Self-esteem กับการย้อนหาอดีตที่เจ็บปวด
Charles เป็นวาณิชธนกรวัย 50 ที่ประสบความสำเร็จสูง เขารู้วิธีทำเงิน เขาทำธุรกิจประสบความสำเร็จครั้งแรกตอนอายุ 14 การทำธุรกิจเป็นเรื่องง่ายสำหรับเขา

แต่พอพูดถึงชีวิตครอบครัว เขาต้องหย่าร้างกับภรรยาหลังจากแต่งงานมาได้ 15 ปี จากนั้นเขาก็อยู่กับผู้หญิงคนหนึ่งแต่ก็วนเวียนอยู่ในวัฏจักรคบๆเลิกๆ เธออยากอยู่กับเขาตลอดเวลา แต่เขาไม่อยากแต่งงาน ทั้งคู่จึงทะเลาะกันบ่อย

ในเรื่องการใช้ชีวิต เขาใช้ชีวิตอยู่ในอพาร์ตเมนต์ขนาดสองห้องนอน ไม่สนใจที่จะสรรหาสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่ซื้อเสื้อผ้าแพงๆ แต่เหตุผลที่เขาใช้ชีวิตแบบนี้ไม่ใช่เพราะเขามีนิสัยประหยัดแต่อย่างใด

Charles อยู่ในภาวะที่ขัดแย้งกับตัวเอง เขาคิดว่าเขาสมควรที่จะมีเงินมากมายเพราะเขามีความสามารถ แต่เขากลับคิดว่าเขาไม่สามารถที่จะมีครอบครัวที่ดีได้ อีกทั้งไม่คิดจะสวมเสื้อผ้าดีๆและย้ายไปอยู่บ้านหรูๆ เพราะเขารู้สึกว่าตัวเองไม่สมควรได้รับสิ่งเหล่านั้น

รูปลักษณ์ภายนอกอาจจะดูมีความมั่นใจ แต่ความจริงแล้ว Charles มีความนับถือตัวเองต่ำ 

แล้วความนับถือตัวเอง (Self-esteem) คืออะไร

“มันคือผลรวมของความเชื่อมั่นในตัวเองและการเคารพตัวเอง มันสะท้อนความรู้สึกลึกๆ ที่คุณมีต่อความสามารถในการจัดการกับสิ่งท้าทายในชีวิตของคุณเอง รวมถึงสิทธิที่จะมีความสุขของคุณ” Dr.Nathaiel Branden กล่าว

ความนับถือตัวเองที่ต่ำเกินไปสามารถทำให้คนเรารู้สึกพ่ายแพ้หรือซึมเศร้า ส่งผลให้เกิดการตัดสินใจแย่ๆขัดขวางตัวเองไม่ให้ทำอะไรที่ประสบความสำเร็จ ส่วนความนับถือตัวเองที่สูงเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดี มันทำให้เราหลงตัวเอง ไม่คิดถึงความรู้สึกของผู้อื่น จนสุดท้ายก็ทำลายความสัมพันธ์

แล้วอะไรเป็นตัวทำให้ความนับถือตัวเองมีระดับที่ต่างกัน โดยปกติพันธุกรรมก็มีส่วนทำให้คนเรามีความนับถือตัวเองที่สูงหรือต่ำ แต่ส่วนใหญ่แล้วประสบการณ์ที่คนเราได้รับมีอิทธิพลมากที่สุดที่จะส่งเสริมหรือทำลายความนับถือตัวเอง 

แล้ว Charles ได้รับประสบการณ์อะไรมา

Dr.Branden เป็นคนที่บำบัดจิตใจของ Charles เขาบอกว่าตอนที่เขาเห็น Charles ครั้งแรก เขาไม่ได้เห็นชายวัยกลางคนผมบาง แต่เขาเห็นเด็กน้อยผู้หวาดกลัว สับสน และรวดร้าว  

