นั่งรถไฟหัวรัถจักรไอน้ำ


23 ตุลาคม 

อาจจะวันหยุดธรรมดาๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วสำหรับคนที่สนใจในเรื่องราวประวัติศาสตร์นั้น จะรู้กันดีกว่า วันที่ 23 ตุลาคม ของทุกปี คือวันปิยะมหาราช

วันปิยะสำคัญยังไง เราจะไม่กล่าวถึงในบทความนี้

เพราะเราเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่นั้นย่อมรู้ดีอยู่แล้ว

แต่เราจะมาเล่าเรื่องราวที่เราประทับใจอย่างมาก จากวันปิยะที่ผ่านมา 

นั้นก็คือการนั่งรถจักรไอน้ำ 


รถจักรไอน้ำ ถูกนำเข้ามาใช้ตั้งแต่สมัย ร.5 โดยเริ่มจากการที่ พระองค์ท่านให้มีการสร้างรถไฟจากกรุงเทพถึงโคราช เพื่อเป็นการปกป้องแผ่นดิน

การรถไฟได้เอาวันที่ 26 มีนาคม เป็นวันสถาปนากิจการรถไฟไทย

เนื่องด้วย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพระราชพิธีเปิดการเดินรถไฟระหว่าง สถานีกรุงเทพ - อยุธยา

เมื่อการก่อสร้างทางรถไฟสายแรกสำเร็จลงตามพระราชประสงค์แล้ว ก็ทรงพิจารณาสร้างทางรถไฟสายอื่น ๆ ต่อไป จนกระทั่งสิ้นรัชสมัยของพระองค์ พระผู้พระราชทานกำเนิดกิจการรถไฟในประเทศไทย เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2453

ทำให้เราคิดว่า การที่การรถไฟเอาหัวรถจักรไอน้ำ ซึ่งเป็นหัวรถจักรที่นำมาใช้ตั้งแต่แรกเลย ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนเป็นรถจักรดีเซล ซึ่งใช้มาจนถึงปัจจุบัน( คือเขาอาจจะไม่ได้ใช้หัวรถจักรเดิมจนถึงตอนนี้นะ อันนี้ไม่รู้ละเอียดขนาดนั้น)

ในวันที่ 23 ตุลาคม เพื่อลำลึกถึงพระองค์(คำราชาศัพท์ไม่แม่นเท่าไหร่ อย่าว่ากันนะ) เพราะพระองค์เป็นคนพระราชทานให้เกิดกิจการรถไฟ

รถจักรไอน้ำ แปซิฟิก 824 กับ 850 (มันน่าจะคือรุ่นหรืออะไรยังไง อันนี้ก็ไม่รู้เท่าไหร่) คือหัวรถจักรที่ถูกนำมาใช้ในวันที่ 23 ตุลาที่ผ่านมา

ซึ่งเป็นหัวรถจักรรุ่นแรกที่ยังคงมีการใช้งานอยู่ 2 จาก 30 คันที่นำเข้ามาตั้งแต่แรก

โดยที่หัว 824 แต่เดิมใช้พลังงานจากฟืน ก่อนจะมีการเปลี่ยนมาใช้น้ำมันเตาเป็นพลังงานเชื่อเพลิง 

เท่าๆที่ไปตามหาอ่านประวัติมา เขาบอกด้วยว่า ฟืนที่เอามาใช้บางครั้งก็เป็นหมอนรองรถไฟนั้นแหละ 

ทางรถไฟไปไม่ไกล เพราะต้องเอาหมอนรองมาทำเชื้อเพลิงปะเนี่ย(หยอกๆหรอกนะ)

ส่วนหัว 850 ใช้น้ำมันเตาเป็นพลังงานเชื้อเพลิงมาตั้งแต่แรกแล้ว

เรานั่งอ่านประวัติไปก็ใจเต้น อยากจะไปเห็นเร็วๆ คือก่อนวันที่ต้องไป ใจเต้นมาก นอนแทบไม่หลับเลยละ

