เรื่องจริง
ชีวิตคนเราจริงๆ มันก็ไม่ได้มีเหตุมีผลอะไรนักหนา ชีวิตบางคนถึงขั้นไม่มีเหตุผลเอาเลยเสียด้วยซ้ำไป นวนิยายต่างหากล่ะจึงจะต้องมีเหตุผลสมบูรณ์


ฉันทวีตข้อความด้านบนไว้เมื่อนานมาแล้ว


เสียใจจริงๆ ที่ตอนนั้นไม่ได้ใส่แหล่งที่มาไว้ด้วย ว่าใครเป็นคนพูดประโยคนี้ แต่ที่แน่ๆ ฉันไม่ได้คิดขึ้นมาเอง

ครั้งแรกที่อ่านเจอ ฉันก็ชอบอกชอบใจและเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง 

นึกถึงเวลานักเขียนจะแต่งเรื่องออกมาสักเรื่องสิ ก็ต้องมานั่งคิดวิเคราะห์ คิดถึงความสมเหตุสมผลกันเสียจนหัวแทบระเบิด แต่พอเป็นชีวิตจริง บางครั้งก็ เอ๊า แบบนี้ก็ได้เหรอ เหลือเชื่ออะไรขนาดนี้ บังเอิญอะไรขนาดนี้

ที่คนชอบพูดว่า ‘ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย’ มันก็มีให้เห็นกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

การได้เห็นข้อความนั้น ก็เป็นเหมือนสิ่งปลอบใจ สำหรับนักเขียนมือใหม่อย่างฉันว่า เอาน่ะ ไม่ต้องไปเคร่งเรื่องความสมจริงนักก็ได้ ชีวิตจริงมันสมจริงน้อยกว่านิยายเสียอีก

แต่มันก็ปลอบใจฉันได้เพียงชั่วคราวเท่านั้นแหละ 

เพราะไม่นานมานี้ เพียงไม่กี่ก้าว ก่อนที่ฉันจะแต่งนิยายเล่มแรกของตัวเองจบและนำออกวางจำหน่าย ฉันก็เกิดความมุ่งมั่นอะไรบางอย่างขึ้นมา ถึงขั้นให้สัตย์ปฏิญาณกับตัวเองเลยว่า

 ฉันจะไม่เขียนตอนจบที่สมหวัง จนกว่าฉันจะได้สัมผัสความรู้สึกนั้น ด้วยใจของตัวเอง
ทีแรกฉันก็อ้างเรื่องเรียนหนัก งานยุ่ง เครียด ไม่มีเวลา อกหัก อ้างนั่นอ้างนี่ไปเรื่อย เป็นเหตุผลในการหยุดเขียนนิยาย

มันก็แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นแหละ แต่ลึกๆ แล้ว ฉันพบว่าตัวเองตัดใจเขียนไม่ได้จริงๆ หากฉันยังไม่เข้าใจในตัวละครนั้นอย่างลึกซึ้งถึงระดับความรู้สึก

เรื่องราวความรักในนิยายของฉัน มันค่อนข้างเป็นความรู้สึกที่เข้มและหนัก เพราะเป็นแนวดราม่าชีวิต กว่าจะถึงตอนจบ ตัวเอกทั้งคู่ก็รักและผูกพันกันทางจิตใจอย่างแนบแน่นลึกซึ้งแล้ว

แน่นอนฉันจินตนาการได้ว่าพวกเขาจะรู้สึกประมาณไหน ดูละครอ่านหนังสืออ่านนิยายมาตั้งแต่เด็ก ความสามารถในการจินตนาการนี่ เชื่อมือฉันได้เลย

แต่ฉันเองก็ให้ความสำคัญกับ “ความจริง” มากไม่แพ้กัน

ในชีวิตเรามันยากนะ ที่จะเจอ “คนจริง” “ของจริง” อะไรที่มันจริงแท้ ไม่โกหก หลอกลวง บิดเบือน ไม่ว่าจะด้วยเจตนาใดก็ตามแต่ หรือต่อให้ไม่เจตนาก็ตาม

