4 ทักษะพื้นฐาน..ใช้ให้เป็น จะพัฒนาไปได้ไกล
การฟัง พูด อ่าน เขียน เป็นเรื่องที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญน้อยลง เพราะดูจากการให้เวลาฟังคนข้างๆ น้อยลง การพูดน้อยลงเลือกแชททางข้อความมากขึ้น อ่านข้อความยาวๆ ได้น้อยลง และเขียนด้วยลายมือน้อยมาก 

เมื่อเราให้ความสำคัญกับทักษะพื้นฐานเหล่านี้น้อยลง มีผลกระทบกับการใช้ชีวิตมากขึ้น เพราะเราต้องเรียน ต้องทำงาน ถ้าเราทำอะไรได้น้อยลง ความอดทนของเราก็น้อยลงตามไปด้วย และนอกจากนั้นโอกาสที่เราจะได้ความรู้ใหม่ๆ จากการเปิดใจฟัง พูด อ่าน เขียน ก็หายไปด้วย ดังนั้น เพื่อให้เราได้ทำอาชีพในฝันที่เราตั้งใจไว้ เราจึงควรฝึกทักษะเหล่านี้ให้คล่อง เข้าให้ถึงแก่นของทักษะเหล่านั้น แล้วคุณจะหลงรักจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคุณไปเลยล่ะ

1. ฟังแล้ว เข้าถึงความในใจ
แต่ละวันเราได้ฟังมากน้อยแค่ไหน หรือว่าเราเปลี่ยนไปเป็นการแชทผ่านทางข้อความมากขึ้น ถ้าเป็นอย่างนั้น เราจะขาดโอกาสที่จะได้ทำความรู้จักกับคนใหม่ๆ เราไม่ได้รู้เลยว่า คนที่นั่งข้างๆ เรา นอกจากจะหน้าตาดีแล้ว อาจจะมีเสียงที่ไพเราะ น้ำเสียงที่มีชีวิตชีวา ทำให้เราได้พลังบวกเพิ่มขึ้นก็ได้ และถ้าเราได้พูดคุยกับเขา โดยเน้นการฟังเขามากกว่าพูด เราอาจจะได้ไอเดียบางอย่างที่เรากำลังตามหาอยู่ก็ได้ 

และนอกจากนั้นแล้ว ถ้าเราได้ให้เวลาฟังคนที่เรารู้จักให้มากขึ้น เราอาจจะได้เห็นมุมมองใหม่ๆ ที่ทำให้เราเซอร์ไพรส์ไปจากเดิมก็ได้นะ เรามาลองฝึกทักษะการฟังให้เก่งขึ้นกว่าเดิมกันเถอะ เพื่อที่เราจะได้ใช้โอกาสในการฟัง ช่วยพัฒนาเราให้ดีขึ้น

ตั้งใจฟังและมีส่วนร่วม เช่น มีสติอยู่กับปัจจุบัน โฟกัสอยู่กับคนที่เราคุยด้วย ไม่ควรทำอย่างอื่นไปในขณะที่เขากำลังพูด เช่น เล่นโทรศัพท์ เพราะเป็นการไม่ให้เกียรติเขา สบตาเป็นระยะ ไม่ถึงกับต้องจ้องตาตลอดเวลานะ เพราะแทนที่ผู้พูดจะรู้สึกสบายๆ ที่จะพูด กลายเป็นเกร็งแทน พยักหน้าบอกว่าเราเข้าใจ ยิ้ม หรือแสดงออกว่าเรายังฟังเขาอยู่นะ

- ไม่ตัดสิน ว่าเขาทำถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดี ทักษะนี้ค่อนข้างยากแต่ก็ควรฝึก เพราะการที่เราคิดว่าความคิดของเราดีกว่าเขา ทำให้เราขัดจังหวะเวลาที่เขาพูด และเผลอออกความเห็นที่คิดว่าดีกับเขา แต่จริงๆ แล้วคนที่ให้คำตอบเขาได้ดีที่สุด ก็คือ เขาเอง เพราะเราไม่ได้ไปอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเขา ความคิดเดียวกับเขา เราจึงไม่สามารถไปคิดแทนเขาได้

