ปูเน่ (Pune)...เท่ไม่หยอก (My India First Time)  part 1
ปูเน่ (Pune) ผมไม่เคยได้ยินชื่อเมืองนี้มาก่อน ตัวผมเองก็แทบจะไม่ได้ไปต่างประเทศอยู่แล้ว ยิ่งเป็นอินเดียแล้วยิ่งเป็นอะไรที่ห่างไกลเข้าไปอีก

แต่แล้วโลกก็โยนผมไปอินเดียเอาเสียเฉยๆเพราะเรื่องงาน ก่อนหน้านี้เพิ่งไปสิงคโปร์มาแท้ๆ ก็เลยเอาเป็นว่าต้องไปอินเดียด้วยละกัน ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของเรื่องราวในครั้งนี้...ไปอ่านกัน!!!


ผมค้นพบว่าการจะเข้าประเทศที่ต้องใช้วีซ่าเป็นอะไรที่ยุ่งยากพอสมควร ผมกรอกข้อมูลที่เรียกได้ว่าโคตรเยอะในเวปไซด์ของวีซ่าของอินเดีย แถมด้วยเอกสารมากมายที่ยืนยันว่าฉันถูกเชิญไปงานประชุมวิชาการจริงๆนะ (วีซ่าบิสเนสน่ะ) แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยดี

ผมไม่คิดว่าตัวเองได้เที่ยวอะไรมากนัก เลยไม่ได้แพลนเที่ยวหรือดูที่เที่ยวไว้เลย เอาเป็นว่าไปดูเมืองเขาละกัน ก่อนหน้านี้อินเดียที่ผมเห็นมีแค่ที่ผ่านทางหนังเรื่อง PK เท่านั้น....เท่านั้นจริงๆ ผมเลยทำใจหลายๆอย่างไว้ แต่พอเอาเข้าจริงๆ..... ว้าว ผู้คนโคตรใจดีเลย แถมเมืองที่ผมไป...ไอ่เมืองชื่อ ปูเน่ เนี่ยมันยังมีความสงบในความครึกครื้นๆอยู่ด้วยนะ

วันแรกที่ออกเดินทาง ผมต้องตื่นไปสุวรรณภูมิเพื่อบินไฟท์เช้า 7.40 น. เพื่อไปเดลี กับเสาเหล็กสูงกว่าสองเมตรและโคตรจะหนักชิบหาย (ใช้สำหรับตั้งบูธ) เอาเป็นว่าผมเริ่มชินกับการเดินลากเสาบ้านี่แล้วตั้งแต่ที่ไปสิงคโปร์ ทำให้ครั้งนี้ไม่ค่อยวุ่นวายในการเปลี่ยนท่าเวลาจะขึ้นลิฟท์ ลงรถ ขึ้นบันไดเลื่อน หาที่วาง ยัดไปในเบาะหน้าแท็กซี่ หรืออะไรสักเท่าไหร่ 

ผมนั่งกร่อยๆไปเรื่อยๆจนกระทั่งเชคอินเสร็จขึ้นเครื่องโดยปลอดภัย เรียกได้ว่าขาบินไปเดลี ผู้โดยสารน้อยมากจนรู้สึกว่านั่งโคตรสบายตลอด 4 ชั่วโมง จนเครื่องกำลังแลนดิ้งที่สนามบินเดลี พอมองออกไปนอกหน้าต่างถึงกับตกใจกับโคตรมหาฝุ่นที่เรียกได้ว่าแดกท้องฟ้ากันเลยทีเดียว ผมเป็นพวกที่ใส่หน้ากากอนามัยอยู่ตลอดอยู่แล้ว เพราะตัวเองต้องนั่งวินมอไซด์บ่อยแล้วพอมันติดไฟแดงที่แยกสะพานควายทีไร เรียกได้ว่าเป็นนรกของการหายใจเลยทีเดียว และบางครั้งที่มอไซด์มันเบียดตัวเองไปข้างหน้าไม่ได้เลยต้องจ่ออยู่ตรงท่อไอเสียรถเมล์นี่คือ...สุดยอด ผมเลยใส่หน้ากากมันตลอดเวลา ตอนช่วง pm 2.5 ฮิตๆกันผมเลยเฉยๆกับการใส่หน้ากากไปแล้ว ที่อินเดียก็เช่นกัน ผมก็ใส่หน้ากามาตลอด ยกเว้นแค่ตอนตรวจความปลอดภัย

หลังจากลงจากเครื่องได้ ผมกับพี่ที่มาด้วยกันก็หาทางที่จะไปต่อ และแน่นอนว่าขั้นแรกคือการตรวจวีซ่า ซึ่ง....กูโดนเล่นตั้งแต่ตรงนี้เลย เห้อ....
ผมรับรู้ได้ทันทีว่าสำเนียงแม่งฟังยากชิบหาย พวกเราต่อคิวตรงแถว E-Visa แต่แล้วพี่ผมก็เดินไปต่ออีกแถวสำหรับคนที่ไม่ได้มาครั้งแรก ปล่อยให้ผมเคว้งคว้างอยู่คนเดียว ผมสังเกตุเห็นว่ามีฝรั่งหลายคนทำท่ายกมือยกไม้แบบ "อะไรนะ" "กูฟังไม่ชัด ว่าไงนะ" "อีกรอบดิ้" กันเยอะพอสมควร ซึ่งผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เจ้าหน้าที่ ตม. แม่งโคตรดุ (ก็ไม่เคยเห็น ตม. ประเทศไหนใจดีนะ)

