3 วิธีเป็นตัวของตัวเองอย่างไร..ยิ่งทำให้รักตัวเอง
หากเราเป็นคนที่ชอบแคร์สายตาคนอื่น กังวลว่าเขาจะคิดกับเราอย่างไร จึงทำตัวไม่ค่อยจะถูกเท่าไหร่ ได้เวลามาฝึกความเป็นตัวของตัวเองกันได้แล้วนะ เพราะว่าถ้าเรายิ่งเป็นตัวของตัวเองมากเท่าไหร่ เราจะยิ่งมั่นใจ และรู้สึกมีอิสระมากขึ้น มี 3 วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณเป็นตัวของตัวเองได้ดีขึ้น ลองไปดูกันเลย

1. แสดงออกให้ชัด
- กล้าปฏิเสธในสิ่งที่ไม่โอเค ถ้าเคยเป็นคนขี้เกรงใจ ไม่กล้าปฏิเสธ ฟังเสียงหัวใจตัวเองให้มากขึ้น ถ้ารู้สึกไม่ดีที่จะ Say Yes ให้ลอง Say No บ้าง ครั้งแรกๆ อาจจะรู้สึกเป็นกังวลว่า จะทำให้เขาไม่ชอบเราหรือเปล่า กับการที่เราไม่ตามใจเขา 

แต่ถ้าใจบอกว่าไม่โอเค เชื่อใจตัวเองเถอะนะ ลองปฏิเสธด้วยความสุภาพแต่เด็ดขาด เช่น ฉันให้ยืมเงินไม่ได้หรอก ฉันต้องมีค่าใช้จ่ายให้ครอบครัวเหมือนกัน เป็นต้น ใส่เหตุผลตามไปด้วย เขาจะได้เข้าใจ แต่ถ้าเขาไม่เข้าใจ ก็ควรยืนยันคำเดิมนี่ล่ะ เพราะการตัดสินใจตอบตกลงที่เป็นผลดี เราจะต้องรู้สึกดีด้วย แต่ถ้าเรากระอักกระอ่วมใจ เพราะใจกำลังจะบอกว่า ปฏิเสธเถอะนะ

- กล้าแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง คนเรามักจะมีความเชื่อว่า เหมือนกันเป็นพวกเดียวกัน ใครต่างจากเราก็ไม่ใช่พวกเดียวกัน ทำให้เราไม่กล้าแสดงความคิดเห็นที่ต่างออกไป ทั้งๆ ที่มีไอเดียดีๆ แต่ก็เก็บเอาไว้อยู่คนเดียว เพราะกลัวว่าจะถูกวิจารณ์ หรือไม่ชอบเราก็ได้ 

แต่ความเป็นจริงแล้ว คนเราน่ะแตกต่างกัน มีสิทธิ์ที่จะคิดต่างได้ ถ้าไม่ได้ทำร้ายจิตใจใคร และเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ก็ลองเสนอความคิดเห็นดูบ้าง เช่น ในระหว่างประชุม แรกๆ อาจจะรอให้เขาถามความเห็น แล้วค่อยบอก นานๆ ไป ถ้าเรายังไม่กล้าบอกก่อน อาจจะฟังความคิดเห็นเพื่อนๆ ก่อน ถ้ายังไม่มีใครเสนอไอเดียแบบเรา เราก็บอกในตอนท้ายก็ได้ แล้วเมื่อเราหัดคิดต่าง และกล้าแสดงความคิดเห็นได้มากขึ้น เราก็จะเป็นตัวของตัวเอง ไม่เกรงใจคนอื่นจนเกินเหตุแล้วล่ะ


2. มั่นในไลฟ์สไตล์
- มั่นใจในสิ่งที่ทำ ถ้าเป็นเรื่องดี ไม่ว่าจะทำอะไร ไม่ต้องรอให้ใครเชียร์ ลงมือทำได้เลย เช่น งานอดิเรกที่เราชอบ งานพิเศษที่เราสนใจทำ อาจจะไม่เหมือนคนส่วนใหญ่ แต่ถ้าเป็นสิ่งที่เราสนใจก็ลงมือทำเลย เราจะเสียเวลาชีวิต หากเรามัวแต่แคร์สายตาของสังคม ว่าเขาจะประเมินเราอย่างไร เราจะไม่ได้ทำสิ่งที่เราอยากทำกันพอดี คนอื่นจะมองอย่างไร เราไม่สามารถควบคุมได้ แต่เราควรควบคุมความคิดของเรา ไม่ให้ไปคิดลบแทนคนอื่นเขา เราจะได้มีเวลาเป็นของเราจริงๆ 

