8. โรบินฮู้ดที่อเมริกา: เป็นยังไง? ใช้ชีวิตยังไง? ฯลฯ
เราสัญญากับทุกคนไว้เมื่อ entry ล่าสุดว่าจะมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับเรื่องโรบินฮู้ดในอเมริกาแบบพลีชีพ ประเด็นเรื่องนี้เป็นอะไรที่ไม่ค่อยมีใครมาเล่าให้ฟังมากนัก ยกเว้นจะพูดแบบผิว ๆ แล้วก็ด่า ๆๆๆ กลุ่มคนกลุ่มนี้ ตอนที่เราอ่านกระทู้พวกนี้แล้วยังอยู่ที่ไทย เราก็นึกไม่ออกหรอกว่าการเป็นโรบินฮู้ดเนี่ยมันเป็นยังไง แล้วมันเลวร้ายขนาดนั้น ต้องอยู่หลบ ๆ ซ่อน ๆ ขนาดนั้นเลยหรอ

วันนี้เราอยู่อเมริกามาจะเข้าปีที่ 3 แล้ว ได้เจอทั้งคนไทยที่มีสัญชาติอเมริกันถูกต้องตามกฎหมาย คนไทยที่มีกรีนการ์ด และแน่นอนว่าคนไทยที่เป็นโรบินฮู้ด เอาเป็นว่าใครที่มาอยู่ที่อเมริกาแล้วเคยทำงานที่ร้านอาหารไทยก็จะต้องเจอแน่นอน

แต่ขอบอกไว้ก่อนว่า entry อันนี้ไม่ใช่การมารีวิวการเป็นโรบินฮู้ดแต่อย่างใด เราเป็นคนไทยที่มีกรีนการ์ด อยู่ที่นี่แบบถูกต้องตามกฎหมาย แต่อยากออกมาเขียนเรื่องราวให้คนไทยที่คิดจะเป็นโรบินฮู้ด ไปทำงานร้านอาหารไทยเพื่อไปตายเอาดาบหน้าได้พอจะจินตนาการออกว่าชีวิตของในอนาคตของเขาเมื่อเลือกเดินทางสายนี้จะต้องเจอกับอะไรบ้าง

เราขอออกตัวไว้ก่อนเลยว่า เราไม่เกลียดโรบินฮู้ด เราค่อนข้างเห็นใจพวกเขาด้วยซ้ำไป เพราะอยู่ที่นี่ทุกคนทำงานหนักมาก ที่ไทยอาจจะนั่งทำงานออฟฟิศสวย ๆ แต่อยู่ที่นี่ต้องยืนหั่นเนื้อไก่ หั่นผักเป็น 10 กิโล มันทั้งปวดแขน ปวดมือ และปวดขาอย่างที่สุด แต่คุณไม่มีทางเลือกอื่นในการหาเงินแล้ว และหากโอกาสจะอำนวย ... ท้ายที่สุดแล้วทุกคนก็อยากอยู่อย่างถูกต้องตามกฎหมายทั้งนั้น

พูดกันตามตรงว่าการที่จะได้มาอยู่อเมริกา รวมถึงได้มาทำงานที่นี่แบบถูกต้องตามกฎหมายมันยากซะเหลือเกิน คนไทยที่นี่่ส่วนมากที่ได้มาอยู่ที่นี่ (รวมทั้งเราด้วย) ก็มาได้เพราะแต่งงานกับคนอเมริกันทั้งนั้น แล้วค่อยส่งเอกสารเอาพ่อ แม่ พี่ น้อง หรือลูกติดที่ไทยมาอยู่ที่นี่ด้วยกันทั้งหมด หรือต้องเป็นคนที่มีสกิลด้านไอที ธุรกิจ วิศวะ ฯลฯ แบบเทพ ๆ หรืออีกเคส คือ เป็นคนที่รวยมากและมีเงินพอที่จะเอามาลงทุนทำธุรกิจในประเทศนี้ได้  
 