Charles เป็นลูกชายคนเดียวของผู้อพยพชาวรัสเซียที่ยากจน เขาถูกเลี้ยงดูโดยปราศจากความรัก ไม่เคยรู้สึกถึงความอบอุ่นหรือความรักใคร่ ทั้งยังถูกทารุณกรรมทางกายอย่างน่าอับอาย แต่เขามีความปรารถนาแรงกล้าที่จะอยู่รอดและทะเยอทะยานไขว่คว้าความสำเร็จ

อย่างไรก็ตามประสบการณ์ในวัยเด็กก็ได้ทำให้เขาสร้างความคิดเชิงลบกับตัวเอง เขาทำให้ความรู้สึกด้านชาเพื่อความอยู่รอด และมันก็ส่งผลมาถึงชีวิตผู้ใหญ่
 
ถ้าเทียบชีวิตวัยเด็กของ Charles กับทฤษฎีลำดับความต้องการของ Maslow (Maslow’s Hierarchy of Needs) เราจะเห็นว่าหลายส่วนเลยทีเดียวที่ไม่ได้รับการเติมเต็ม ทฤษฎีนี้บอกว่าเราต้องเติมเต็มความต้องการขั้นพื้นฐานก่อนจากนั้นถึงจะมีความต้องการในขั้นที่สูงขึ้นและซับซ้อนขึ้น

ชีวิตในวัยเด็กของ Charles ไม่ได้รับความปลอดภัย ไม่ได้รับความรักจากพ่อแม่ เมื่อส่วนนี้ไม่ได้รับการเติมเต็ม เขาจึงรู้สึกเว้าแหว่ง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่ Charles ต้องการที่จะมีความนับถือตัวเอง

Dr.Branden บอกว่าตัวตนวัยเด็กที่อยู่ในร่างผู้ใหญ่ถือกุญแจดอกสำคัญสู่การกอบกู้ความนับถือตัวเองของ Charles กลับคืนมา ถ้าเรามีปัญหาเรื่องความนับถือตัวเองแบบ Charles ก็เป็นไปได้ว่าวัยเด็กของเราคงได้รับความเจ็บปวดบางอย่าง

เราทุกคนต่างเป็นเด็กมาก่อนและเราก็แบกเด็กนั้นเอาไว้ บางครั้งเราก็เข้าไปอยู่ในจิตสำนึกของเด็กคนนั้นและตอบสนองต่อสถานการณ์ในชีวิตผู้ใหญ่ของเราเหมือนกับยังเป็นเด็ก

ดังนั้นทางที่ดีเราควรเรียนรู้ที่จะรับรู้ถึงเด็กคนนั้น รับฟังสิ่งที่เด็กต้องการจะบอกเราด้วยความใส่ใจ แม้บางครั้งมันจะเจ็บปวดแต่เราสามารถให้เด็กคนนั้นรู้สึกว่าเรายินดีที่มีเขาอยู่ในตัวเราเพื่อให้ตัวตนวัยเด็กหลอมรวมกับตัวตนวัยผู้ใหญ่ของเรา

Dr.Branden หาทางให้ Charles กอบกู้ตัวตนในวัยเด็ก เขาอยากให้นึกย้อนไปในวัยเด็ก ให้ดำดิ่งจนสัมผัสความรู้สึกอัปยศ อับอาย อันตราย ปั่นป่วน สับสน วิธีการที่จะไปถึงขั้นนั้นคือการเติมประโยคให้สมบูรณ์ เขาจะให้ประโยคที่ไม่สมบูรณ์มา Charles จะต้องทวนประโยคนั้นและต่อประโยคจนจบให้แตกต่างกันไปในแต่ละครั้ง

ถ้าคุณรู้สึกว่าตัวเองเว้าแหว่ง คุณอาจจะลองทำตามด้วยก็ได้ การเติมประโยคแต่ละครั้งไม่ต้องกังวลว่ามันจะเป็นจริงหรือไม่ หรือกังวลว่าการจบประโยคแบบหนึ่งจะดูขัดแย้งกับอีกแบบ

