น้ำตาลที่หายไป
วันก่อนฉันดูคลิป asmr ใน youtube แล้วเกิดอยากกินช็อกโกแลตยี่ห้อหนึ่งขึ้นมา ยังจำได้แม่นว่าเคยชอบมันมากขนาดไหน

ตอนเด็กๆ ฉันไม่กล้าซื้อมันบ่อยนักเพราะรู้สึกว่าแพง แต่มีช่วงหนึ่ง ตอนป.5 ฉันได้ไปเที่ยวในประเทศผู้ผลิตช็อกโกแลตยี่ห้อนี้ ฉันกับน้องเลยกินเจ้าช็อกโกแลตนี่กันแทบทุกวัน ซื้อมาเป็นถัง เป็นห่อใหญ่ๆ แค่ลืมพกถุงช็อกโกแลตออกไปเที่ยวด้วย ฉันถึงกับโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง 

เคยได้ยินมาว่าถ้าให้หมากินหวาน มันจะดุ ฉันต้องเป็นแบบนั้นแน่เลย ตอนเด็กฉันติดหวานมาก แล้วพอโกรธ โมโห ก็เกรี้ยวกราด อาละวาดอย่างรุนแรง ต้องได้ออกเรี่ยวออกแรงให้มันหายบ้า

ฉันเพิ่งมารู้ตอนโตว่าถ้าให้หมากินหวาน พลังงานมันจะเยอะ ถ้าไม่ได้ใช้พลังงานมันก็จะหงุดหงิด ดังนั้นความเชื่อที่ฉันได้ฟังมาก็พิสูจน์แล้วว่าจริง เพราะตอนเด็กฉันเป็นหมา ไม่ใช่ละ555

ตอนเด็กฉันบ้าพลังพอสมควร วิ่งเล่นได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยทั้งวันทั้งคืน แถมกินยากกินเย็น เลยตัวผอมกะหร่อง ทีนี้เราก็กินหวานได้ตามใจชอบสิ ผู้ใหญ่เห็นเราผอมนี่นา มันเลยเป็นที่มาของอาการติดหวาน เวลากินก๋วยเตี๋ยว น้องสาวฉันก็ชอบแซวว่ากิน ‘ก๋วยเตี๋ยวเชื่อม’

ตัดภาพกลับมาที่วินาทีซึ่งเจ้าช็อกโกแลตก้อนกลม ถูกหยิบจากถุงพลาสติกและหย่อนลงมาในปากของฉัน และถูกบดเคี้ยวให้รสชาติและสัมผัสที่โหยหาได้แพร่กระจาย เตรียมใจพร้อมรับความฟิน

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ

อะไรวะเนี่ย!?

ฉันสบถในใจ

หวาน

หวานมาก!

หวานตัดขา!!

ฉันมองช็อกโกแลตถุงโตด้วยสายตาผิดหวัง

ก่อนนี้ฉันซื้อถุงเล็กมา แต่โดนน้องสาวขโมยกินไป ฉันโมโหมากจนตีน้องดังอั้กๆ เพราะน้องของฉันทำนิสัยนี้ประจำ ชอบไม่ยอมซื้อขนมเองแต่ขโมยของฉันตลอด พอฉันนึกอยากกินอะไรขึ้นมา มันก็ไม่อยู่ในตู้เย็นให้กินในเวลาที่อยาก แม้แต่ของใช้ต่างๆ น้องฉันก็ชอบหยิบไปแบบนี้ ขอให้ทุกคนเข้าใจความโมโหของฉันและอภัยให้ domestic violence เล็กๆ ระหว่างพี่น้องคู่นี้ด้วย ถึงจะตีกันมาตั้งแต่จำความได้ แต่เราก็ยังรักกันดีอยู่นะ

กลับมาที่ช็อกโกแลต ฉันบอกให้น้องซื้อมาคืนด้วย 3 ถุง น้องเลยซื้อถุงใหญ่มาคืนซะเลย ฉันไม่ได้กินช็อกโกแลตนี้แค่ 6 ปีเองนะ ทำไมรสชาติมันเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ล่ะ ก็รู้แหละมันเป็นที่ลิ้นฉัน ไม่ใช่เพราะเขาเปลี่ยนรสชาติ แต่มันเกินไปไหม