สำหรับคนที่ไม่ได้เข้าเงื่อนไขตามที่เขียนมานี้ ทางเลือกทางเดียวที่เขามีก็คือทำยังไงก็ได้ให้สามารถเข้าอเมริกามาให้ได้ก่อน ทำงานรับเงินสด แล้วก็อยู่เกินวีซ่าที่ต.ม.ปั๊มให้ในพาสปอร์ต เพียงเท่านี้คุณก็จะได้เป็นโรบินฮู้ดโดยสมบูรณ์ เย้! (ไม่ใช่สิ 555)

การเป็นโรบินฮู้ดในอเมริกามันไม่ได้อยู่ยากเหมือนที่หลาย ๆ คนเข้าใจนะ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในรัฐที่ให้ความคุ้มครองคนต่างด้าว เช่น รัฐแคลิฟอร์เนีย รัฐนิวยอร์ก ฯลฯ ซึ่งเปิดโอกาสให้โรบินฮู้ดสามารถทำใบขับขี่ได้ด้วย ที่อเมริกานี่เราจะใช้ใบขับขี่เหมือนกับบัตรประชาชน ถ้าคุณมีใบขับขี่ก็สามารถทำอะไรหลาย ๆ อย่างในประเทศนี้ได้และใช้เป็นสิ่งยืนยันตัวตนได้ นอกจากนี้โรบินฮู้ดยังสามารถยื่นขอเลขเสียภาษีหรือ ITIN number เพื่อเสียภาษีจากการทำงานได้ด้วย ITIN number ดูเผิน ๆ แล้วจะเหมือนเลข SSN หรือเลขประกันสังคมที่คนอเมริกัน คนถือใบเขียว หรือคนที่มีวีซ่าฝึกงาน (พวกตระกูล J ทั้งหลาย) มีเป๊ะเลย ก็สามารถใช้สมัครงานได้ แต่ต้องเป็นงานที่ไม่มีการตรวจสอบอะไรมากมาย เช่น งานร้านอาหาร เป็นต้น โรบินฮู้ดส่วนมากรับเงินสดหรือที่เราเรียกกันว่า "รับเงินใต้โต๊ะ" ไม่ได้รับเป็นเช็คเหมือนคนอื่น ๆ ที่อยู่ใน payroll ดังนั้นเขามีทางเลือกที่จะเสียภาษีหรือไม่เสียภาษีก็ได้ แต่เราเขาแนะนำว่าให้เสียภาษีไปเถอะ เพราะวันใดก็ตามที่คุณได้กรีนการ์ด ภาษีที่คุณเสียไปสมัยยังเป็นโรบินฮู้ดมันยังอยู่และเอามาโปะกับของใหม่ได้ เวลาแก่ตัวลงไปจะได้เงินเกษียณจำนวนที่มันโอเค และถ้ามีเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น ไวรัส COVID-19 ทุกคนที่เสียภาษีไม่ว่าจะอยู่ถูกกฎหมายหรือไม่ถูกกฎหมาย ถ้ามีการเสียภาษีในปี 2018 หรือ 2019 ทุกคนได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลคนละ $1,200 กันหมด แต่ถ้าไม่มีการเสียภาษี อันนี้ก็อดได้นะ

มาพูดถึงงานที่โรบินฮู้ดสามารถทำได้บ้าง ส่วนมากงานที่ทำได้จะเป็น "งานใช้แรงงาน" ซึ่งเป็นงานที่หาคนอเมริกันทำไม่ได้ เขาไม่ทำกัน อันนี้ต้องทำใจเลยนะ ยกเว้นจะมีสกิลทางด้านอาชีพที่สามารถรับงานหรือทำงานออนไลน์ได้ งานใช้แรงงานที่ว่าก็มี ...
1. งานครัว 
อันนี้แน่นอนอยู่แล้วสำหรับคนไทย มีตั้งแต่งานร้านอาหารไทย ร้านอาหารญี่ปุ่น ฯลฯ ส่วนตำแหน่งที่สามารถทำได้ก็มีมือผัด (แม่ครัว/ พ่อครัวอาหารจานผัด) มือแอป (แม่ครัว/ พ่อครัวอาหารประเภทแกงและของทานเล่น) คนเตรียมของ (มีหน้าที่หั่นเนื้อสัตว์ หั่นผัก เสียบสะเต๊ะ ทำ crab rangoon ฯลฯ) คนล้างจาน โฮสต์ (พนักงานต้อนรับหน้าร้านและจัดที่นั่งลูกค้า) และพนักงานเสิร์ฟ