คือมึงจะดุไปไหน บอกกูดีๆก็ได้ ผมเลยพยายามมองคนที่อยู่ข้างหน้าผมหลายๆว่าต้องทำยังไงบ้าง หึ...งานนี้กูต้องไม่พลาด มันจะไม่ด่ากูเพราะกูจะดูคล่องแคล่วมากๆ ผมดูคนข้างหน้าจนมันใกล้จะถึงผมแล้ว ผมทวนสเต็ปในหัววนไปวนมา....
       ยื่นพาสปอร์ต.....ยื่นวีซ่า.....ตอบคำถามอย่างมั่นใจ.....มองกล้อง......วางสี่นิ้วซ้าย......วางสี่นิ้วขวา......สองนิ้วโป้ง.....ยิ้มอ่อนแล้วเดินจากไป..... 

ผมทวนวนไปวนมาและก็ได้ ตม. คนที่ถูกใจที่สุดเรียกด้วย หึ ผมมองไอ่นี่มาสักพักละ มันมีเปอร์เซ็นความหงุดหงิดน้อยที่สุดในสามคน ผมเดินไปอย่างมั่นใจ วางพาสปอร์ตพร้อมวีซ่า และจดหมายเชิญ หึ...ไม่ได้แดกกูแน่ คำถามแรกคือจะไปหาบริษัทอะไรเนี่ยใช้วีซ่าบิสสิเนสแบบนี้ ก็ตอบไปตามจดหมายเชิญสบายๆ มองกล้องแบบถอดแว่นชิวๆ จนกระทั่งด่านสุดท้าย คำสั่งแรกดังขึ้น.....

                                                "FOUR LEFT !!!!"

ผมวางสี่นิ้วซ้ายอย่างเชี่ยวชาญ กดแน่นพอประมาณ (เพราะมีคนก่อนหน้ากูกดไม่แน่น แม่งก็ตะโกนด่าบอกให้กดแน่นอีก! แน่นอีก!! แน่นๆ!!!) และแน่นอนว่ามันแสกนติดได้อย่างง่ายดาย ในหัวผมตอนนั้นคือคำต่อไปที่มันจะพูดต้องเป็น four right, next. again, press more หรือ remove หรืออะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับการสั่งให้กูเปลี่ยนมือไปมือขวา ผมพร้อมมาก......

                                                "โหยวโชว !!!!"

.....................................................................
....................................................
...................หะ !?................
โหยวโชว!!?? ตอนนั้นหัวผมประมวลผลแบบงงมากๆกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมพยายามนึกคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่เรียนมาตั้งแต่เด็ก เค้นทุกคำออกมาพยายามจะนึกว่าสำเนียงมันเพี้ยนมาจากคำว่าอะไรวะ ผมเอ๋อแดกไปสักพักจึงหลุด pardon? ออกไปอย่างไม่รู้ตัว ตม.ตรงหน้าผมจึงพูดย้ำอีกครั้งแบบแยกคำช้าๆ

                                         "โหยววววว โชวววววว !!!!"

..........................................................................
.......................................................
..........เชี่ย ไม่ช่วยเลย........
ผมผายมือไปที่รองเท้าของตัวเอง...อยากดูรองเท้ากูหรอ? (your shoes?) เจ้าหน้าที่ ตม. ส่ายหน้า พร้อมตะโกนย้ำ "โหยวโชว โหยวโชว" ยิ่งทำให้ผมเสียความมั่นใจ ผมรู้สึกได้ว่าถ้าเป็นกูคนเดียวที่ฟังไม่ออก กูจะดูเป็นคนที่ง่อยมากๆ
                        ฮืออออออ.... I CANNOT SPEAK ENGLISH หรอวะเนี่ย

ผมเริ่มหน้าเสีย ผมรู้สึกตัวได้ว่าหน้าเหวอแล้วก็ร้อนผ่าวมากๆ เจ้าหน้าที่ ตม. ยิ่งหัวเสีย ตะโกนดังมากๆ "โหยวโชวๆ" "what is โหยวโชว!?" ผมส่ายหัว "you understand โหยวโชว!?" ผมส่ายหน้าอีกครั้งไม่รู้จะพูดอะไร มันถึงกับเรียกเพื่อนเกาะข้างๆมารุมผมด้วยเสียงหัวเราะแล้วย้ำว่า "you don't know โหยวโชว!!?? whatttt!??"
                           ฮืออออออออ.... กูฟังภาษาอังกฤษไม่ออกจริงๆสินะ