นี่คือตัวอย่าง

“ถ้าเด็กที่อยุ่ในตัวฉันพูดได้ เขาจะพูดว่า……………” -- Charles จบประโยคว่า

ผมกลัว
ผมไม่เข้าใจ
ทำไมแม่ถึงตะคอกผมอยู่เรื่อย
ทำไมพ่อต้องตีผมด้วย
เวลาที่ผมอาบน้ำ ทำไมพ่อต้องเข้ามาและล้อเลียนผมด้วย

--

“สิ่งที่ฉันต้องทำเพื่อการอยู่รอดคือ…………..” 

ต้องระมัดระวัง
ต้องไม่รู้สึก
คอยลืมตาทุกนาที
ไม่ไว้ใจใคร
เรียนรู้ที่จะไม่พึ่งใคร

-- 

“หนึ่งสิ่งที่ตัวตนวัยเด็กของฉันต้องการคือ………….” 

โอบกอดเขา
ปล่อยให้เขาได้ร้องไห้
ไม่ทำโทษเขาเหมือนที่พ่อทำ
รับฟังความเจ็บปวดของเขา
ไม่วิ่งหนีเขา

--

“ถ้าฉันมีความเห็นใจและให้ความรักแก่ตัวตนวัยเด็กของฉันมากขึ้น…………..”

เขาจะรู้สึกอ้างว้างน้อยลง
ผมคงเป็นพ่ออย่างที่เขาไม่เคยมี
เขาคงรู้สึกปลอดภัย
เราทั้งสองคงรู้สึกปลอดภัย
ผมคงสามารถเยียวยาเขาและเยียวยาตัวเองได้ 

เมื่อได้รายละเอียดที่สำคัญ Dr.Branden ขอให้คนไข้ของเขาหลับตา 

“จินตนาการว่า Charles ตัวน้อยกำลังยืนต่อหน้าคุณ เขากำลังมองคุณอย่างไร การแสดงออกทางดวงตาของเขาเป็นยังไง และผมอยากรู้ว่าถึงตอนนี้คุณจะรู้สึกยังไง ถ้าคุณได้เอื้อมมือออกไปและยกเขาขึ้นมาไว้บนตัก แค่โอบเขาไว้เฉยๆ ปล่อยให้แขนขาของคุณได้บอกเขาว่าเขาปลอดภัยแล้ว คุณอยู่เคียงข้างเขาแล้ว และคุณจะไม่ทิ้งเขา ว่าในที่สุดเขาสามารถพึ่งพาและไว้ใจใครบางคนได้”

Charles เริ่มร้องไห้เบาๆ “เขาดูเจ็บปวด โกรธ ดูไม่ไว้ใจและอยากจะไว้ใจมากๆ ...มันทำให้รู้สึกดีมากเลย” เขากระซิบ

“ใช่แล้ว” Dr.Branden ว่า “ปล่อยให้เขาร้องไห้กับคุณด้วย… คุณสองคนร้องไห้ด้วยกัน… เข้าใจสิ่งต่างๆอย่างแท้จริงแล้วตอนนี้… มากเกินกว่าจะบอกเป็นคำพูดได้… คำพูดไม่จำเป็นหรอก… และคุณรู้สึกได้…”

Charles ได้ย้อนเวลากลับไปช่วยตัวตนในวัยเด็ก ไปสลายความเจ็บปวด ปลอบโยน ให้ความผ่อนคลาย ความมั่นคงที่เด็กคนนั้นไม่เคยได้รู้จักมาก่อน ตอนแรกเขาอาจจะโกรธเด็กคนนั้นที่ปล่อยให้เกิดชีวิตแย่ๆ แต่เขาก็เริ่ม “ให้อภัย” ตัวตนในวัยเด็กของเขา แต่เมื่อคิดอีกทีเขาก็เริ่มเข้าใจว่าไม่จำเป็นต้องให้อภัยแต่อย่างใด เพราะเด็กน้อยไม่รู้ว่าจะจัดการเรื่องต่างๆได้ดีกว่าเขาอย่างไร เด็กน้อยพยายามดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดด้วยหนทางเดียวที่เขารู้จัก