แล้ววันที่รอคอยก็มาถึง

23 ตุลาคม 2562

เราตัดสินใจไปขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟหัวลำโพง โดยบอกกับเพื่อนว่าอยากจะไปถ่ายหัวรถจักรที่นั้น ขึ้นที่บางเขนมันไม่แมสเท่าไหร่

พร้อมกับใส่ชุดสมัย ร.5 ไปด้วยจ้า สวยๆไปเลย 5555555

จะไปเที่ยวที่ไหนต้องมีตรีมสักหน่อย 

ตอนเห็นนะ คือแบบ เชี่ยยยย ขบวนยาวมากกกกก 

ตอนนั้นแทบวิ่งจากท้ายขบวนไปตรงหัวรถจักร ทิ้งเพื่อนที่เจ็บตีนไว้ข้างหลังไปเลยจ้า

เห็นรถจักรแล้ว เชี่ยย จะร้องไห้

มันเหมือนหลุดออกมาจากในหนังเลย แต่ไม่เว้ย นี้คือรถจักรไอ้น้ำเว้ย มันคือรถจักรที่จะพาเราไปอยุธยา

ถ่ายรูปสิครับ

ความตื่นเต้น จนทำเราเกือบตกรถเลยแหละ 

บนรถไฟก็มีแจกของกินนู่นนี่นั้น พี่ๆก็น่ารักดี ผู้คนตามรางรถไฟก็น่ารัก โบกมือให้กันด้วย 

แล้วเราพึ่งจะเห็นว่าเราผ่านสถานีจิตลดา(ถ้าจำชื่อไม่ผิดนะ) ซึ่งอยู่หน้าวังสวนจิตลดา ตั้งแต่ขึ้นรถไฟมา คือเส้นสถานีรถไฟกรุงเทพถึงบานเขนเนี่ย ไม่เคยนั่งตอนเช้าเลย โคตรเหมือนเด็กที่ได้ของเล่นใหม่อะ

ตาวาวชิบหาย

ทุกครั้งที่รถไฟผ่านแยก จะรู้สึกยิ่งใหญ่มากเลย แหม่ก็คนครองถนนจะต้องมาหยุดให้รถไฟที่ฉันนั่งอยู่ไงละ

แล้วด้วยความที่เป็นรถจักรไอน้ำนะ ไม่หยุดเหมือนรถดีเซลอะ เชี่ยยย โคตรแมส

และที่สำคัญเว้ย รถจักรไอน้ำโคตรนุ่มเลย ให้ความรู้สึกแบบสบายๆ ไม่ส่าย ไม่เร่ง นั่งฟังเสียงกรีดร้องของรถไปแล้วรู้สึกกราวใจมาก

คือบางคนอาจจะไม่เข้าใจ เราเป็นสายชอบฟังเสียงเครื่องรถ ชอบจับจังหวะ รถดีเซลจะมีจังหวะเร่งเพื่อทำความเร็ว จังหวะชะล่อ แต่รถจักรไอน้ำอะ แทบไม่มีจังหวะเร่งเลยเว้ย ใช้ความเร็วเท่าเดิมแทบจะตลอดการเดินทาง

คือแม่งช้าไง

แต่ว่าความช้านั้น โคตรคลาสสิกเลยเว้ยยยยยย

ขาไปก็ง่วงๆหน่อยๆ แต่ก็ตื่นตาตื่นใจดี

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นพอออกจากรังสิต ก็นั่งหลับ หลับไปสักพักพี่ๆเขาก็ขึ้นมาแจกพวงกุญแจจ้า

เชี่ยยย ของแจกเนี่ยจะครึ่งหนึ่งของค่ารถแล้วจ้า

ถึงอยุธยา

เราจะไม่ขอเล่าถึงการไปเที่ยวอยุธยา เพราะนี้คือบทความที่เขียนเกี่ยวกับนั่งรถไฟหัวรถจักรไอน้ำ

ขากลับจ้า 

รถไฟจะออกจากสถานีอยุธยาตอน 16 : 40 

เราก็รีบกลับมาให้ทัน 16 : 00

เพื่อสิ่งเดี่ยวเลยนั้นก็คือ

การถ่ายรูป แต่เหมือนจะไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่ เพราะจังหวะที่เดินขึ้นสถานีมา