จนสุดท้ายเจ้าหน้าที่ ตม. ทำท่าทางหมดหวังกับผม จึงพูดขึ้นเบาๆ.... right hand ผมวางนิ้วมือขวาไปแบบจ๋อยๆ ตามมาด้วย two thumb (ตู ตั๊ม) และก็ปล่อยผมผ่านไปแบบจ๋อยๆ ผมเดินแบบคนเสียความมั่นใจไปเจอพี่ที่นั่งรออยู่แล้ว จึงถามว่ามันแปลว่าไรวะพี่ พี่เขาก็งงไม่รู้เหมือนกัน ผมเลยเกิดสงสัยว่าหรือมันจะไม่ใช่ภาษาอังกฤษ จึงไล่เปิด Dictionary ดู ภาษาฮินดูก็ไม่ใช่.... และผมทำนายว่าเป็นจีน และมันก็จริง......


                                            右手 (Yòushǒu)


..........................................I CANNOT SPEAK MANDARIN....................................
ไอ่บ้าเอ้ยยยยยยยยยยยยยยยย ไทยแลนด์ ยูโน้ว? น้อต ไทวานนนนนนน โอ้ มาย ก็อดดดดดดดดด ถึงกูจะไหว้เชงเม้ง.... แต่กูพูดจีนไม่ได้....


มันเกิดครึ้มอะไรมาพูดจีนใส่ผมเนี่ย พอรู้แบบนี้ผมก็เลยใจชื้นขึ้นมาว่าเอาวะ อย่างน้อยภาษาอังกฤษเราก็ยังไม่ได้ฟังขนาดนั้น เราก็เลยเข้าสนามบินเดลีได้ในที่สุด ที่น่าเซอไพร้คืออินเดียมีการตรวจสิ่งของติดตัว ตรวจความปลอดภัยที่เข้มงวดมากๆ ตรวจแล้วตรวจอีก ตรวจแม่งอยู่อย่างนั้น....อยากเข้าจังเลยล่ะประเทศมึงน่ะ.....โหยวโชว.....ท่ดๆ

พวกเราเกิดปัญหาอีกครั้งตอนที่เราจำเป็นต้องเอาของ over size หรือก็คือไอ่เสาสองเมตรของผมนั่นล่ะไปโหลดในสายพานของหนักเกิน เราพยายามถามเจ้าหน้าที่ในสนามบินซึ่งแม่งบอกไม่เหมือนกันสักคน แต่สุดท้าย....เราก็หาเจอ

ผมค้นพบว่า KFC ที่สนามบินเดลีมีรสชาติแปลกๆ แต่อร่อยมากๆ มันเป็นเหมือนไก่ป็อปที่มีรสของขนมที่เต็มไปด้วยความสดชื่นของผงชูรส...MSG นั่นล่ะ อย่างเต็มพิกัด สลับกับเฟร้นฟรายจืดๆ สุดยอดจริงๆอันนี้ไม่ติดฮานะ ผมว่าผมกินมันทุกมื้อกลางวันได้เลยล่ะ

เราใช้เวลาตั้งแต่เที่ยงนับตั้งแต่ลงจากเครื่อง ผ่าน ตม. ตรวจความปลอดภัย ตามหาสายพานโอเวอร์ไซส์ กินเคเอฟซี สุดท้ายเราก็ไปจบที่การไปนั่งกร่อยรอเวลาบินอีกครั้งที่ gate 63 (ไม่ก็ 36 หรือไม่ก็ 16 ผมจำไมไ่ด้ละ เพราะผมได้ boarding pass มาสองใบตั้งแต่สุวรรณภูมิ เลยไม่มีเลข gate พิมพ์ไว้ แต่เราดูในจอที่สนามบินเดลีได้)

ตามตารางเดิมเราจะต้องบิน 16.00 น. แล้วไปถึง ปูเน่ ตอน 18.00 น. โดยประมาณแต่แน่นอนว่า กูมาถึงนี่แล้วทุกอย่างจะปกติไม่ได้ มันต้องมีอะไรมาให้เขียนลงบล็อคคคคคคค

เครื่องดีเลย์

เห้อ เอาเป็นว่าผมสรุปให้ว่าผมได้ออกเดินทางจริงๆ ตอนเกือบๆจะ 18.00 น. แล้วล่่ะ แต่ว่าจะเป็นยังไงต่อกับวันที่เหลือ .......ค่อยมาต่ออีกพาร์ทละกันครับ




SHARE
Writer
ccLi0ni3
Writer
- ให้ตัวหนังสือบอกเล่าเรื่องราวของชีวิต - จบวิศวะ แต่ดันชอบเขียนหนังสือกับวาดรูป ชอบอ่านนิยายกับถ่ายภาพ ชอบฟังเพลงกับเล่นกีต้าร์ได้นิดหน่อย เรียนสายวิทย์มาแต่ตอนนี้รู้แล้วว่าชอบเรียนภาษามากกว่า ร้อยแปดพันเก้าที่ตีกันในตัวเอง เราก็จะเล่าเรื่องงงๆพวกนั้นแหละ

Comments