The Catcher in the Rye & Zima Blue
อาจารย์: ไอ่หนุ่มเอ็งจำไว้นะว่าชีวิตคือการแข่งขัน การแข่งขันที่เราทุกคนต้องเล่นตามกติกา
นักเรียน: ครับอาจารย์ ผมทราบครับ ผมทราบดี
(ในใจ): การแข่งขันห่าอะไรล่ะ ช่างเป็นการแข่งขันที่แสนประเสริฐเหลือเกิน ถ้าคุณอยู่ข้างเดียวกับคนเจ๋งๆ แน่ล่ะมันคือการแข่งขัน แต่ถ้าคุณอยู่อีกข้าง ข้างที่ไม่มีคนเจ๋งๆ อยู่ด้วย แบบนั้นมันจะเป็นการแข่งขันได้ยังไง ไม่ใช่เลย ไม่มีการแข่งขันใดๆ ทั้งสิ้น

สองวันก่อนผมเจอหนังสือเรื่อง The catcher in the rye ที่ห้องสมุดใต้หอศิลปะ นั่นเป็นบทสนทนาที่กุมความคิดของผมเอาไว้อยู่หมัดหลังเปิดอ่านไปได้ไม่กี่หน้า ด้วยเหตุนั้นผมจึงใช้เวลาตลอดช่วงบ่ายจนถึงหัวค่ำอ่านนิยายขนาดกลางยาวราว 300 หน้าเศษจบในวันเดียว พล็อตเรื่องไม่ได้ซับซ้อนอะไร ตัวเอกเป็นเด็กหนุ่มนักเรียนชื่อโฮลเดน เขาถูกไล่ออกจากโรงเรียนเป็นครั้งที่สามในชีวิต ความจริงแล้วเขาจะต้องอยู่รอพ่อแม่มารับตัวกลับบ้านในวันคริสมาสต์พร้อมกับทนฟังเสียงบ่นของพวกผู้ใหญ่ แต่เขาตัดสินใจหนีออกจากโรงเรียนและถอนเงินในธนาคารทั้งหมดออกมา เขาไม่ได้ไปไหนไกลเพียงแค่อยู่ในละแวกนั้นใช้ชีวิตเพียงลำพังในถิ่นอาศัยที่เขาคุ้นเคย ณ โรงแรมจิ้งหรีดแห่งหนึ่ง และสุดท้ายเรื่องราวก็จบลงด้วยการที่เขาจำต้องกลับสู่ครอบครัวเพื่อเผชิญหน้าความจริง
ฟังดูแค่นั้นมันคล้ายเป็นเรื่องราวของเด็กหนุ่มหัวขบถที่ไม่ยอมรับความจริงคนหนึ่ง หากหนังสือเรื่องนี้กลับมีอิทธิพลมากกว่านั้น "เดวิด แชปแมน" ผู้ยิงสังหาร "จอห์น เลนนอน" บอกกล่าวไว้ว่านี่คือหนังสือซึ่งเป็นแรงบันดาลใจในการตัดสินใจปลิดชีพศิลปินเอกของโลก กระทั่งที่ว่าประเทศอย่างสหรัฐซึ่งเป็นต้นแบบโลกเสรีนิยม ก็เลือกที่จะแบนหนังสือเล่มนี้ไม่ให้เด็กและประชาชนทั่วไปเข้าถึงระหว่างทศวรรษที่ 60 ถึง 70
ผมไม่คิดว่าตัววรรณกรรมเองจะมีความผิดอะไร ถ้าจะผิดก็เป็นที่คนเสียมากกว่า ผมไม่ได้รู้สึกอยากต่อยตีกับใครสักคนหลังอ่านจบ และไม่ได้รู้สึกเกลียดชังความเป็นไปของสังคมมากขึ้นแต่อย่างใด หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมคิดถึงช่วงเวลาราวสิบปีก่อนของตัวเอง ช่วงที่เป็นเด็กหนุ่มมัธยมปลายที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง เติบโตขึ้นมาภายใต้เกราะป้องกันของครอบครัว คาดหวังว่าโลกกว้างภายนอกจะสวยงามเหมือนภาพฝันในอุดมคติ แต่ความจริงกลับตรงข้ามกับสิ่งที่คิด ผมจำได้ว่าตัวเองตอนนั้นรู้สึกหวาดกลัวและสับสนอยู่ตลอดเวลา ภายนอกเมื่ออยู่กับเพื่อนฝูงทุกอย่างก็คล้ายจะสวยงาม แต่เมื่อกลับมาอยู่คนเดียว มันกลับมีแต่ความหวาดกลัวและสับสน อย่างไรก็ตามผมใช้ชีวิตดั่งเช่นเด็กมัธยมปลายปกติคนหนึ่ง ผมเชื่อฟังคำสอนของครู