รถไฟกำลังจะเคลื่อนขบวนจ้า

ตอนนั้นคือแบบกดอัดวิดีโอ แล้วต้องหาทางถ่ายรูปให้ได้ พร้อมกับการที่ว่า รถเคลื่อนไปแล้ว เราวิ่งตามรถไปเพื่อถ่ายรูปอะ

จะไม่อะไรถ้าไม่ติดตรงที่ว่า ข้าพเจ้าใส่ชุดไทยเต็มยศ ข้าวของทั้งกระเป๋า กล่องข้าว ร่มและขาตั้งกล้องยังคงติดอยู่ที่ตัว แล้ววิ่งไม่คิดชีวิตเพื่อที่จะถ่ายช็อตที่ต้องการให้ได้

อย่าถามถึงเพื่อนที่มาด้วยกัน ลืมมันไปเลยจ้า

แต่ก็ถือว่าคุ้มมากๆกับการถกซิ่น แบกของวิ่งไปถ่ายรูปรถไฟ

พอขากลับ ทางที่เรานั่งจะเป็นฝั่งที่เห็นพระอาทิตย์ตก

เรานั่งมองพระอาทิตย์ตก บนรถไฟหัวรถจักรไอน้ำ จังหวะหนึ่งมีโค้ง

รถค่อยๆโค้งให้เราเห็นหัวรถจักรที่วิ่งอยู่ตรงหน้า ผู้คนที่นั่งรีบพากันยื่นหัวออกไปถ่ายรูป เช่นเดียวกับเรา 

และภาพที่เราได้มาก็คือภาพที่เอาขึ้นเป็นภาพหน้าปก มันสวยมาก มากจนเราคิดว่า ถ้าตอนนั้นเราไม่โชคดีเปิดเจอ เราไม่ตัดสินใจในวินาทีนั้นว่าต้องโทรจองเลย

เราจะได้เห็นภาพแบบนี้หรือเปล่านะ

เราจะได้มาชื่นชมกับเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ภายใต้การเคลื่อนที่ช้าๆของรถจักรไอน้ำขบวนนี้หรือเปล่า

เราจะได้เห็นรอยยิ้มของผู้คนที่โบกมือให้จากสองข้างทางหรือเปล่า

เราจะรู้สึกดีใจแค่ไหนที่ครั้งหนึ่งได้นั่งรถไฟสายประวัติศาสตร์นี้

และเราไม่รู้ว่าอีกเมือไหร่ จะได้ขึ้นมันอีก 

หรือว่าเมือไหร่ที่รถไฟขบวนนี้จะหยุดให้บนิการอย่างถาวร

ตอนเราลงจากรถที่สถานีบางเขน แล้ววิ่งไปหน้าขบวน เพื่อถ่ายภาพการเคลื่อนขบวนอีกครั้ง

เจ้าหน้าที่โบกมือให้เรา พร้อมกับส่งยิ้มให้ และถามว่าสนุกหรือเปล่า

เราตอบอย่างไม่คิดเลยว่า

สนุกค่ะ ขอบคุณนะคะ ขอบคุณมากๆเลย
ขอบคุณนะคะ ที่ทำให้เด็กที่ชื่นชอบอะไรพวกนี้ได้มานั่งรถไฟหัวรถจักรไอน้ำ
ขอบคุณที่ปลุกความเป็นเด็กของเราให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

ได้เรียนรู้ไปกับประวัติศาสตร์

และที่สำคัญขอบคุณพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 5 ของราชวงศ์จักรี

ที่มองการณ์ไกล เล็งเห็นถึงความเจริญ พัฒนา รักษา และไม่ยึดติด

ไม่งันไทยคงไม่มีไทยอย่างทุกวันนี้

นั่งรถไฟครั้งนี้ เหมือนได้ย้อมกลับไป เห็นถึงความรักของพระองค์ ต่อลูกของพระองค์

ความรักที่พระองค์ทรงต้องการปกป้อง และให้ลูกของพระองค์ได้สะดวกสบาย

แม้ว่าหนทางมันจะทุรกันดารมากแค่ไหนก็ตาม







SHARE

Comments