รักได้... แต่อย่าฝังใจ


ท้องฟ้าด้านนอกมืดครึ้ม

ฉันนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ เบาะและพนักบุนวมสีกรมท่า โต๊ะตัวเล็กตรงกลางเป็นเนื้อไม้สีอ่อนเข้าชุดกัน ส่วนคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้อีกตัวคือคุณ counselor ที่ฉันนัดไว้ว่าจะมาเข้ารับบริการ

แม้ว่าจะมองออกไปนอกหน้าต่างบานกว้างอยู่บ่อยครั้ง แต่ฉันไม่ได้ใส่ใจนักหรอกว่าท้องฟ้าข้างนอกนั่นแปรเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างในระยะเวลาสองชั่วโมงที่ฉันคุยกับพี่นักจิตอยู่

รู้แต่ว่าก่อนจะนั่งลง ฉันว่าแสงข้างนอกมันสว่างจ้าชวนให้แสบตา คุยๆ ไปมา น้ำตามันก็ไหลก่อนฝนจะเทลงมาเสียอีก ฉันได้ยินเสียงฟ้าร้องครืนๆ จากแผ่วเบาไปจนถึงดังลั่น บางครั้งมันก็กลบเสียงพูดของฉันให้ต้องชะงักไปบางจังหวะ แต่ฉันก็เล่าต่อไป รู้ตัวอีกทีฝนก็หยุดตก ฟ้ากลับมาสว่างอีกรอบหนึ่งพอดี


มีคำถามหนึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่ฉันเดาว่าคงใกล้ถึงเวลาต้องปิดเซสชั่น

.

.


"เมื่อกี๊พี่ได้ยินเราบอกว่าจะทำใจเรื่องความรัก ความคิดนี้มันมายังไงนะครับ"

ฉันหยุดคิด

จำได้ลางๆ ว่าพูดออกไป เพราะนึกขึ้นมาได้ว่ามันเป็นสิ่งที่ฉันควรจะทำ แต่ก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ว่าตอนที่ฉันพูดออกไปมีความคิดอะไรอยู่ในหัวบ้าง

"ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ"

ฉันหน้านิ่วคิ้วขมวด

"แล้วเราจะทำใจยังไงเหรอ"

คำถามนี้ทำให้ต้องนิ่งคิดนานกว่าเดิม 

นั่นสิ... ทำใจคืออะไร มันทำยังไง ในหัวฉันว่างเปล่า ถ้าจะตอบว่าตัดใจก็โกหกทั้งเพ ฉันรู้ว่าทำไม่ได้แน่นอน มีวิธีไหนมั้ยนะ ฉันบอกตัวเองให้พยายามคิดหาคำตอบ

"ไม่รู้เหมือนกันค่ะ"

"ยังไม่มีเนอะ"

"..."

ได้เหรอ ฉันจะกลับบ้านไปโดยที่ยังไม่รู้ว่าจะจัดการกับปัญหานี้ยังไง มันจะดีเหรอ

"เพราะยังคิดไม่ออก ยังไม่รู้จะทำยังไง"

พี่นักจิตตอกย้ำความจริงให้ฉันได้ยินอีกครั้ง

"ค่ะ คิดไม่ออก"

"ก็เลยยังไม่มี"

.

.


ฉันจำไม่ได้แล้วว่าในห้องนั้นเราพูดคุยกันว่ายังไงบ้าง แต่คำว่า 'ไม่มี' ที่ได้ยินมันช่างตอกย้ำความจริงว่ามันไม่มีทางไหนเลยที่จะเปลี่ยนความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจฉันได้

ถึงแม้มันจะเป็นโจทย์ปัญหาที่เปิดค้างไว้อย่างนั้น แต่ฉันก็รู้อยู่แล้วว่าสองชั่วโมงที่ตัวเองได้มาพูดคุยเรื่องราวที่มันอัดอั้นตันใจ ได้เล่า ได้ระบายความรู้สึกที่แบกเอาไว้มาหลายปี โดยมีพี่นักจิตรับฟัง ทำความเข้าใจ และชาเลนจ์ความเชื่อบางอย่าง มันสร้างความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างให้เกิดขึ้นแล้ว

ได้เข้าใจตัวเอง ได้เข้าใจความรู้สึกของตัวเอง เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ได้สัมผัสความเจ็บปวดที่ใจมันไม่เคยจะยอมรับ

ได้ร้องไห้ กับเรื่องที่ตอนแรกไม่รู้ว่าทำไมถึงยังเศร้าอยู่ แม้เวลาจะผ่านมานานหลายปี