- สะท้อนกลับและถามคำถามดีๆ การฟังเงียบๆ แล้วพยักหน้าอย่างเดียว ก็ช่วยให้คนพูดได้ระบายความในใจออกมา แต่การสะท้อนกลับและตั้งคำถามดีๆ จะช่วยให้เขาได้คำตอบที่ใช่สำหรับเขา ขั้นตอนนี้เป็นเทคนิคของการให้คำปรึกษาเลยล่ะ เราสามารถฝึกใช้กับเพื่อนๆ ได้ด้วยนะ เวลาที่เพื่อนเล่ามา เราสรุปความสะท้อนกลับไปสั้นๆ เพื่อบอกให้เขารู้ว่า เราเข้าใจถูกต้องใช่ไหม เช่น “เธอกำลังไม่สบายใจเรื่องเพื่อนที่มายืมเงินใช่มั้ย” 

หรือบอกให้เขารู้ว่า เขาเป็นคนอย่างไร มองหาด้านดีในตัวเขา ทำให้เขาเลือกใช้ด้านดีในการแก้ปัญหาได้เลยนะ เช่น “จากที่ฟังเธอเล่าแล้ว เธอก็เป็นห่วงเพื่อน รักเพื่อน เลยไม่กล้าทวงเงินใช่ป่าว” แล้วถ้าเราถามคำถามดีๆ เพื่อให้เขาหาคำตอบเอง จากที่เขาเป็นกังวลมาหลายวัน อาจช่วยให้เขาได้คำตอบวันนี้เลยก็ได้นะ เช่น “แล้วเธอจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดีล่ะ” สุดท้ายเขาจะได้คำตอบที่ชัดเจน และเลือกทางเลือกที่ดีๆ ที่สุด กลายเป็นว่าการสนทนาครั้งนี้ เราแทบไม่ต้องคิดแทนเขาเลย แค่ช่วยให้เขาคิดต่อให้จบเท่านั้นเอง

การเป็นคนฟัง นอกจากจะฝึกให้เราเป็นคนช่างสังเกต ได้เรียนรู้ชีวิตคน ได้ไอเดียและข้อคิดนำไปใช้ในชีวิตแล้ว ยังช่วยให้ผู้คนแก้ไขปัญหาของเขาได้ด้วยตัวของเขาเอง win:win ทั้งสองฝ่ายเลยล่ะ และถ้าเราชอบเป็นผู้ฟัง หรือฟังได้เก่งขึ้นแล้ว เราก็จะจับใจความและสรุปเนื้อหาได้ดีเวลาที่เราเรียนหนังสือ กลายเป็นคนที่เรียนรู้เร็วในเวลาทำงาน หรือใช้โอกาสในการฟังหัวข้อการพัฒนาตนเองดีๆ ที่ช่วยให้เราดีขึ้นได้ 

และถ้าเราสามารถฟังแล้วเข้าใจถึงความต้องการลึกๆ ที่ซ่อนอยู่ เราอาจจะได้นำทักษะนั้นไปใช้ในอาชีพที่ใฝ่ฝันได้อีกด้วย เช่น เป็นโค้ช นักจิตวิทยา ครูแนะแนว นักการตลาด นักออกแบบ ฯลฯ


2. พูดแล้ว เข้าถึงใจคนฟัง
แม้เราจะเป็นคนพูดน้อย เราก็ต้องพูดอยู่ดี หรือถ้าเราไม่ชอบพูด อย่างไรแล้วก็ต้องมีสถานการณ์ให้ต้องออกมาพูดอยู่ดี เช่น ติดต่อประสานงาน นำเสนองาน สัมภาษณ์งาน หรือแสดงความคิดเห็นในระหว่างการประชุม เรามาเรียนรู้วิธีการพูดเพื่อให้เราได้มีโอกาสใช้ในเวลาที่จำเป็น และเพิ่มความมั่นใจในตัวเองให้ดีขึ้นด้วย