ฉันมองถุงช็อกโกแลตอย่างเสียดาย 

เหมือนความสุขในวัยเด็กถูกพรากเอาไป และจะไม่มีวันได้มันกลับคืนมา


เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ฉันย้อนคิดไปถึงช่วงเวลาในอดีต ที่รู้สึกว่ามันยังเป็นรอยขีดข่วนเล็กๆ ในใจ นึกย้อนไปทีไรก็แสบๆ ขึ้นมาทุกที อยากเล่าเก็บไว้ เพราะมันแปลกดี

หกปีก่อน ฉันได้ไปอยู่กับญาติที่ประเทศเยอรมนีเป็นเวลาสองเดือน

ในช่วงสองเดือนนั้น ญาติฉันก็เลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี ทุกมื้อฉันกินอิ่มจนจุก ที่สำคัญฉันกินช็อกโกแลตทุกวัน เพราะฉันชอบช็อกโกแลตมาก ช็อกโกแลตที่นั่นมันถูกแสนถูก น้ำหนักฉันขึ้นจาก 45 กิโลเป็น 50 กิโลในเวลาแค่ 1 เดือน

แต่ปรากฏว่าพอกลับไทยมา ฉันแทบไม่กินช็อกโกแลตอีกเลย เพราะฉันเบื่อ และพบว่าตัวเองกินหวานได้น้อยลงด้วย อีกเหตุผลอาจเป็นเพราะทั้งคนรอบตัวและสื่อช่วยกันรณรงค์ จนฉันซึมซับ mindset ว่าน้ำตาลคือตัวร้ายเข้าสมองไปเรียบร้อยแล้ว

ผ่านไป 2 ปี ฉันได้ไปอยู่เยอรมนีอีกครั้ง คราวนี้น้ำหนักไม่ขึิ้นแล้วเพราะอยู่หอพัก และที่สำคัญช่วงนั้นมีปัญหาชีวิตอยู่ กินอะไรก็ไม่อร่อย แต่ฉันก็ยังมีความรักให้ของหวานเหลืออยู่ นั่นก็คือ

ไอศกรีม
ตอนนั้นฉันอกหัก ฉันอยากกินเหล้า แต่เหล้ามันขม กลัวกินแล้วจะเมา กลัวเมาแล้วจะอ้วก ฉันไม่อยากอ้วก ก็เลยประชดชีวิตด้วยการกินไอศกรีมทุกวัน เป็นเวลาเกือบ 2 เดือนที่อยู่ที่นั่น

แล้วพอกลับมาไทย สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ 

ฉันเบื่อไอศกรีม

อาจจะฟังดูเป็นเรื่องดีใช่มั้ย?

แต่ลองจินตนาการดูว่า 

เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง 

อายุเพิ่งยี่สิบ

จิตใจอ่อนไหวเปราะบาง

กลับจากเยอรมนีมาไทย ปัญหาต่างๆ ถาโถมเข้าใส่ ทั้ง reverse culture shock ทั้งปัญหาครอบครัว ความสัมพันธ์กับเพื่อนที่ต้องเรียนด้วยกันทุกวิชา ความสัมพันธ์กับเพื่อนสนิท ความสัมพันธ์กับคนที่แอบชอบ ไม่กล้าคบใครเพราะเลิกกับแฟนคนแรกไม่ดี จิตใจต่อต้านการเรียน เพราะปีสามเรียนยากมาก แต่ดันรู้สึกว่าที่เรียนมาสามปีมันสูญเปล่า เราเลือกทางผิด เราเกลียดตัวเอง เบื่องานอดิเรก นักร้องแยกวง คู่ชิปเรือแตก อ่านฟิคไม่อิน เบื่ออาหาร บวกกับความเป็น perfectionist ที่ฝังรากลึกแต่ไม่ยอมรับ ใจพังแค่ไหนก็ยังฝืนร่างกายเรียนหนัก ทำงานหนัก แต่ไม่พอใจที่ตัวเองเหนื่อย เกรดสามจุดเก้าก็ไร้ค่า ไม่รู้จะเอามาทำอะไรได้ เพราะไม่อยากเป็นอาจารย์แล้ว ความโกรธเลยหันเข้าทิ่มแทงตัวเอง จนเหมือนคนป่วยทางจิต คิดลบตลอดเวลา