ตอนนี้รู้แล้ว

เพราะผิดหวังมาก เสียใจมาก แต่ไม่อยากยอมรับความรู้สึกนั้น ก็เลยไม่เคยร้องไห้อย่างที่ใจลึกๆ มันอยากจะร้องสักที

ที่มาเขียนบันทึกหน้านี้เอาไว้ ก็เพราะฉันนึกคำตอบของคำถามนั้นได้ตั้งแต่ช่วงเย็นๆ

หลังคุยกับนักจิตเสร็จ ฉันก็กลับไปใช้ชีวิตตามปกติ

ไปกินข้าวกับแม่ ไปซื้อของในซุปเปอร์มาร์เก็ต ไปร้านอาหาร มีนัดทานข้าวกับครอบครัวและมิตรสหายที่มาจากต่างประเทศ แล้วฉันก็นึกประโยคนี้ออกขึ้นมาในตอนไหนสักตอนก็จำไม่ได้ รู้แต่ว่าอยากจะท่องมันเอาไว้ให้ขึ้นใจ

รักได้... แต่อย่าฝังใจ
รักได้ แต่อย่าคาดหวัง อย่าฝังใจ อย่าเก็บมาเผลอไผล พร่ำเพ้อละเมอฝัน อย่าไปคิดว่าสักวันเราจะได้ดังใจ เพราะความคาดหวังนั่นแหละ ที่มันจะทำร้ายเรา

ห้ามใจไม่ให้รัก ไม่ให้ชอบ ไม่ให้หลง มันคงไม่ได้

แต่พอรักแล้ว ก็ให้มีสติ 

ให้รู้ว่าใจเรายังรักคนอื่นๆ ได้อีก

ใจเขาก็รักใครๆ ได้อีกตั้งมาก

หากอยากจะมีใครสักคนที่เข้าใจเราเสมอในทุกสถานการณ์ นู่นค่ะ ไปหานักจิตวิทยา ไม่ใช่มองหาคนรักที่สมบูรณ์แบบ

คนคนนึงมันก็มีความต้องการมากมาย อย่าไปคิดว่าใครอีกคนจะมาตอบโจทย์เราครบจบในคนเดียว

ฉันเห็นแล้วหละว่าที่ผ่านมาในอดีต ฉันคาดหวังฝังใจใฝ่ฝันหาคนรักในอุดมคติมากไป แล้วก็คิดไปว่าคนนั้นคนนี้จะต้องเป็นได้แน่ๆ เลย แต่พอลองคบกับใคร มันก็พังไปเสียทุกรอบ เพราะมันไม่มีใครจะดีได้ขนาดนั้น

เรื่องราวดราม่าชีวิตด้านอื่นๆ ที่น่าปวดหัวของฉัน คงไม่ต้องนำมาเล่าในนี้ เพราะแค่คิดว่าจะเรียบเรียงออกมาเป็นคำพูดดีๆ ก็เหนื่อยแล้ว

แต่อย่างน้อย ตอนนี้ฉันชัดเจนกับตัวเองมากขึ้น ว่าการพยายามตัดใจจากใครสักคน มันไม่ใช่ทางออก 

อดีตที่ฉันมองว่าตัวเองช่างน่าสงสาร ก็ปล่อยมันจบอยู่เพียงเท่านั้นเถอะ ตอนนั้นเราอาจจะยังเด็ก ยังอ่อนต่อโลก ใจยังบาง ยังคิดอะไรไม่เป็น แต่ตอนนี้ฉันโตขึ้นเยอะแล้ว

ฉันอาจจะยังสงสารตัวเองบ้าง ในฐานะคนที่โชคร้ายด้านความรัก เพราะก็ยังมีเรื่องน่าปวดหัวกวนใจไม่หยุดหย่อน ยังติดอยู่ในความสัมพันธ์ที่น่าอึดอัดกับคนหลายคน ซึ่งรวมไปถึงเพื่อนและคนในครอบครัวบางคน

แต่ฉันไม่ได้น่าสงสาร เพราะไม่มีใครบนโลกนี้เข้าใจฉัน

ฉันได้พบคนที่เข้าใจเรื่องราวของฉันแล้ว

แม้จะมีแค่หนึ่งคน มันก็มากเพียงพอ ให้ฉันได้มีพื้นที่ที่จะไม่ต้องตัดสินตัวเอง อยู่กับความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างที่มันเป็นได้ ไม่ว่ามันจะเจ็บปวดแค่ไหน แม้ว่าพูดถึงแล้วน้ำตาจะไหลออกมาจนเสียงสั่นพร่าไปหมด