ฉันเคยเรียนปรัชญามาก็รู้หรอกว่ามันมี concept ของ ‘ความจริง’ อยู่มากมาย อย่าเพิ่งไปแตะเรื่องปรัชญาเลย เอาแค่ความจริงในระดับคนทั่วไปเข้าใจก็พอ

นิยายที่สมจริง ไม่ได้แปลว่ามันต้องเคยเกิดขึ้นจริง แต่มันสมจริงด้วยความสามารถในการใช้เหตุผลของผู้เขียน การหาข้อมูล การคิดเปรียบเทียบ ความสามารถที่จะโต้แย้งในหลากหลายแง่มุม

ทุกอย่างที่เล่าออกจากเราไป มันส่งผลต่อโลกและจักรวาลนี้ทั้งสิ้น ฉันจึงไม่อยากที่จะส่งต่ออะไรที่ฉันยังไม่มั่นใจในความสมจริงของมันออกไป แม้จะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม

ฉันไม่อยากถ่ายทอดความรู้สึกรักออกไป ผ่านการเรียนรู้จากมุมมองของคนอื่น แล้วเอามาประดิษฐ์ปั้นแต่งขึ้นใหม่เป็นความรักในเรื่องของตัวเอง ฉันชอบการได้สร้างสรรค์อะไรขึ้นมา ที่มันสด ใหม่ และมีพื้นที่ให้ได้ลองอะไรแปลกๆ ไม่ต้องเชื่อและทำตามคนอื่นเขาอย่างเดียว ไม่ต้องผลิตซ้ำสิ่งที่ฉันอาจไม่เห็นด้วย หรือไม่นิยมชมชอบสักเท่าไหร่

ตอนนี้ฉันเบื่ออ่านนิยายรักวัยรุ่นแล้ว แต่เพราะยังอยากอ่านเรื่องราวอะไรสักอย่างอยู่ ก็เลยต้องเสียเงินซื้อนิยายดราม่าชีวิตของนักเขียนคนโปรดอ่าน ตอนละ 8 บาทในแอป readawrite 

ถึงฉันจะไม่ได้ชอบนักเขียนคนนี้มากเหมือนสมัยก่อน แต่ก็ยินดีจะจ่ายให้เพื่อเป็นการตอบแทนในฐานะแฟนคลับ และจ่ายให้คุณภาพที่หาได้ยากในนักเขียนมือสมัครเล่นทั่วไป อ่านแล้วไม่ต้องขมวดคิ้วขัดใจ เหมือนเวลาอ่านไปเจอเรื่องที่มีแต่จินตนาการเลื่อนลอย นอกจากสีสันความรักของวัยรุ่นแล้วก็ไม่มีแกนอื่นในเรื่องให้อยากติดตามอีก มันน่าเบื่อ มันจืดชืดไปแล้วสำหรับฉัน

อ่านการ์ตูนชีวิตเด็กนักเรียนมัธยม ยังจะสนุก ซาบซึ้งกินใจเสียกว่า อย่าง webtoon เรื่องโลกสดใสวัยสีชมพู (Odd Girl Out) ที่แปลจากภาษาเกาหลี ตอนนี้เป็นที่ 1 ในใจฉันเลย อยากโดเนทให้คนวาดทุกตอน สนุกมากกกก จริงๆ นะ อ่านแล้วอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กประถม/ม.ต้นที่กำลังเห่ออ่านวรรณกรรมเยาวชนอย่างนั้นแหละ อ่านอะไรก็อินไปหมด เหมือนหลุดไปอยู่ในอีกโลกหนึ่ง

ฉันหลงรักเรื่องนี้เข้าอย่างจังเลย อยากให้มีงานเขียนภาษาไทยที่ทำได้แบบนั้นบ้าง อ่านแล้วเหมือนมีสีชมพูของกลีบดอกไม้โปรยปรายลงมาในชีวิตอันน่าเหน็ดเหนื่อยของฉันในช่วงนี้ 


พูดถึงสีสันของชีวิต...