เตรียมตัวให้พร้อม เตรียมข้อมูลให้พร้อมก่อนพูด เช่น เตรียมข้อมูลและซ้อมพูดก่อนที่จะนำเสนองาน หาข้อมูลหน่วยงานและคิดคำตอบล่วงหน้าสำหรับการสัมภาษณ์งาน เตรียมข้อมูลที่จะใช้พูดคุยประสานงาน จะได้ใช้เวลาในการพูดได้อย่างมีประสิทธิภาพ พูดจาได้ชัดเจน ตอบได้ชัดถ้อยชัดคำ

- พูดโดยนึกถึงคนฟัง เรามักจะตื่นเต้นเสมอ ถ้าต้องพูดในที่ที่ไม่คุ้นเคย ลองนึกถึงคนฟังให้มากขึ้น ว่าเราจะพูดให้เขาเข้าใจ และรู้สึกคุ้มค่าที่มาฟังได้อย่างไร การคิดถึงคนฟังทำให้เราตื่นเต้นน้อยลง และโฟกัสในสิ่งที่พูดมากขึ้น เช่น สบตาคนฟังแสดงถึงการใส่ใจคนฟัง ถ้าเราต้องการให้เขาฟังเข้าใจง่าย เราก็จะใช้ถ้อยคำ ภาษาที่เข้าถึงคนฟังได้มากขึ้น และมีตัวอย่างให้เขาเห็นภาพได้ดีขึ้น

- มีสรุปชัดเจน ในบางสถานการณ์ การสรุปในตอนท้ายเป็นเรื่องจำเป็น เพราะจะช่วยให้ผู้ฟังได้ทบทวนว่าเราพูดอะไรไปบ้าง และเราจะทำอะไรต่อไป ทำให้คนฟังกับคนพูดเข้าใจตรงกัน

การพูดเป็น พูดดี ได้เปรียบในหลายสถานการณ์ เช่น ทำให้เขาประทับใจ โน้มน้าว จูงใจให้เขาทำตามได้ การพูดเป็นเรื่องที่ต้องฝึก บางคนพูดติดอ่างจึงไม่ชอบพูด แต่พอต้องพูดในที่สาธารณะอาการติดอ่างก็หายไป เพราะเพิ่งจะรู้ว่าตนเองรู้สึกสบายใจเวลาที่ได้พูดให้คนฟังจำนวนมาก เราจึงไม่อาจรู้ได้เลยว่าเราเป็นผู้พูดที่ดีหรือไม่จนกว่าเราจะได้ฝึนฝนมันบ่อยๆ 

และถ้าเราทำได้ เราก็จะสามารถเป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ หรือมีอาชีพอื่นๆ ที่ต้องใช้ทักษะในการพูดเป็นหลัก เช่น พิธีกร ผู้ประกาศข่าว นักประชาสัมพันธ์ พนักงานขาย ครู อาจารย์ ฯลฯ ซึ่งแต่ละการพูดนั้นมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน ถ้าสามารถย่อยเนื้อหาให้เข้าใจง่ายๆ ก็สามารถถ่ายทอดความรู้เป็นครูได้ หรือถ้าเข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของคนก็สามารถเป็นพนักงานขายที่ดีได้ เป็นต้น


3. อ่านแล้ว เข้าถึงใจความสำคัญ
การอ่านเป็นการเปิดใจรับรู้เรื่องราวใหม่ๆ เพิ่มทักษะการคิดได้เป็นอย่างดี และเมื่อเราอ่านได้เข้าใจ เราก็จะอ่านความคิดของคนอื่นได้เข้าใจตามไปด้วย แม้ว่าในปัจจุบัน คนรุ่นใหม่จะอ่านน้อยลง มีสมาธิในการอ่านสั้นลง เพราะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับสื่อโซเชียลมีเดีย แต่อย่างไรแล้ว การอ่านก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเราต้องใช้ในการเรียน พัฒนาตนเองตลอดเวลา 

เรามาฝึกทักษะการอ่านให้เก่งขึ้น เพื่อเพิ่มหน่วยความจำในเซลล์สมองของเรา และเพื่อฝึกเป็นคนที่มีวิธีคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) คือ พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง เป็นเหมือนกับน้ำครึ่งแก้ว ที่พร้อมจะเรียนรู้ได้ตลอดเวลา