วันนี้ก็ยังมึนๆ เกิดอะไรขึ้นในตัวเองบ้างก็ยังอธิบายละเอียดๆ ไม่ถูก แต่การมาคุยกับนักจิตวิทยาก็ปลดล็อกไปได้เยอะจริงๆ แหละ 

ตอนนี้รู้สึกรักตัวเองได้สนิทใจขึ้น ไม่โกรธ ไม่รู้สึกผิด ไม่รู้สึกสงสารสมเพชเวทนาตัวเองมากอย่างก่อนหน้านี้แล้ว

มีแต่คำว่า 'เห็นใจ'

ต่อไปนี้จะเห็นใจตัวเองมากขึ้น

มองตัวเองในแง่ดีมากขึ้น มองด้านที่สวยงามในชีวิตตัวเองให้มากขึ้น

เพราะภาพที่มันเจ็บปวดในอดีต มันเจือจางลงไปแล้ว

ปล่อยมือจากมันได้แล้ว

ไม่รู้ว่าถาวรมั้ย แต่อย่างน้อยวันนี้ใจมันเบาลงมากแล้วนะ

ดีใจที่วันนี้ได้พาตัวเองกลับเข้ามาสู่เซสชั่น counseling ที่ห่างหายไปนาน

มันคือการใช้ talk-therapy และ therapeutic relationship เป็นเครื่องมือในการเยียวยา ให้เราได้เติบโตขึ้น จนมั่นคงขึ้นแล้ว ถึงจะหยุดการมาคุยกับนักจิตวิทยา 

รอบที่แล้ว (สามปีก่อน) คุยไปแค่ 3 เซสชั่นเอง เหมือนรีบจบเพราะเราประเมินตัวเองไม่เป็นว่าเรายังเคลียร์ไม่หมด เลยแบกความทุกข์ใจเก่าๆ ติดมากับเราอีกตั้งหลายปี

ก็น่าติดตามชีวิตตัวเองว่ารอบนี้ฉันจะใช้กี่เซสชั่น ถึงจะพอใจในความก้าวหน้าและตัดสินใจหยุดการบำบัดนี้ลง














SHARE
Writer
Shallot
บันทึกบำบัด
บันทึกประสบการณ์และเขียนสะท้อนตัวเองเพื่อเยียวยาจิตใจ

Comments

pisoptimistic
4 months ago
เล่าได้น่าติดตามมากค่ะ ชอบอารมณ์ขันแบบเนิบๆของคุณ รออ่านการแบ่งปันครั้งต่อไปนะคะ
Reply
Shallot
4 months ago
ขอบคุณค่ะ ☺️
winteriscalling
4 months ago
ขอบคุณบทความของคุณมากๆ ค่ะที่ทำให้เราคิดอะไรขึ้นมาได้ เราชอบคำว่า ‘เห็นใจ’ มากๆ ตอนนี้เรากำลังเรียนรู้คำๆนี้อยู่ เราอยากเห็นใจตัวเองได้มากขึ้น และหวังว่าสักวันนึงมันจะทำให้เราก้าวไปข้างหน้าได้ไกลมากขึ้น เราจะจดจำประโยคนี้ “รักได้ แต่อย่าฝังใจ” ไว้นะคะ จะเอาไว้คอยเตือนตัวเองเสมอๆ ขอบคุณมากๆเลยค่ะ
Reply
Shallot
4 months ago
ขอบคุณเช่นกันนะคะสำหรับคอมเม้นน่ารักๆ อ่านแล้วดีใจจัง :)
MyFeeling
4 months ago
พึ่งได้เรียนรู้จักคำนี้เหมือนกันค่ะ
“รักแล้ว ต้องมีสติ”
เรายังชอบที่จะพูดคุยกับคนอื่น
เขาเองก็ไม่แตกต่างกัน
เตือนตัวเองไม่ให้หลงไปกับคำพูดหวานหู หรือทำตัวคอยหวาดระแวง
คนมันจะใช่สำหรับเรา ไม่ต้องยื้อเขาก็อยู่ แต่ถ้าไม่ใช่ยื้อให้สุดกำลังก็ยื้อไม่ไหว กำลังพยายามเรียนรู้ที่จะยอมรับความรู้สึกเหล่านี้ แต่ก็ยังทำได้ไม่เต็มร้อยค่ะ แต่ก็พยายามเตือนตัวเองทุกครั้งที่นึกได้
Reply
Shallot
4 months ago
จริงค่ะ พอคิดได้ก็เพ้อน้อยลงเยอะเลยค่ะ หันมารักและดูแลตัวเองมากขึ้นแทน :)
MyFeeling
4 months ago
❤️❤️❤️