งานที่เงินดีที่สุดในร้านอาหาร คือ พนักงานเสิร์ฟ โดยเฉพาะร้านใหญ่ ๆ ที่ลูกค้าเข้าเยอะ ๆ เพราะจะได้ทิปจากลูกค้า เท่าที่เคยได้ยินมาในรัฐที่เราอยู่ (รัฐฟลอริด้า) สามารถทำเงินได้ประมาณ $4,000-$5,000/ เดือนเลยทีเดียว ถือว่าเยอะมาก ๆ เพราะได้เงินพอ ๆ กันทำงานออฟฟิศดี ๆ เลย แต่มันก็จะเหนื่อยกับการแบกของหนัก เดินเยอะ และทำงานเยอะ ได้ยินมาว่าส่วนมากงานอันนี้จะรับเฉพาะคนที่มีเลข SSN หรือเลขประกันสังคม ไม่เหมือนสมัยก่อนแล้วที่ใครจะมาทำก็ได้ อันนี้ก็ลองสอบถามเจ้าของร้านเอาเองนะ

งานที่เป็นที่ต้องการสุด ๆ และเล่นตัวได้ คือ งานพ่อครัว/ แม่ครัว โดยเฉพาะมือผัด งานผัดเป็นงานที่เหนื่อยมาก ๆ เพราะอาหารไทยจานหลัก ๆ เป็นผัดซะเยอะ ก็ต้องผัดกันทั้งวันทั้งคืน ค่าแรงในฟลอริด้าจะประมาณ $3,000 กว่า ๆ ทำงาน 6 วัน วันละเกือบ 10 ชั่วโมง เทียบกับความเหนื่อยแล้วเป็นพนักงานเสิร์ฟเงินดีกว่า แต่ถ้าไม่ชอบเจ๊าะแจ๊ะกับลูกค้าหน้าร้าน ชอบอยู่หลังร้าน ตำแหน่งนี้จะเหมาะมาก แล้วเป็นที่ต้องการสูงเพราะพ่อครัว/ แม่ครัวเป็นหัวใจของร้านอาหาร ลาออกจากที่ทำงานเดิมวันนี้ พรุ่งนี้ก็ได้งานใหม่ทำแล้ว แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่างานพ่อครัว/ แม่ครัวมันเป็นงานหนักจริง ๆ ไม่ได้ทำอาหารชิล ๆ ชีวิตดี ค่อย ๆ ปรุง ค่อย ๆ แต่งจาน มันทั้งร้อน เมื่อยขา และกดดัน (เพราะอาหารต้องออกให้เร็ว) จากคนที่ใจเย็น ๆ อาจจะกลายเป็นคนใจร้อน ขี้หงุดหงิดไปเลยก็ได้ และควรจะต้องทำอาหารในครัวอุตสาหกรรมเป็นก่อนที่จะมาทำงานด้านนี้ เพราะทำอาหารขายในร้านกับทำกินเองที่บ้านมันไม่เหมือนกัน ควรไปลงคอร์สเรียนด้านการทำอาหารไทยเพื่อการค้าอะไรพวกนี้ก่อนจะมาก็จะช่วยได้มาก
 2. งานเลี้ยงเด็ก 
อันนี้จะเหมาะกับผู้หญิงมากกว่า งานเลี้ยงเด็กเป็นงานเบาที่รายได้ดีโดยเฉพาะในแถบเมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย มีคนรู้จักยึดอาชีพพี่เลี้ยงเด็กเป็นงานหลัก ทำรายได้ถึง $6,000/ เดือน ซึ่งถือว่าดีมาก ๆๆๆๆ แต่ก็ต้องแลกกับการทำงานเกือบ 60-70 ชั่วโมงต่ออาทิตย์ แต่ก็ถือว่าเป็นงานที่ความเครียดค่อนข้างต่ำ เพราะถ้าเด็กที่เราดูแลเข้านอนเลย แล้วก็สามารถนั่งเล่นโทรศัพท์ หรือจะทำอะไรก็ได้จนกว่าจะเลิกงาน บางคนก็อาจจะช่วยพ่อแม่ของเด็กทำความสะอาดบ้านนิดหน่อย (light housework) ช่วยพับผ้า เก็บจานใส่เครื่องล้างจาน เป็นต้น ตรงนี้ก็อาจจะได้เงินเพิ่มเป็นค่าทำความสะอาดอีกด้วย