เช่น ถ้าคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือ แต่เรายังชอบอ่านหนังสือ เราก็อ่านไปสิ ไม่เห็นจะต้องแคร์ว่าใครจะวิจารณ์ว่า ไม่ทันสมัย ถือหนังสือให้หนักไปทำไม ลองเปลี่ยนเป็นมองข้อดีในสิ่งที่เราทำ เช่น อ่านหนังสือทำให้เรามีสมาธิ และเป็นการพัฒนาความคิดไปด้วย มีข้อดีขนาดนี้แล้ว เราจะรออะไร ลงมือทำเถอะนะ

- เชื่อในคุณค่าที่เราคู่ควร ค่านิยมอะไรที่เราให้ความสำคัญ ถ้าเป็นค่านิยมที่ดี มีคุณค่ากับชีวิตเรา ก็เชื่อมั่นในสิ่งนั้นเถอะ เราไม่จำเป็นต้องตามใคร เพราะเราคงไม่สามารถใช้ชีวิตตามคนอื่นไปได้ตลอดทั้งชีวิตหรอกนะ ขนาดฝาแฝดยังมีนิสัย มีไลฟ์สไตล์ มีความคิดความอ่านที่แตกต่างกันเลย 

เราที่ไม่เหมือนใครจะไปเลียนแบบใครเขาทำไม เชื่อมั่นในตัวเองสิดี เช่น ชอบชีวิตเรียบง่าย ไม่เน้นวัตถุ ชื่อเสียง หรืออำนาจ แต่เน้นทำด้วยใจที่เป็นสุข แล้วอย่างอื่นจะตามมาเอง เป็นต้น เราจะยอมเปลี่ยนค่านิยมดีๆ ได้อย่างไร ถ้าค่านิยมเหล่านั้นทำให้เรามีความสุขได้อย่างแท้จริง


3. ใส่ใจพัฒนาตัวเอง
- จัดการชีวิตให้ลงตัว ถ้าเรามีความเชื่อว่า ความสุขขึ้นอยู่กับคุณภาพของใจเรา และไม่ปล่อยให้ชีวิตไหลไปตามกระแสหรือสถานการณ์ เราก็จะสามารถควบคุมจัดการชีวิตได้ลงตัว และเมื่อเราจัดการเรื่องที่จำเป็นได้ลงล็อค เราก็จะมีพลังไปทำตามเป้าหมายชีวิตได้เต็มที่ เราจึงไม่ควรปล่อยให้เรื่องหลักๆ ของเราแปรปรวน เช่น แบ่งเวลาให้เป็น มีวินัยในการใช้จ่าย รักษาจิตใจให้อยู่ในแดนบวก 

ถ้างาน เงิน ใจ ของเราลงตัว เรื่องอื่นๆ ก็จะไม่เรรวนไปง่ายๆ ซึ่งการเขียนไดอารี่ (Diary) จะช่วยให้เราสามารถจัดระเบียบชีวิตได้ โดยการวางแผน เขียนบัญชี และเขียนบันทึกประจำวัน คุณภาพเวลา คุณภาพใจ และสภาพคล่องทางการเงินจะดีขึ้นได้ เราต้องหมั่นสังเกตและปรับเปลี่ยนวิธีการให้ดีขึ้น เราจึงจะมีชีวิตที่ดีขึ้น

- พัฒนาตัวเอง คนเรามีทั้งข้อดีและข้อเสีย ไม่มีใครที่เพอร์เฟค เพียงแต่ว่าเขาจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปทำด้านดี หรือไปทำเรื่องไม่ดีมากกว่ากัน แต่ในด้านที่ยังไม่ดีนั้น ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ ถึงขนาดต้องรังเกียจตัวเองเสมอไป ถ้ายังไม่ได้ถึงขั้นทำให้ใครต้องเดือดร้อน เราก็สามารถปรับปรุงกันได้ 