สีที่เข้มที่สุดในชีวิตช่วงนี้ของฉัน คงจะเป็นสีเทาสลับกับสีทองละมั้ง 

มาจากเวลาที่ผู้รับบริการเข้ามาเล่าเรื่องราวให้ฉันฟัง ระเบิดอารมณ์ ร้องไห้ ระบายความอึดอัดคับข้องใจ แต่พอเจอกันไปเรื่อยๆ ก็มีพัฒนาการที่ดีขึ้น เหมือนมีแสงอาทิตย์ลอดออกมาจากเมฆฝนที่เบาบางลงไปบ้าง จากการเติบโตของตัวเอง โดยมีตัวช่วยเป็นการเข้ารับบริการ counseling กับนักจิตฝึกหัดอย่างฉัน สัปดาห์ละ 1-2 ชั่วโมง

ดราม่าชีวิตของจริงเลยหละ คลื่นอารมณ์ กระแสความรู้สึกเข้มข้น ปะทะเข้ามาแรงจนฉันอดน้ำตาคลอน้ำตาซึมตามไม่ได้ จะเบี่ยงหลบสักหน่อยก็ยากอยู่ เพราะแววตาที่จ้องตรงมา บางครั้งก็เหมือนเด็กตัวเล็กๆ ที่อยากให้ใครสักคนเข้าใจ และอยู่เป็นเพื่อนเขาจริงๆ ในวันที่ทุกอย่างมันท่วมท้นทะลักทลาย

นี่แหละของจริงที่สุดแล้ว

ต่อหน้าคนอื่น คนเราต้องฝืนยิ้ม กัดฟันกลืนก้อนสะอื้น บอกใครๆ ว่าฉันไหว ฉันไม่เป็นไร เก็บกดมันไว้มากๆ เข้า สุดท้ายก็ต้องมาระเบิดออกในวันที่ใจมันทนเจ็บไม่ไหวแล้วเท่านั้นเอง

กลับมาที่เรื่องนิยาย

ความเศร้า ความทุกข์ ความเจ็บปวด ฉันได้สัมผัสของจริงมามากพอแล้ว แต่ความสุขที่เกิดจากความรักนี่สิ...

 ไม่ๆ ต้องระบุให้ชัดว่าความสุขที่เกิดจากการมีความสัมพันธ์ในฐานะคนรักนี่สิ ฉันไม่เคยมีประสบการณ์ เพราะตอนที่เคยมีแฟน ฉันมีปัญหาชีวิตอยู่พอดี มันเลยทุกข์มากกว่าสุข

พอไปบ่นให้ใครฟัง ทั้งพี่น้องผองเพื่อนและแฟนคลับ ก็เชียร์กันเต็มที่ให้ฉันลองเดินหน้ากับทุกคนที่กำลังสนใจ เผื่อจะฟลุค ฉันจะได้มีความรักที่สมหวัง ส่วนพวกเขาก็จะได้อ่านนิยายของฉันต่อเสียทีหลังจากรอมานาน

ก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นความสำคัญของการมีแฟนมาก่อนเลยนะเนี่ย เพิ่งมารู้ซึ้งเอาตอนนี้

ถึงจะเป็นเหตุผลที่ประหลาดอยู่สักหน่อย แต่ฉันก็จะไม่ปิดบังใครหรอกนะว่าทำไมถึงอยากมีคนรัก

คราวนี้จะเปิดใจอย่างจริงจังแล้วนะ!

