เติบโตเพื่อที่จะเติบโต,






     บทความที่ว่าด้วยเรื่องของการเจ็บปวดจากการเติบโตที่ไม่เคยพูดบอก หรืออธิบาย พยายามเรียบเรียงออกมาเป็นตัวหนังสือเพื่อสื่อสารอุดมการณ์ส่วนตัว ของเจ้าของคนใหม่ของหนังสือมือสองในมือของเธอ ฯ


     ปี พ.ศ. 2407 จนถึงปัจจุบัน ย่านเจริญกรุงยังคงคลาคับไปด้วยผู้คนสัญจรกันไปมาเฉกเช่นเดิมในทุกวัน เดิมร้านหนังสือมือสองถูกรีโนเวทส่วนด้านหน้าให้เป็นคาเฟ่ขนาดย่อมและเปิดขายกาแฟเพื่อความอยู่รอดส่วนหนึ่ง และเพราะเจ้าของร้านนั้นดันบังเอิญชอบอ่านหนังสือและชอบกินกาแฟเหมือนกันด้วยอีกส่วนหนึ่ง


     เป็นที่รู้กันดีว่าในยุคสมัยและเศรษฐกิจแบบนี้การซื้อหนังสือดี ๆ สักหนึ่งเล่มเป็นเรื่องที่จะถูกหยิบยื่นออกไปเป็นอันดับแรก ๆ จากสารระบบความคิดสำหรับสามัญชนคนชนชั้นกลางที่มีความต้องการจะอยู่รอดและดำรงชีวิตในสังคมที่ค่าครองชีพสูงขึ้นเรื่อย ๆ 


      นั่นจึงไม่แปลกที่เสียงกระดิ่งบริเวณประตูไม้สีเข้มจะไม่ได้ดังขึ้นให้ได้ยินบ่อยนักในหนึ่งวัน เธอทราบดี, เจ้าของร้านสาว วัย 26 ปี ที่ยินดีสืบทอดกิจการต่อจากครอบครัว กิจการที่อยู่กับเธอมาตั้งแต่เกิด และช่วยไม่ได้ที่เธอจะบังเอิญมีอุปนิสัยส่วนลึกคล้ายกับคุณปู่ที่เพิ่งจะเสียชีวิตไปไม่กี่ปี หนอนหนังสือตัวน้อยในวันนั้นเพิ่งจะผันตัวมาเป็นเจ้าของกิจการ และพ่วงด้วยตำแหน่งบาริสต้ามือดีเมื่อไม่นานมานี้


       ปลายหางตาเหลือบไปมองต้นเหตุของเสียงอย่างเลี่ยงไม่ได้ ผู้มาใหม่เป็นเด็กสาวในชุดนักเรียนมอปลาย ส่วนสูงราว ๆ หนึ่งร้อยหกสิบต้น ๆ เห็นจะได้ เจ้าหล่อนหอบกระเป๋าไว้ที่ไหล่ข้างขวาเพียงข้างเดียว ผลักประตูเข้ามาเดินตรงไปยังโซนหนังสือวรรณกรรม ทัศนคติและการเมืองโดยไม่ได้เฉลียวใจมองมาทางนี้สักนิด


       น่าสนใจ


      อาจจะเป็นคำนี้แหละมั้งที่แวบขึ้นมาในหัวตอนแรก, คงจะหาไม่ง่ายนักในยุคสมัยนี้ที่จะเจอเด็กสาวที่สนใจการอ่านหนังสือ ไม่ใช่สิ เด็กสมัยนี้ไม่ได้ใส่ใจการอ่านหนังสือน้อยลง พูดตามประสาคนที่เกิดระหว่างสองยุคในการผลัดเปลี่ยนสิ่งต่าง ๆ ไปจากอดีต การอ่านไม่เคยตายลง เพียงแต่พวกเขาแค่ปรับเปลี่ยนจากหน้ากระดาษ เป็นการอ่านจากเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น 


     ปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นก็สะดวกและน่าสนใจใช่เล่น


     หายไปไม่นานเจ้าตัวก็กลับมาพร้อมกับอดีตหนังสือเล่มโปรดของเขาสองสามเล่ม 


     อย่างว่าแหละ มองเด็กคนนี้ก็เหมือนมองเห็นตัวเองในอดีต


“พี่คะ ระหว่างสองเล่มนี้ เล่มไหนสนุกกว่า”
“ชอบอ่านแบบไหนล่ะ”
“แบบ...พี่คะ กาแฟที่คั่วอยู่ ที่กลิ่นหอม ๆ อะ กาแฟอะไรคะ สั่งกินได้ไหม”
“กินเป็นหรือไง”
“ไม่อะ แต่หนูว่าพี่ชอบเล่มนี้”
“อืม ก็เดาถูก”
“ไม่ได้เดา แค่จิ้ม”
“เอาเถอะ”


      นั่นคือครั้งแรกของบทสนทนา แต่เมื่อหลังจากนั้น ทุก ๆ สี่โมงเย็นตลอดระยะเวลาสองปีกว่า เสียงกระดิ่งเล็กบริเวณหน้าประตูมักจะดังขี้นเสมอ พร้อมกับเสียงเจื้อยแจ้วที่คอยเอาแต่เล่าว่าวันนั้นวันนี้เจออะไรมาบ้าง กินอะไรมาบ้าง รู้สึกยังไงบ้าง ละล่ำละลักออกมาจนหมด ไม่เหลือเค้าโครงของเด็กเงียบเชียบในสายตาคนอื่น

     เธอบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ introvert ที่จะรู้สึกไม่ปลอดภัยเท่าไหร่นักกับการสนทนากับบุคคลทั่วไปที่ขาดความเข้าใจในสิทธิผู้อื่น เธอจะพูดเก่งเมื่ออยู่กับคนที่ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยและสบายใจอยู่เสมอ

