที่ลำคออย่างช้าๆ หัวใจของผมเริ่มสั่นระรัวอีกครั้ง เงาของเธอที่สะท้อนออกมาจากกระจก ย้อนความทรงจำในหัวของผมขึ้นมาอีกครั้ง ภาพที่ผมกำลังใส่สร้อยเส้นงาม ตัดสลับกับตอนม.ต้น ที่เธอแขนหัก ต้องเข้าเฝือกเป็นอยู่นาน
‘คอซองหลุดอะ ใส่ในหน่อยได้มั้ย’ เธอยื่นคอซองให้ผมด้วยมือข้างที่ไม่ได้เป็นอะไร ผมใส่คอซองให้เธอ
ผ่านมานานมากแล้ว แต่กลับเหมือนว่าเวลาเพิ่งผ่านไปเมื่อวาน ผมคิดถึงช่วงเวลาเหล่านั้นเหลือเกิน

“พิธีใกล้จะเริ่มแล้วนะ” ผมพูดเบาๆ และสังเกตได้ว่า เธอตัวสั่นเทาด้วยความตื่นเต้น สีหน้าของเธอไม่สดใสเหมือนเมื่อครู่ แม้จะพยายามกลบท่าทีทุกอย่างด้วยรอยยิ้ม แต่ผมก็รู้ได้

“ไม่ต้องตื่นเต้นนะ ทำตัวสบายๆ” ผมจับแขนเธอทั้งสองข้าง ตาสองคู่จ้องมองกันด้วยสายตาเป็นประกาย

“ขอบคุณนะ”
ไม่ทันที่จะได้ตั้งตัว เธอโผเข้ากอดผม เหมือนกับเด็กน้อยผู้ไร้เดียงสาคนหนึ่ง

“ขอบคุณที่อยู่ข้างกันมาตลอดนะ” น้ำเสียงของเธอสั่นเครือนิดๆ ผมทำได้แต่ยิ้มแล้วกอดปลอบเธอเท่านั้น

“พิธีจะเริ่มแล้ว เตรียมตัวได้เลยนะคะ” พนักงานหญิงเปิดประตูเข้ามาบอก

เธอจึงค่อยๆผละตัวออกจากผมอย่างช้าๆ


ห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ของโรงแรมเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย แขกเหรื่อเริ่มทยอยกันเดินเข้างาน เสียงเพลงบรรเลงเปียโนเพลงรักขับกล่อมผู้คนให้เคลิบเคลิ้มเข้ากับบรรยากาศของความยินดีปรีดา

“เอาล่ะครับ แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ผู้พร้อมใจกันมาร่วมแสดงความยินดีในงานวิวาห์ของบ่าวสาวคู่นี้ ณ บัดนี้ ขอเชิญทุกท่านพบกับ เจ้าบ่าวและเจ้าสาว ได้เลยครับ”

เสียงปรบมือกันเกรียวกราวด้วยความยินดีปรีดา

ในตอนที่ผมเห็นเธอเดินออกมาจากหลังเวทีด้วยชุดสีขาวชุดนั้น ผมมีความสุขเหลือเกิน

ในตอนที่ผมเห็นรอยยิ้มอันสดใสบนใบหน้าของเธอ นั่นเป็นดั่งเวทมนตร์ที่สะกดผมให้ลอยเคว้งอยู่ในฤทธิ์แห่งมนตรา

และในตอนที่...เธอหันไปยิ้มอย่างมีความสุข ให้กับผู้ชายที่เธอควงแขนอยู่ข้างๆ
นั่นแหละ ทำให้วันนี้ 
‘เป็นวันที่ผมมีความสุขที่สุดในชีวิต’


ไม่รู้เหมือนกันว่าในตอนนั้น เธอจะมองเห็นผม ท่ามกลางบรรดาแขกจำนวนมากมายในงานมั้ย
เธอจะไม่เห็นผมก็ไม่เป็นไร แต่ผมเห็นเธอชัดเจนเสมอ