ส่วนมากงานเลี้ยงเด็กจะหาได้จากเว็บไซต์อย่าง care หรือ urbansitter แต่ต้องทำใจว่าช่วงแรก ๆ อาจจะไม่ได้ลูกค้าเลย ต้องทำงานที่ได้ค่าแรงต่ำกว่าคนอื่นไปก่อนเพื่อ build โปรไฟล์ของเรา เพราะลูกค้าสามารถเข้ามากดให้คะแนนการทำงานของเราได้ (เป็นดาว 5 ดาว) ถ้าเรามีรีวิวที่ดีจากลูกค้าและได้ 5 ดาวรัว ๆ โอกาสที่จะได้งานก็มีสูงมาก ๆ และลูกค้าก็แทบจะแยกกันจองตารางจากเราไปเลย
3. งานขับ Uber 
เหมาะสำหรับคนที่มีรถ จากประสบการณ์คิดว่างาน Uber ไม่ว่าจะเป็นรับส่งคนหรือส่งอาหารเป็นงานที่ชิลที่สุดแล้ว เพราะเราอยากทำเมื่อไหร่ก็ทำ งานจะเข้ามาเรื่อย ๆ เลือกทำเวลาไหนก็ได้ และถอนเงินเข้าบัญชีเมื่อไหร่ก็ได้ เงินจะเข้าบัญชีทันที ไม่ต้องยืนหั่นหมู หั่นไก่จนขาเป็นตะคริว ไม่ต้องรองรับอารมณ์แปรปรวนของแม่ครัวที่ร้าน ฯลฯ 

Uber รับส่งคนจะทำเงินได้เยอะกว่าส่งอาหาร แต่ส่งอาหารมันก็มีข้อดีตรงที่เราไม่ต้องรับคนแปลกหน้าเข้ามาในรถของเรา และถ้าคนที่สั่งอาหารไม่ออกมารับอาหารตามเวลาที่กำหนด ไม่ยอมส่ง gate code มาให้เราทำให้เราไปส่งของไม่ได้ หรือกดที่อยู่ในการจัดส่งผิด (มันจะมีผลกับเงินที่เราได้รับ) เราสามารถเอาอาหารนั้นกลับบ้านไปทานได้เลย เราเคยได้ซูชิฟรี พิซซ่า 2 ถาดยักษ์ฟรี สมูธตี้ฟรี ฯลฯ 

สำหรับรายได้ เราไม่เคยทำ Uber แบบรับส่งคน แต่เราทำแบบส่งอาหาร (UberEats) เราเคยทำ 12 ชั่วโมง ได้เงินประมาณ $100/ วัน หักค่าน้ำมัน $20 (รถเก่ากินน้ำมัน 555) ก็ $80/ วัน ถือว่าโอเคอยู่สำหรับงานที่ความเครียดต่ำและมีอิสระสูง แต่มันก็จะทำให้รถเสื่อมเร็วด้วยเพราะวัน ๆ หนึ่งต้องขับรถเยอะมาก