เพียงแต่ว่า ขั้นแรกของการปรับปรุง เราจะต้องยอมรับตัวเองในด้านไม่ดีให้ได้ก่อน เช่น เป็นคนอ่อนไหวง่าย ชอบลืม หงุดหงิดง่าย เป็นต้น ค่อยๆ ทำความเข้าใจว่า เพราะอะไรเราจึงเป็นคนแบบนั้น หาข้อดีในนิสัยนั้นว่า ถ้าพัฒนาให้ดีแล้วจะกลายเป็นนิสัยด้านไหนแทน และหาทางปรับให้ดีขึ้น ถ้าเราตั้งใจจริง ไม่ว่าอะไร เราก็สามารถพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ 

เช่น หาสาเหตุของความเป็นคนขี้น้อยใจ ว่าจะมีอาการตอนไหน ซึ่งส่วนใหญ่จะมีอาการน้อยใจกับคนที่เราแคร์แต่เขาไม่แคร์เรา และข้อดีของคนที่น้อยใจ คือ เป็นคนที่ใส่ใจคนอื่น ดังนั้น ลองโฟกัสที่นิสัยความใส่ใจดูแลคนอื่นแทน แต่ไปเลือกใส่ใจคนที่สำคัญกับชีวิตเราจริงๆ ใส่ใจคนที่แคร์เราและเราก็แคร์เขาด้วย อาการน้อยใจก็จะหายไป เพราะคนที่เป็นคนเอาใจใส่คนอื่น จะไม่ทำให้ใครน้อยใจ เป็นต้น


 เมื่อเรากล้าแสดงออกมากขึ้น ทำให้เรากล้าตัดสินใจ และเกิดความมั่นใจในตัวเอง มั่นใจในแนวทางการใช้ชีวิตของตัวเองที่ไม่ขัดกับหลักศีลธรรมและเหตุผล เชื่อมั่นในความคิดที่ดี เราก็จะนับถือตัวเองมากขึ้น ที่สามารถมีจุดยืนได้ 

แม้ว่าสายน้ำจะไหลไปตามกระแสเพียงใด และเมื่อเรายอมรับในตัวเอง มองเห็นข้อดีของตัวเอง หาทางปรับให้ดีขึ้น เราก็จะยิ่งเป็นตัวของตัวเอง เชื่อมั่นว่าเราจะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ การที่เราเปลี่ยนโฟกัสจากการแคร์สายตาของผู้คน มาเป็นการแคร์หัวใจตัวเองให้มากขึ้น เราจะได้ลงมือทำสิ่งดีๆ มากขึ้น เพราะไม่ลังเลอีกต่อไป และเมื่อเราลงมือทำสิ่งดีๆ ได้มากขึ้น พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น เห็นตัวเองเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี เราจะยิ่งหลงรักตัวเอง
 
เหตุผลที่เราควรเป็นตัวของตัวเอง 
ก็เพื่อให้เรามีอิสระในการลงมือทำ 
สามารถทำได้อย่างเต็มที่ 
....
และเมื่อเราทำได้เต็มที่ 
ผลงานก็ออกมาดี ตามคุณภาพของใจเราเอง 
....
และเพื่อให้เราเป็นตัวของตัวเองได้อย่างแท้จริง 
เราควรโฟกัสที่คุณค่าในสิ่งที่ทำ 
มากกว่าการคิดถึงแต่ตัวเองจนไม่เป็นตัวของตัวเอง  


Quote by Eliza Doolittle
Writer: takuma ^ ^
Cr: photo from app Canva
=========
คัดลอกบทความมาจาก www.cheer-up.lnwshop.com/article
สนใจอ่านบทความพร้อมภาพประกอบได้จากเว็บนั้นนะคะ
แต่จะทะยอยลงใน storylog เพื่อความสะดวกอีกทางหนึ่งค่า
SHARE
Written in this book
Start your new life by Diary
ไดอารี่ช่วยให้ชีวิตสุขสำเร็จได้อย่างไร ไปแลกัน!
Writer
takumacheerup
Writer
เป็นกำลังใจให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

Comments

nananatte
8 months ago
โอ๊ย ชอบคำว่า "มั่นใจในไลฟ์สไตล์" จังเลยค่ะ คุณ Takuma ขอบคุณที่แบ่งปันนะคะ :-)
Reply
takumacheerup
8 months ago
ยินดีค่า ^^ แต่ละคนมีเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ ว่ามั้ยคะ ^^