จะไม่รู้สึกผิดหรือคิดมากแล้วด้วย ถ้าจะต้องทำให้ใครผิดหวัง เพราะเรื่องความรักมันฝืนกันไม่ได้นี่นา ถ้าคนนี้ไม่โอเค ก็เปิดใจให้คนใหม่

ตอนนี้มีคนที่ปลื้มๆ อยู่บ้าง เป็นผู้หญิงอายุน้อยกว่าฉัน (ส่วนคนอายุมากกว่า คนที่ฉันชอบที่สุดในโลกแล้วน่ะ เก็บไว้ในใจก็พอ)

ปกติฉันไม่ดูดวง แต่จู่ๆ ก็มีคนที่ดูไพ่ยิปซีเป็นคนนึงมาทักว่าฉันจะสมหวังในความรักกับคนเด็กกว่าก่อนสิ้นปีนี้!!

ตลกดีที่มีกองเชียร์เยอะกว่าเรื่องเรียนหรือเรื่องงานเสียอีก 

เอาจริงมันยากนะ ที่ผู้หญิงผมยาวสาวหวาน(?)แบบฉัน จะหาแฟนเป็นผู้หญิงออกสาวเหมือนกันได้เนี่ย ฉันชอบสงสัยว่าหรือฉันจะต้องแมนกว่านี้นะ สาวๆ ถึงจะมาชอบ แต่พี่ๆ ก็คอยสะกดจิตว่าเป็นองหยิงก็มีหญิงสาวเคียงข้างได้ อย่าฝืนเปลี่ยนตัวเองเลย

ลุ้นจังเลยชีวิต ลุ้นจนเหนื่อยแต่ก็จะลุ้นต่อไป 

หรือใครอยากเก็บฉันไว้เป็นตัวเลือก ไปส่องทวิตเตอร์ได้นะคะ ชื่อคล้ายๆ แอคนี้เลย จะได้รู้ว่าความสนใจตรงกันมั้ย จุดยืนทางการเมืองตรงกันหรือเปล่า แวะมาทักทายคุยกันได้

เบื่อจะเขียนไดอารี่แล้ว อยากกลับไปเขียนนิยายต่อจะแย่

ขอให้ความปรารถนาของฉันเป็นจริงด้วยเถอะ!












SHARE
Writer
Shallot
บันทึกบำบัด
บันทึกประสบการณ์และเขียนสะท้อนตัวเองเพื่อเยียวยาจิตใจ

Comments

MyFeeling
4 months ago
การเขียนบันทึกช่วยบำบัดได้จริงๆมั๊ยคะ
Reply
MyFeeling
4 months ago
เหมือนกับได้ปลดปล่อย ได้บอกเล่าให้ใครซักคนฟังแบบนี้รึเปล่าคะ
Shallot
4 months ago
ใช่ค่ะ จริงๆเราก็เขียนไดอารี่เป็นสมุดที่ไม่ได้ให้ใครอ่านเหมือนกันนะคะ ตั้งแต่เด็กแล้ว ก็รู้สึกว่าช่วยเรื่องอารมณ์ได้ มาเขียนในนี้ก็จะต่างกันที่เราใช้สมาธิมากขึ้น ตั้งใจเรียบเรียงมากขึ้น แต่ถ้าเรื่องส่วนตัวมากๆ ก็จะเขียนลงสมุดค่ะ ไม่ได้ให้ใครอ่าน
MyFeeling
4 months ago
👍👍😊😊
StoryTellerZ
4 months ago
ขอบคุณสำหรับแง่คิดครับ
Reply
Shallot
4 months ago
ยินดีค่ะ 😊
Pinny_Phannin
4 months ago
ดีมากเลยค่า
Reply
Shallot
4 months ago
ขอบคุณค่ะ 😄
ymmlap
4 months ago
ฮือชอบการเขียนของคุณมากๆเลยค่ะไม่ได้ตรงกับเราไปซะทุกเรื่อง เเต่ก็มีตรงเยอะมากเเต่ที่ชื่นชอบมากๆคือการใช้ภาษาน่ารักมากๆเลยค่ะ
Reply
Shallot
4 months ago
ขอบคุณนะคะ 🥰