ตั้งใจอ่านหนังสือสอบ วาดฝันถึงอนาคต พูดจาไพเราะเข้าหูทำตัวเรียบร้อยกับพวกผู้ใหญ่ ผมไม่ได้มีคำตอบให้ตัวเองหรอกว่าทำไมต้องทำสิ่งเหล่านั้น แต่ในเมื่อทุกคนทำผมก็ต้องทำตามคนส่วนใหญ่ ผมไม่ได้มีความกล้าหาญเหมือนโฮลเดนที่จะยืนหยัดเพื่อสิ่งที่ตนเองยึดมั่น ผมเป็นราวกับใบไม้หนึ่งใบที่ล่องลอยไปตามกระแสธารอย่างไร้จุดหมาย เก็บคำถามไว้ในใจ เก็บความเจ็บปวดไว้ในใจ แล้วท้ายสุดกาลเวลาก็ทำให้ผมลืมความหวาดกลัวและสับสนพวกนั้น
The catcher in the rye ทำให้ผมรู้ว่าผมกำลังสร้างความทรงจำชุดใหม่กลบทับสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับตัวเองในช่วงวัยนั้น ก่อนหน้านี้ผมมองย้อนกลับไปในช่วงเวลาดังกล่าวด้วยรสหอมหวาน แฟนสาวคนแรก เพื่อนรู้ใจ การเป็นที่ชื่นชมของผู้ใหญ่ ผมลืมไปว่าฉากหน้าเหล่านั้นซ่อนสิ่งเลวร้ายเอาไว้ อยู่ๆ ฉากสนทนากับเพื่อนคนหนึ่งก็กลับเข้าสู่ความทรงจำของผม เขาถามผมว่า "รู้สึกเหนื่อยกับชีวิตไหม รู้สึกเหมือนไม่อยากตื่นขึ้นมาแล้ว ไม่อยากสู้อะไรอีกแล้ว" เขาเป็นเพื่อนสนิทของผมเมื่อครั้งเข้าเรียนมหาวิทยาลัยชั้นปีที่หนึ่ง ผมตอบไปว่า "ใช่ เรารู้สึกเหมือนกันเลย" นั่นเป็นความทรงจำที่ถูกซ่อนไว้แล้วอยู่ๆ มันก็โผล่ขึ้นมา ผมเริ่มจำได้ว่าช่วงเข้ามหาวิทยาลัยใหม่ๆ เป็นช่วงเวลาอันเลวร้ายสุดแสนสำหรับผม กิจกรรมรับน้องที่ผู้อาวุโสมาก่นด่าผู้เยาว์ ความแปลกแยกจากเพื่อนร่วมรุ่นซึ่งยอมทำทุกอย่างตามกฏเกณฑ์ ความเกลียดชังสิ่งที่ตัวเองเรียน
ความรู้สึกเลวร้ายพวกนั้นไม่ได้คุกรุ่นขึ้นใหม่ในใจของผม ณ ปัจจุบัน ผมเพียงมองกลับไปในอดีตด้วยความเที่ยงตรงมากขึ้น ยอมรับเรื่องพวกนั้นอย่างที่มันเป็น ไม่บิดเบือนมันเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีอีกต่อไป นั่นคือสิ่งที่ผมได้จากหนังสือเล่มนั้น มันช่วยให้ความทรงจำที่บิดเบี้ยวของผมเที่ยงตรงขึ้นมา อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง
ผมวางหนังสือเล่มนั้นลง และเดินขึ้นไปดูภาพวาดชั้นบน ปล่อยให้สิ่งที่ได้จากการอ่านค่อยๆ ตกตะกอนลงมาโดยใช้เวลาเป็นตัวช่วย ผมไม่ได้อยากกลับไปเป็นเด็กหนุ่มหัวขบถคนเดิมอีกแล้ว ผมเพียงต้องการจะมีชีวิตที่สุขสงบและคิดถึงเรื่องที่เคยผ่านมาได้อย่างปล่อยวาง เพราะท้ายสุดแล้วโฮลเดนก็บอกเอาไว้ว่า "มนุษย์ผู้ยังไม่เติบโตจะยอมแลกทุกอย่างแม้กระทั่งชีวิตของตัวเองเพื่ออุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ หากมนุษย์ผู้เติบโตแล้วจะใช้ชีวิตอย่างเจียมตัวเพื่อสิ่งเดียวกันนั้น"
ผมเดินดูภาพศิลป์เหล่านั้นราวชั่วโมงก่อนจะเดินทางกลับที่พัก ผมคิดว่าตัวเองมีวันดีวันหนึ่ง ไม่บ่อยครั้งนักที่จะมีอาหารสมองแบบนั้นผ่านเข้ามาอย่างบังเอิญเหมาะเจาะ ทว่าในค่ำวันนั้นกลับมีอีกเหตุการณ์ที่เป็นหมุดหมายทางความคิดเกิดขึ้น ผมเปิด Netflix ดูซีรี่อนิเมชั่นเรื่อง Love Death & Robots