ตอนนั้นมันสิ้นหวังไปหมด


แม้แต่ไอศกรีมที่เคยคิดว่าเป็นรักแท้ชั่วนิรันดร์ ฉันก็เบื่อมันเสียแล้ว

ไม่มีอะไรมาเยียวยาจิตใจของฉันได้ในวันที่มันอ่อนล้าไปทั้งกายและใจ ฉันอยากมีความสุขเล็กๆ ที่รอปลอบใจฉันในช่วงท้ายของวัน หลังจากออกไปฝืนทำอะไรไม่รู้ทั้งวันจนมันเหนื่อยแสนเหนื่อย ได้อยู่กับตัวเองเงียบๆ ไม่ให้ใครบุกรุกเข้ามาทิ่มแทงฉันด้วยคำพูดร้ายๆ และอยู่กับอะไรที่มันดีต่อใจ

แต่ไม่มีเลย

ไม่เหลือเลยสักอย่างเดียว

ฉันอยากหายไปจากโลกใบนี้

ไม่มีอีกแล้ว โลกที่ปูพื้นด้วยทุ่งดอกลาเวนเดอร์ จะไปอยู่ที่ไหนก็ได้กินไอศกรีมหลากรส ลูกกวาดสีหวาน ชื่นชมสายรุ้งและดอกไม้ 

ในวัย 18-20 ฉันเพิ่งจะเริ่มอินกับปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาการเมือง ปัญหาสงคราม ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาอาชญากรรม เพิ่งรู้ว่าพ่อแม่เป็นสลิ่ม เพิ่งรู้ว่าประเทศไทยมันช่าง...


คงเป็นช่วงเวลาแห่งการเติบโตละมั้ง


สุดท้ายหลังจากพยายามรักษาตัวเองทุกวิถีทาง (เข้าโบสถ์ เข้าวัด ปฏิบัติธรรม พบจิตแพทย์ พบนักจิตบำบัด ดูหนัง ดูซีรี่ส์ อ่านหนังสือดีๆ เขียนบันทึก เขียน reflection เขียนจดหมายระบายความในใจส่งให้พ่อแม่และน้องสาว คุยกับพ่อแม่ตรงๆ น้ำตาแตกหมื่นลิตรก็ยังคุยต่อ ฯลฯ) 

ตอนนี้ฉันว่าฉันกลายเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นได้ เพราะช่วงเวลาที่เจ็บปวดเหล่านั้นนั่นแหละ

จับมาโยงกันได้ไงก็ไม่รู้ 

แต่อยากสรุปไว้ในตอนท้ายของบันทึกหน้านี้ว่า ถึงเราอาจจะสูญเสียความสุขบางอย่างของวัยเด็กไป แต่มันจะมีอะไรดีๆ มาแทนที่อยู่ดีแหละ ถ้าเราใจเย็นลงเสียหน่อย และคอยมองดูว่าเราเองเติบโตขึ้นอย่างไร

ถึงตอนนี้จะกินช็อกโกแลตไม่อร่อย กินไอศกรีมไม่อร่อยเหมือนเดิมแล้ว แต่ฉันก็ไม่ต้องมากังวลกับปัญหาสุขภาพในยามแก่ แถมได้เอาเงินไปใช้ทำอย่างอื่นได้อีกด้วย

ถึงจะต้องกังวลกับปัญหาสุขภาพของคนอื่น ต้องมาปวดหัวกับประเทศว่าทำไมภาษีน้ำตาลขึ้นแล้วเขาขึ้นราคาน้ำอัดลม ทำไมเขาไม่ลดน้ำตาลแทน 

หรือเวลาซื้อน้ำแบบหวานน้อยแล้วยังขนลุกเพราะรู้สึกว่ามันหวานตัดขา แค่จะกินชานมสักแก้วยังกังวลขึ้นมาว่าแบบนี้ประเทศจะต้องเปลืองงบรักษาเบาหวานให้คนเยอะขนาดไหน

แต่ถ้าฉันปลงได้ ฝึกจิตใจตัวเองให้รู้จักคำว่า ‘อุเบกขา’ ได้ในเลเวลที่มันเหมาะสมได้ ฉันก็จะทำใจกับปัญหาอื่นๆ ที่มันน่าปวดหัวในประเทศนี้ได้ โดยไม่ได้ละเลย แต่คิดรอบคอบแล้วว่าเราทำอะไรได้แค่ไหน

ฉันก็จะโตเป็นผู้ใหญ่ที่สงบนิ่ง และอยู่บนโลกที่วุ่นวายใบนี้ได้อย่างสงบสุขและพึงพอใจมากขึ้น

ถึงจะต้องแลก มันก็เป็นสิ่งที่ฉันเต็มใจจะแลกนะ














SHARE
Writer
Shallot
บันทึกบำบัด
บันทึกประสบการณ์และเขียนสะท้อนตัวเองเพื่อเยียวยาจิตใจ

Comments