- มีเป้าหมายในการอ่านชัดเจน ก่อนที่เราจะอ่าน เราควรถามตัวเองก่อนว่า เราจะอ่านไปเพื่ออะไร เพื่อท่องจำ เพื่อใช้สอบ หรือเพื่อให้เราเชี่ยวชาญในเรื่องที่เรากำลังจะเรียนรู้ เพราะเมื่อเรามีเป้าหมายเราจะตั้งใจอ่านมากขึ้น ถ้าเราตั้งเป้าหมายระยะสั้น เช่น เพื่อท่องจำ เพื่อสอบ เมื่อผ่านช่วงเวลาไประยะหนึ่ง เราก็ลืม แต่ถ้าเราตั้งเป้าหมายระยะยาว เราจะจดจำได้นาน และจะใช้เวลาว่างไปกับการอ่านทบทวน และฝึกฝนลงมือทำในสิ่งเหล่านั้นจนชำนาญ และเพื่อไม่ให้ความรู้และทักษะนั้นมันเลือนหายไปจากสมองของเรา

- อ่านผ่านๆ เพื่อจับประเด็น ถ้าเราไม่ได้ต้องการท่องจำ หรือทำความเข้าใจ แต่ต้องการหาสาระสำคัญของเนื้อหานั้น เราสามารถอ่านสารบัญ และอ่านบทความผ่านๆ ได้ โดยส่วนใหญ่ สาระสำคัญจะอยู่ในย่อหน้าแรก หรือย่อหน้าสุดท้าย เราก็จะใช้เวลาในการอ่านน้อยลง เพราะเรารู้ว่าเราอ่านเพื่ออะไร วิธีนี้เราสามารถใช้อ่านได้ทั้งหนังสือที่เป็นรูปเล่ม และโดยเฉพาะการอ่านจากอุปกรณ์แท็ปเล็ต คอมพิวเตอร์ เพราะไม่ต้องใช้สมาธิในการอ่านมากนัก

- อ่านแล้วนึกภาพตาม เพื่อความเข้าใจ ถ้าเราต้องการเรียนรู้เพื่อฝึกพัฒนาความคิด หรือทำความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ เราก็ควรอ่านอย่างละเอียด เพื่อจินตนาการให้เห็นภาพ เราจะได้เข้าใจและสามารถเรียนรู้ได้ดีขึ้น ซึ่งการอ่านแบบนี้ค่อนข้างใช้สมาธิพอสมควร ถ้าเราสามารถอ่านเนื้อหาจากหนังสือหรือชีตส์จะทำให้เรามีสมาธิได้ดีกว่าการอ่านจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

ยังมีหลายอาชีพที่ต้องอาศัยทักษะในการอ่านเป็นหลัก เราจึงไม่ควรทิ้งทักษะการอ่าน เพราะยิ่งเราอ่านบ่อย เราก็จะอ่านและจับใจความได้เร็วขึ้นเท่านั้น ยิ่งอ่านเร็ว ก็ยิ่งทำงานได้เร็วขึ้น เช่น อาชีพอัยการ ทนายความ นักวิเคราะห์ นักวิชาการ เป็นต้น และนอกจากนั้น ถ้าเราอ่านมาก เราก็จะยิ่งมีความรู้และมีความคิดที่ดี สามารถนำทักษะนี้ไปช่วยให้ทักษะการพูดและการเขียนดีขึ้นได้


4. เขียนแล้ว เข้าถึงความคิดคนอ่าน
ในที่นี้เรารวมทั้งการเขียนและการพิมพ์เข้าด้วยกัน เพราะเป็นทักษะเดียวกันที่เน้นการเรียบเรียงความคิดออกมาให้ชัดเจน แม้ว่าการพิมพ์จะช่วยให้เราสะดวกขึ้น แต่เราก็ยังต้องอนุรักษ์การเขียนด้วยลายมือสำหรับการกระทำบางอย่างอยู่ดี เพราะมันได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการพิมพ์ เช่น การเขียนบันทึกประจำวัน (Diary) การเขียนเป้าหมาย การค้นหาไอเดียความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ รวมถึงการจดบันทึกจากการฟังบรรยายอีกด้วย 