ผมจะยืนส่งกำลังใจให้เธอเงียบๆ
ผมจะแสดงความยินดีกับเธอและคู่ชีวิตของเธอตรงมุมใดมุมหนึ่งของงาน
ผมจะจิบน้ำ ยกแก้วขึ้นมาแสดงความยินดีกับความสุขของเธอ พร้อมๆกับทุกคน

และแน่นอนว่า ผมจะยืนร้องไห้อยู่เงียบๆ ไม่ให้เธอเห็นเช่นกัน


“เจ้าสาว มีอะไรอยากจะบอกกับเจ้าบ่าวบ้างไหมครับ”

ผมเห็นเธอยิ้มอย่างประหม่าและมองหน้าเขาเล็กน้อย ก่อนจะพูดออกไป
“เขาเป็นรักแรกในชีวิตของแนนค่ะ จริงๆ เรารู้จักกันนานมากแล้ว ตั้งแต่มัธยม แนนยังจำวันแรกที่เราเจอกันได้ แต่เราก็ไม่ได้บอกความรู้สึกของกันและกันจนกระทั่งมหาลัยที่เขาตัดสินใจขอคบเรา เขาทำให้แนนรู้จักความรัก ความเสียใจ และคุณค่าของชีวิตในการได้รักหรือทุ่มเทให้กับใครซักคน แนนดีใจมากๆ ที่ได้มีความรักที่ดีแบบนี้ และขอให้มันคงอยู่ตลอดไป”

เสียงปรบมือดังขึ้น หนึ่งในนั้นมีเสียงของผมอยู่ด้วย

“แล้วเจ้าบ่าวล่ะครับ มีอะไรอยากจะบอกกับเจ้าสาวมั้ย”

‘รักเธอเสมอ เธอเป็นรักแรกและรักเดียวในใจของผมตลอดมา ผมชอบรอยยิ้ม ชอบเสียงหัวเราะ ชอบอ้อมกอด ชอบทุกอย่างที่เป็นเธอ ผมดีใจทุกๆครั้งที่เธอคุย เล่น หรือแกล้ง หยอกล้อผมต่างๆ มันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากๆ ในฐานะเพื่อนที่สนิทที่สุด
ผมทำหน้าที่เพื่อนอย่างเต็มที่เสมอ แม้ในวันที่เธอเลือกเดินไปกับใครที่ไม่ใช่ผม นั่นเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับ
ต้องยอมรับให้ได้ แม้มันจะเจ็บปวด
ผมยืนมองเธอมีความสุขในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง มันดีที่สุดแล้ว
ถ้าผมย้อนเวลาได้ ผมจะใช้เวลานั้นกับเธอให้คุ้มค่าที่สุด
ถ้าผมหยุดเวลาได้ ผมจะหยุดเวลาให้ได้อยู่กับเธอ
แต่ในความเป็นจริง ผมทำได้แค่เก็บเธอไว้ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจ และเก็บซ่อนความรู้สึกของตัวเองไว้ ให้มันเป็นความลับไปตลอดกาล’
เจ้าสาวของผมสวยเหลือเกิน โดยเฉพาะเวลาที่เธอเหลือบมองคนที่ควงแขนเธอข้างๆ เธอจะยิ้มอย่างมีความสุข แล้วผมก็จะยืนมองเธออย่างมีความสุขเช่นกันผมมัวแต่นึกถึงคำพูดของตัวเองที่วนเวียนไปมาในหัว จนไม่ได้ฟังที่เจ้าบ่าวพูดเลย

ไม่เป็นไรหรอก เอาเป็นว่า

มีความสุขมากๆนะ เจ้าสาวของผม :)



Annamel
-บุคคลสมมติผู้เป็นนิรนาม



SHARE
Writer
Annamel
anonymous
บุคคลสมมติผู้เป็นนิรนาม

Comments