ผมดูมันมาพักหนึ่งแล้ว แต่ละตอนแยกออกจากกันไม่ต่อเนื่องไม่เกี่ยวข้อง ค่ำคืนวันนั้นผมเปิดดูเรื่อง Zima blue มันถูกดัดแปลงมาจากเรื่องสั้นรางวัลของศาสตราจารย์ฟิสิกส์ดาราศาสตร์ชาวเวลส์ เขาลาออกจากอาชีพการงานในมหาวิทยาลัยเพื่อผันตัวเองเป็นนักเขียนไซไฟ ผมคิดว่าแค่นั้นก็มันดูเจ๋งมากแล้ว แต่ Zima blue ซึ่งถูกอัดแน่นอยู่ในความยาวอนิเมชั่น 10 นาทีกลับเจ๋งกว่านั้น
ผมจะไม่พูดถึงเนื้อหาในเรื่อง Zima blue แต่จะเอ่ยถึงการมองชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบัน ในโลกยุคหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม ทุนนิยมเข้าครอบงำทุกอย่าง รวมถึงรูปแบบที่มนุษย์มองชีวิตของตัวเอง เรามองชีวิตเป็นเส้นตรง ด้านหลังคืออดีตที่จากมา ด้านหน้าคืออนาคตที่ใฝ่ฝันและต้องไขว่คว้า เส้นตรงนั้นเริ่มต้นจากพื้นราบ และเราหวังให้มันไปสิ้นสุดยังยอดเขา ความสำเร็จ ชื่อเสียงเงินตรา ครอบครัวแสนอบอุ่นพร้อมบ้านหลังใหญ่กับรถยุโรป เราทุกคนต่างก็กำลังต่อสู้แข่งขัน เพื่อหวังว่าสักวันหนึ่งเราจะได้ไปยืนอยู่บนยอดนั้นและมีความสุขกับช่วงเวลาที่เหลืออยู่
นั่นไม่ใช่วิธีการมองชีวิตที่ผิด แต่เราควรรู้ไว้เช่นกันว่าก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ชีวิตของมนุษย์มีเพียงแค่การทำปศุสัตว์ เกษตรกรรม และพักผ่อนนอนหลับ แสงเช้าของวันบอกให้เราออกไปทำงานเพียงเพื่อมีอาหารกินประทังชีวิต ดวงจันทร์ปรากฏบอกให้เรากลับเข้าที่พักเพื่อผ่อนคลายความเครียดจากการใช้แรงกาย นั่นเป็นวิถีชีวิตของผู้คนเกือบทั้งโลกในยุคนั้น วิถีชีวิตที่ดำเนินมานานหลายหมื่นปีก่อนจะสิ้นสุดลงเมื่อสองร้อยปีก่อน พวกเขาไม่ได้มองชีวิตเป็นเส้นตรง พวกเขาไม่ได้วาดฝันถึงอนาคตอันแสนยิ่งใหญ่บนยอดเขา พวกเขามองชีวิตเป็นวงกลม มองชีวิตเป็นวัฏจักร ใช้ชีวิตแบบวันต่อวัน
Zima blue จะบอกเล่าและส่งต่อคำถามให้คุณขบคิดเกี่ยวกับตัวเองในเรื่องพวกนั้น
SHARE
Writer
Stardust1723
Learner and Dreamer
เราเขียนเพื่อเติมเต็มตัวเองและแบ่งปันกับใครสักคน

Comments

Janiva
2 years ago
ตอนที่โฮบเดนขอร้องเด็กสาวคนนึงให้หนีไปด้วยกัน ตอนนั้นเองที่เรารู้สึกว่ามันแตกสลายแลืง
Reply
Stardust1723
2 years ago
“ผมไม่สนใจหรอกว่าอนาคตตัวเองจะทำอะไร ผมแค่อยากหนีไปให้ไกลจากตรงนี้ ไปในที่ๆ ไม่มีใครรู้จัก ถ้าไม่มีใครต่อใครมาคอยตัดสินผม ไม่มีใครมาพร่ำบอกว่าผมควรใช้ชีวิตของตัวเองยังไง ผมก็ยอมรับตัวเองได้ทุกอย่างนั่นแหละ”
Janiva
2 years ago
ฮืออออออออ 

Reply
Stardust1723
2 years ago
T-T