แต่ถ้าเป็นการเขียนเพื่อเผยแพร่เราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องใช้การพิมพ์ เพื่อให้คนอ่านสามารถอ่านได้ง่าย ไม่ต้องเสียเวลาในการแกะลายมือ เช่น การทำรายงาน การพิมพ์หนังสือราชการ เป็นต้น สรุปว่าการเขียนด้วยลายมือควรใช้เพื่อส่วนตัว แต่ถ้าเป็นการเขียนเพื่อคนอื่นควรใช้การพิมพ์ เพื่อให้ทักษะการเขียนของเราดีขึ้น ช่วยให้การเรียนและการทำงานง่ายขึ้น เราจึงไม่ควรมองข้ามการฝึกทักษะด้านนี้

- เขียนให้ถูก สะกดคำให้ถูกต้อง ตรวจทานก่อนส่งเสมอ เพราะโอกาสในการพิมพ์ผิดนั้นมีอยู่แล้ว การเขียนดีกว่าการพูดตรงที่สามารถทบทวนและแก้ไขให้ถูกต้องได้ แต่ถ้าเป็นการพูด พูดผิดแล้วก็ต้องปล่อยให้ผ่านเลยไปถ้าไม่ใช่สาระสำคัญอะไร ซึ่งคุณภาพของงานขึ้นอยู่กับการเขียนนี่ล่ะ ยิ่งผิดน้อย ยิ่งแสดงถึงความตั้งใจในการทำงาน มีความละเอียดรอบคอบในการทำงาน ยิ่งทำให้งานนั้นมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น โอกาสที่จะได้รับมอบหมายให้ทำงานอื่นที่น่าสนใจก็มีมากขึ้นด้วย

- พิมพ์ให้เร็ว การเขียนให้เร็ว หรือพิมพ์ให้เร็ว จะช่วยให้เราเท่าทันความคิดที่พรั่งพรูออกมา ถ้าเราเป็นคนพิมพ์ช้า อาจจะทำให้เราลืมไอเดียดีๆ ระหว่างที่พิมพ์อยู่ก็ได้ ดังนั้น ถ้ามีไอเดียดีๆ ควรจดบันทึกไว้ ถ้าพิมพ์งาน ควรพิมพ์ให้เร็วและมีคำผิดให้น้อยที่สุด จะได้ไม่ต้องแก้งานกันหลายรอบ

- การอ่านช่วยได้ ถ้าเราเขียนหรือพิมพ์ไม่เก่ง เราสามารถเพิ่มทักษะการเขียนด้วยการอ่านได้ การอ่านหนังสือที่หลากหลาย ทำให้เราได้ไอเดียใหม่ๆ ในการเขียน เห็นคำอุปมาอุปมัย เห็นการยกตัวอย่าง การเปิดเรื่อง ดำเนินเรื่อง และการลงท้ายที่น่าสนใจ ประสบการณ์จากการอ่านจะช่วยให้การเขียนของเราดีขึ้นได้ และทำให้งานเขียนไม่ว่าจะเป็นรายงาน บทความ หรือแม้กระทั่งบล็อกส่วนตัวของเราดูน่าสนใจมากขึ้น

และเมื่อเราฝึกฝนเขียนบ่อยๆ เราจะมีสไตล์การเขียนเป็นของตัวเอง มีเอกลักษณ์ในแบบของเราเอง และถ้าเรารักการเขียน เราก็มีโอกาสใช้ทักษะนี้ในอาชีพที่เราสนใจได้ เช่น นักเขียน นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ เป็นต้น ไม่แน่ว่าถ้าคุณได้ลองเขียน คุณอาจจะกลายเป็นนักเขียนที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนก็ได้นะ


ทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน เป็นทักษะที่เชื่อมโยงกัน ถ้าเราละเลยส่วนใดส่วนหนึ่ง เราจะใช้ทักษะที่ถนัดได้ไม่ดีมากนัก เราจึงควรฝึกฝนอยู่เสมอ ไม่ทอดทิ้งมันไป เช่น ถ้าเป็นคนชอบพูด การอ่านเรื่องราวที่หลากหลาย ทำให้เราสะสมความรู้ที่จะพูดยกตัวอย่างให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น สามารถยกคำคมของคนดังมาอ้างอิงในระหว่างพูด ดึงความสนใจ สร้างแรงบันดาลใจให้คนฟังได้ เป็นต้น