นอกจาก Uber แล้วก็ยังมี delivery เจ้าอื่นที่เราสามารถทำได้ คือ Doordash Grubhub หรือ Postmates แต่จากประสบการณ์แล้ว UberEats ดีสุดจ้า

4. งานขายอาหารหรือของต่าง ๆ ออนไลน์
 
ปกติแม่บ้านคนไทยมักจะขายอาหารไทยออนไลน์ อันที่จริงแล้วการขายอาหารแบบนี้ผิดกฎหมาย เพราะมันไม่ได้ทำใน commercial kitchen ถ้ามีใครจะแจ้งตำรวจนี่คุกอย่างเดียว แต่บางรัฐอย่างที่ฟลอริด้าจะมีกฎหมายตัวหนึ่งเรียกว่า Cottage Food Law ก็คือกฎหมายที่อนุญาตให้ทำอาหารบางอย่างจากที่บ้านเพื่อขายได้ แต่ส่วนมากจะเป็นของแห้ง เช่น ถั่วเคลือบน้ำตาล เค้ก ขนมปัง ฯลฯ และต้องส่งมอบสินค้ากับมือลูกค้า ไม่สามารถส่งไปรษณีย์ได้ และไม่สามารถปรุงอะไรที่เป็นเนื้อสัตว์ได้เลย เพราะงั้นพวกกุนเชียง ไส้อั่ว ฯลฯ ทำขายไม่ได้นะยกเว้นจะไปเช่าครัวอุตสาหกรรมทำออกมาก และไม่สามารถขายได้เกิน $15,000/ ปีด้วย

สำหรับเรา เราคิดว่าอาหารมันขายง่าย ยิ่งเป็นอาหารไทยที่หายาก ๆ อย่างลูกชิ้น ไส้กรอกอีสาน ฯลฯ ยังไงก็มีคนซื้อ ยิ่งทำอาหาร ออเดอร์ล้นแน่นอน แต่เราคิดว่ามันไม่คุ้มกับความเสี่ยง จึงไม่ค่อยแนะนำให้ใครทำเท่าไหร่
 5. งานอื่น ๆ
เท่าที่เคยได้ยินมาก็มีงานทำความสะอาด งานดูแลคนชรา งานซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วเอาไปส่งที่บ้านของลูกค้า งานดูแลสัตว์เลี้ยง (รวมถึงพาหมาไปเดินเล่น) เป็นต้น พวกนี้เราไม่มีประสบการณ์ตรง เลยไม่สามารถอธิบายหรือให้ข้อมูลแบบละเอียดได้ ต้องขออภัยด้วยเด้อ

เห็นมั้ยว่ามันก็ไม่ได้ลำบากมากมายขนาดนั้น แต่งานมันจะหนัก ต้องอดทนเยอะ ๆ ต้องมีความอึด เก็บเงินเยอะ ๆ ไม่กินเหล้า ไม่เล่นการพนัน บางคนรวยกว่าคนอเมริกันเยอะ พอมีโอกาสได้กรีนการ์ดปุ๊บ ชีวิตก็ดีไปเลย แต่ข้อเสียของการเป็นโรบินฮู้ดมันก็มี ...

1. ต้องอยู่แบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ
 
โดยเฉพาะเวลาข้ามไปรัฐอื่น ๆ อาจจะโดนสุ่มตรวจพาสปอร์ตได้ หรือบางครั้งที่ทรัมป์อยากจะเอาใจคนอเมริกัน ก็สั่งให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ICE) มาลงตรวจตามร้านอาหาร ร้านนวด ฯลฯ เพื่อจับโรบินฮู้ดส่งกลับประเทศก็มี รวมไปถึงเพื่อนร่วมงานบางคนโดยเฉพาะที่ร้านอาหารอาจจะนิสัยไม่ดี หากรู้ว่าเราเป็นโรบินฮู้ด วันใดวันหนึ่งเกิดทะเลาะกัน เขาโทรไปหา ICE ให้มาจับเราที่ร้าน เคสแบบนี้ก็มีให้เห็นเยอะมาก จนเป็นอะไรที่คนทำงานในร้านอาหารพูดกันจากรุ่นสู่รุ่นว่าอย่าให้ใครรู้สถานะของเราเด็ดขาด ไม่อย่างงั้นตัวเราเองอาจจะไม่ปลอดภัยได้