ตอนนี้ Charles ได้กอบกู้และหลอมรวมตัวตนส่วนที่ถูกปฎิเสธ ความนับถือตัวเองจึงเพิ่มขึ้น และเมื่อความนับถือตัวเองเปลี่ยนไปจากเดิม ชีวิตของเขาก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย 
Healthy self-esteem คือคำที่ใช้เรียกความนับถือตัวเองในระดับที่เหมาะสม มันคือภาวะที่คนๆหนึ่งไม่มีความขัดแย้งทั้งกับตัวเองหรือกับผู้อื่น ถ้าเราเริ่มมีความขัดแย้ง ก็เป็นไปได้ว่าความนับถือตัวเองของเรากำลังมีปัญหา

ความนับถือตัวเองในระดับที่ไม่เหมาะสมจะส่งผลชีวิตของเรามีปัญหาแบบที่ Charles เป็น คุณอาจจะบรรลุสิ่งที่คุณเรียกว่าความสำเร็จ แต่ลึกๆคุณก็ยังรู้สึกถึงความเว้าแหว่งภายในใจ Dr.Branden เรียกว่าเหมือนคนถูกสาปให้รู้สึกเหมือนคนลวงโลกที่รอวันถูกเปิดโปง
 
วิธีที่จะเติมเต็มส่วนที่เว้าแหว่งก็คือดำดิ่งเพื่อค้นหาตัวตนที่เจ็บปวด ปลอบโยนเขา อย่าทิ้งเขา และหลอมรวมเข้าด้วยกัน

ด้วยวิธีนี้เราคงจะสัมผัสกับความเจ็บปวดที่กินเวลานาน แต่มันก็คงไม่มีทางลัดที่เร็วกว่านี้แล้ว 
ข้อมูลอ้างอิง :

หนังสือ How to raise your self-esteem 

https://www.verywellmind.com/what-is-self-esteem-2795868
 
https://www.verywellmind.com/what-is-maslows-hierarchy-of-needs-4136760 

SHARE
Written in this book
All about Mindset
เติมพลังชีวิต ด้วยการอ่านเรื่องราวดีๆ
Writer
Stikpost
Readaholic / INFJ
เพจนี้เป็นเหมือน sandbox ของผมครับ เอาไว้ฝึกปรือการเขียน เอาไว้ทดลองเขียนแนวคิดต่างๆ เอาไว้แบ่งปันสิ่งที่ผมพบเจอ เพราะงั้นบางทีเนื้อหาอาจจะมีหลายๆแนว หวังว่างานเขียนของผมจะมีประโยชน์และทำให้ผู้อ่านเพลินไปกับมันนะครับ

Comments

Nobita_sung
4 months ago
เป็นบทความที่ดีมากๆครับ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ยอมรับว่ามีเด็กคนนั้นอยู่ในตัวเรา รับรู้และไม่ปฏิเสธ ขอยกเคสใกล้ตัวที่ผมประสบมาครับ เป็นคุณยายของผมเอง หลักจากท่านเกษียณอายุได้ซักพัก ท่านไปเดินห้างปรากฎสิ่งที่ท่านซื้อมาคือ ตุ๊กตาบาร์บี้ขี่จักรยาน ผมถามท่านว่า ซื้อไปให้หลานหรือครับ ท่านส่ายหน้าและอมยิ้ม "ซื้อให้ตัวเอง" ปัจจุบันท่านก็วางตุ๊กตาไว้ในห้องนั่งเล่นครับ 
Reply