และ 4 ทักษะเหล่านี้ สามารถฝึกฝนได้ด้วยวิธีการง่ายๆ คือ การเขียนบันทึกประจำวันลงในไดอารี่ (Diary) ถ้าเรามีปัญหาในฟัง แล้วเราบันทึกไดอารี่ทุกวัน ทำให้เรากลายเป็นคนช่างสังเกตมากขึ้น เราจะสนใจฟังคนอื่น และเข้าใจเขาได้มากขึ้น หรือถ้าเรามีปัญหาในการพูด เช่น พูดเรียงคำสลับกัน หรือพูดไม่ค่อยเข้าใจนั้น มาจากความคิดที่ไม่ชัดเจน เมื่อเราฝึกเขียนไดอารี่ทุกวัน จะช่วยให้เรารู้จักลำดับความคิดได้ดีขึ้น ส่งผลให้เราคิดก่อนที่จะพูด และเราจะพูดได้ดีขึ้นเรื่อยๆ 

และนอกจากนั้นการเขียนไดอารี่ยังช่วยฝึกให้เรามีสมาธิ โฟกัสในสิ่งที่เขียน ทำให้เรามีสมาธิในการทำสิ่งอื่น ไม่ว่าจะเป็นการอ่าน การเรียน การทำงานก็ดีขึ้นตามไปด้วย และสุดท้ายเมื่อเราฝึกเขียนบ่อยๆ เข้า จากคนที่เขียนไม่เป็น เขียนไม่เก่ง เขียนไม่รู้เรื่อง เราจะเริ่มจับทางได้ ว่าเราควรจะเขียนอย่างไร เพราะความคิดเราค่อยๆ ชัดเจน จนสามารถอธิบายสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น

การฟัง พูด อ่าน เขียน ของเราจะดีขึ้นได้ ถ้าเราไม่ลืมเป้าหมายว่าเราจะทำไปเพื่ออะไร เราจะฟังเพื่ออะไร เพื่อเข้าใจคนอื่น หรือเพื่อตัดสินคนอื่น เราจะพูดเพื่ออะไร เพื่อให้คนเข้าใจ หรือเพื่อให้คนยอมรับ เราจะอ่านไปเพื่ออะไร เพื่อพัฒนาความคิดของเรา หรือเพื่อแค่ท่องจำชั่วคราว ให้ผ่านๆ ไป และสุดท้าย เราจะเขียนไปเพื่ออะไร เพื่อให้เราดีขึ้น เพื่อช่วยเหลือคนอื่น หรือเพื่อระบาย ผลลัพธ์จะดีขึ้น หรือมีประโยชน์กับเราและคนอื่นหรือไม่ ต่างกันที่เป้าหมายของเราเอง ตั้งเป้าหมายที่ดี ฝึกลงมือทำบ่อยๆ ไม่นานเราก็จะเชี่ยวชาญในสิ่งที่เราทำ


อ้างอิง
- https://positivepsychology.com/active-listening/
- https://aboutleaders.com/speaking-techniques/#gs.p6tqhk
- https://www2.le.ac.uk/offices/ld/resources/study/reading
- https://rosalindgardner.com/blog/7-methods-boost-writing-skills-tested/


Writer: takuma ^ ^
 Cr: photo from app Canva
=========
คัดลอกบทความมาจาก www.cheer-up.lnwshop.com/article
สนใจอ่านบทความพร้อมภาพประกอบได้จากเว็บนั้นนะคะ
แต่จะทะยอยลงใน storylog เพื่อความสะดวกอีกทางหนึ่งค่า
SHARE
Written in this book
Start your new life by Diary
ไดอารี่ช่วยให้ชีวิตสุขสำเร็จได้อย่างไร ไปแลกัน!
Writer
takumacheerup
Writer
เป็นกำลังใจให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

Comments