 2. ไม่สามารถกลับไทยได้

พอวีซ่าขาดปุ๊บ เราไม่สามารถออกนอกประเทศสหรัฐอเมริกาได้ หากออกเมื่อไหร่จะไม่สามารถกลับเข้ามาได้อีกเป็นเวลาอย่างน้อยถึง 10 ปี ถึงแต่งงานกับคนอเมริกันก็ไม่ช่วยอะไร มันเป็นอะไรที่บีบหัวใจมาก สมมติพ่อแม่ป่วยที่ไทย คุณไม่สามารถจะกลับไปดูใจท่านได้เลย เพราะฉะนั้นควรคิดให้ดีก่อนจะโดดวีซ่าว่ามันคุ้มกับสิ่งที่คุณเสียไปรึเปล่า

3. ต้องทำงานใช้แรงงาน
เราเชื่อว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของโรบินฮู้ดเป็นคนมีการศึกษาและมีหน้าที่การงานดีที่ไทย แต่ด้วยเหตุผลอะไรหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเงินหรือต้องการอยู่ที่ที่ดีกว่าจึงเลือกมาตายเอาดาบหน้าที่นี่ แล้วจะพบว่าชีวิตที่นี่มันไม่สวยหรู แม้รายได้ต่อเดือนคิดเป็นเงินไทยแล้วจะเยอะก็ตาม แต่งานที่ทำเป็นงานใช้แรงงาน บางทีต้องอยู่กับสิ่งสกปรก เช่น ขนขยะเปียกจากร้านอาหารกองใหญ่เท่าภูเขาไปทิ้ง (ประสบการณ์ตรง 555) คุณจะรับได้ไหมกับชีวิตแบบนี้ และมันจะเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าคุณจะได้กรีนการ์ด และถึงคุณจะได้กรีนการ์ด ก็อาจจะยังต้องทำงานแบบนี้อยู่เพราะภาษาอังกฤษของคุณอาจจะไม่ดีพอ งานดี ๆ แถวที่คุณอยู่เขายังไม่เปิดรับสมัคร หรืองานที่คุณอยากทำต้องมีการเรียนและการสอบเอาใบประกอบวิชาชีพ ทำให้คุณต้องทำงานนั้นจนกว่าจะเรียนจบ
 4. คุณต้องแต่งงานกับคนอเมริกันเท่านั้นจึงจะได้กรีนการ์ดถ้าคุณเป็นโรบินฮู้ด วิธีเดียวที่คุณจะได้กรีนการ์ด คือ แต่งงานกับคนอเมริกัน ถ้าคุณเจอคนที่คุณรักและเขาก็รักคุณ อันนี้ก็ยินดีด้วยจริง ๆ จากใจ แต่คุณอาจจะไม่โชคดีที่จะได้เจอคนที่คุณรักก็ได้ ถ้าเป็นแบบนั้นคุณก็ต้องยอมแต่งงานกับคนที่คุณไม่ได้รัก หรือทนอยู่กับคนที่ทุบตีทำร้ายคุณ เพียงเพราะว่าคุณอยากได้กรีนการ์ด อันที่จริงการแต่งงานแบบไม่มีความรักมาเกี่ยวข้องโดยมีจุดประสงค์เพียงเพื่ออยากได้กรีนการ์ด ถือว่าเป็น fraud marriage ผิดกฎหมายและจะโดนทั้งปรับเป็นจำนวนเงินหลายแสนเหรียญเหมือนกันและอาจจะต้องติดคุกด้วยทั้งฝ่ายเราและฝ่ายคนอเมริกัน
 