     เธอไม่ได้ต้องการคำตอบ แต่เธอยังมีคำถาม

     เธอแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้แตกต่าง เธอแค่เปราะบางเกินกว่าจะปล่อยให้ใครบางคนเดินเข้ามาและเดินจากไปอย่างไร้เงื่อนไข เธอยังธรรมดาและปวดร้าวกับการจากลาของผู้คน ㅡ เธอบอกไม่สนใจ แต่เธอยังร้องไห้ 

     เธอแตกสลายครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อประกอบตัวเองขึ้นใหม่ด้วยคำว่าไม่เป็นไร ทุกอย่างจะผ่านไป ทุกอย่างจะโอเค แต่แท้จริงแล้วนั้นทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่หมุนวนไปข้างหน้า ความเสียใจยังชัดเจนอยู่ตรงนั้น

     เมื่อผ่านเวลาผ่านไป ความเจ็บปวดเหล่านั้นเริ่มจะประกอบขึ้นไม่เป็นรูปเป็นร่าง มันถูกทำลายครั้งแล้วครั้งเล่าในทุกวันของการดำเนินชีวิต ㅡ เธอเข้าใจ แต่ก็ช่วยไม่ได้ที่จะปล่อยให้ตัวเองแตกสลายอีกครั้ง

     ใครสักคนบอกเธอว่า อีกไกลเหลือเกินที่เธอจะรู้จักความรัก เธอพยักหน้ายอมรับ และจากนั้นก็หนีไปแอบร้องไห้ลำพังอีกเช่นเคย เธอยังเป็นเธอ เพียงแต่เธอแค่ต้องการที่จะแยกตัวออกมาจากอะไรก็ตามที่มุ่งหมายจะกล่อมเกลาเพื่อยึดเหนี่ยวอุดมการณ์ในตัวเอง

     ก็นับว่าหนักแน่นดี

     แต่วันนี้ แววตานั้นเปลี่ยนไปจากทุกวัน

“เป็นอะไร”
“เปล่า”
“แล้วเหตุผลที่ร้องไห้ล่ะ?”
“ไม่มี ㅡ ไม่รู้”
“อืม โตแล้วขี้แงได้หรอ”
“ไม่เห็นจะอยากโตเลย หนูไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง”
“เพราะอะไรถึงไม่ชอบ เพราะหนูกลัวการเติบโต หรือกลัวการเปลี่ยนแปลงกันล่ะ”
“หนูไม่ได้กลัวทั้งสองอย่าง หนูแค่เกลียด”
“อืม”

“หนูรู้ไหมว่าการเติบโตมันจะพาเราไปในที่ที่เราไม่เคยไป  ได้เดินในทางที่ไม่เคยเดิน ได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ ได้เข้าใจในสิ่งที่ไม่เข้าใจ โอเค มันอาจจะฟังดูน่ากลัวสำหรับคนที่เป็น introvert แบบหนู แต่รู้ไหมว่าหัวใจคนเรามันก็ตายลงตั้งแต่อายุสิบเจ็ดกันทั้งนั้นแหละ แต่มันจะสร้างขึ้นใหม่ได้เสมอ ทุกครั้งที่หนูตกหลุมรัก”

ไม่ใช่แค่ผู้คน แต่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่หนูจะสามารถเทใจลงไปได้, หนูจะรู้ว่าแม้แต่กำแพงเบอร์ลินที่ถูกทำลายไปมันก็ยังมีเหตุผลมารองรับในตัวเองเสมอ ไม่ว่าจะเพื่อสร้างขึ้นใหม่ หรือเพื่อคอยย้ำเตือนให้จดจำการมีอยู่,

ก็เหมือนหัวใจของหนู




เติบโตเพื่อที่จะเติบโต,
Grow ㅡ Conan Gray

เช่นเดิม, เปลี่ยนวิธีเขียน เปลี่ยนวิธีคิด และยังคงบอกเล่าแม้ในวันที่แตกสลาย หวังว่าจะชอบใจนะคะ :—)



cewlixm, 









SHARE
Writer
cewlixm
mondaemoods
ชอบคุยกับปลาวาฬ, เป็นนักสะสมผีเสื้อ

Comments

mineox
2 months ago
ใจฟูไปหมดเลยค่ะเธอ
Reply
chameowmeow
2 months ago
เเงหนูชอบคุณซิวมากเลยค่ะตามมาจากในไอจีโหลดเเอพเพราะคุณซิวเลยค่ะ;-;
Reply
mmadeawww
2 months ago
โดยความบังเอิญที่เจอในทวิต เลยตามมาอ่านบทความ
มันทำให้หัวใจเราฟูขึ้นมันบอกไม่ถูก คนเราจะน่ารักและส่งผ่านพลังบวกได้มากมายขนาดนี้เลยหรอ ชอบมากๆ
Reply
42innn
1 month ago
ฮือออออ เราร้องไห้เลย เพราะเรากำลังเจ็บปวดกับการเติบโต และรู้สึกว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นเหมือนเราจัง ดีใจที่ได้มาอ่านบทความนี้ เราเห็นทวิตของคุณผ่านหน้าเสมอ และพึ่งกดฟอลไม่นาน ขอบคุณสำหรับพลังบวกที่ส่งมอบให้นะคะ ขอให้คุณพบเจอสิ่งดี ๆ เช่นเดียวกันค่ะ และเราชอบภาษาของคุณจังเลยค่ะ ♥♥♥ 
Reply
smileb
4 days ago
เป็นกำลังใจให้ผลงานดีดีนะคะ
Reply