นอกจากนั้นการขอกรีนการ์ดจากการแต่งงานไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เราจะต้องรวบรวมหลักฐานเพื่อแสดงให้กับเจ้าหน้าที่ immigration ว่าการแต่งงานนี้เกิดขึ้นเพราะความรัก ดังนั้นพวกรูปถ่ายที่ไปเที่ยวด้วยกัน รูปถ่ายกับครอบครัวของฝ่ายเราและฝ่ายเขาหรือกับเพื่อนต้องมี บัญชีเงินฝากร่วม ประกันชีวิตหรือสุขภาพที่มีชื่อร่วม สัญญากู้ยืมเงินซื้อบ้านหรือรถที่มีชื่อร่วม ฯลฯ ต้องมี หลักฐานที่เราทำไปยื่นให้ USCIS หนาประมาณเกือบ 1 ห่อกระดาษ A4 ได้ และหากหลักฐานของคุณไม่แน่นพอ อาจจะมีการโดนสัมภาษณ์แยกเพื่อถามคำถามที่ว่าถ้าไม่ได้อยู่ด้วยกันจริง ๆ จะไม่มีทางรู้แน่นอน เช่น กระเบื้องในห้องครัวสีอะไร แต่ละคนนอนฟากไหน ที่บ้านมีหน้าต่างกี่บาน ฯลฯ 

การเงินของคู่สมรสชาวอเมริกันของคุณก็ต้องดีด้วย เพราะ USCIS จะเช็คเงินเดือนต่อปีของชาวอเมริกันว่าเพียงพอกับการที่จะ support เราด้านการเงินในประเทศจนกว่าเราจะมีใบอนุญาตทำงานหรือไม่ ถ้าไม่ได้เสียภาษีหรือทำงานได้เงินเดือนที่น้อย ต้องจัดการไปหาคนมาเซ็นค้ำ ไม่อย่างนั้นเอกสารก็จะเดินหน้าต่อไม่ได้ การเซ็นค้ำนี้มีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้คนต่างด้าวที่ยังไม่มีสัญชาติอเมริกันไปขอสวัสดิการจากรัฐ เช่น food stamp หรือเงินช่วยเหลือค่าอาหารสำหรับคนรายได้น้อย เป็นต้น หากเรายังดึงดันไปขอ คนที่เซ็นค้ำให้เราก็จะมีความผิดเพราะได้เซ็นยอมรับว่าจะช่วยเหลือเราด้านการเงิน ดังนั้น มันไม่ง่ายเลยที่จะหาคนมาเซ็นค้ำได้
 ท้ายที่สุด
การย้ายมาอยู่อเมริกามันเป็นการต่อสู้จริง ๆ นะ ไม่ต้องกลัวความลำบากเพราะลำบากแน่นอน (ยกเว้นเป็นคนรวย 555) ขอให้ทุกคนอดทนให้มาก ทำงานรับเงินสดแล้วก็ขอให้เสียภาษีให้ถูกต้อง และถ้ามีช่องทางที่จะกลายเป็นพลเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมายก็ทำซะ คิดถึงอนาคตไว้ให้เยอะ ๆ นะ
SHARE
Writer
natthecat
Storyteller
"เล่าไปเรื่อย ๆ" - 30, บ้านอยู่ใกล้ดิสนีย์เวิร์ล ออแลนโด

Comments

Shallot
4 months ago
รอติดตามและเป็นกำลังใจให้เสมอค่า เล่าได้สนุก อ่านเพลินมากเลยค่า :)
Reply
natthecat
3 months ago
ขอบคุณมาก ๆ ที่ติดตามกันและชอบสิ่งที่เราเขียนนะคะ ดีใจมาก ๆ เลยค่ะ :)