ศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษา
              เป็นการยืนยันอีกระดับหนึ่งว่า เราไม่ได้สร้างคนเพื่อไปศึกษาต่อและทำงานในสถานประกอบการเพียงเท่านี้ เรายังสามารถสร้างผู้ประกอบการขึ้นได้อีกทางหนึ่ง อันว่า “ศูนย์บ่มเพาะนั้น” ...ประการแรกเลยคือ รัฐนั้นมีนโยบายให้เกิดผู้ประกอบการใหม่ อาชีวศึกษานั้นเป็นหน่วยงานหลักในการจัดการศึกษาด้านวิชาชีพ จึงเป็นที่มาของโครงการนี้ ... เพื่อวัตถุประสงค์สร้างผู้ประกอบการระหว่างกำลังศึกษาอยู่จึงใช้ว่า “บ่มเพาะ” (การสร้างผู้ประกอบการในที่นี้หมายรวมเอาถึง สร้างผู้ประกอบการใหม่ พัฒนาต่อยอดผู้ประกอบการเดิม) การดำเนินการสิ่งนี้เป็นจริงเป็นจังนั้นไม่ใช่สิ่งที่เสียหายแต่อย่างใด กลับเป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้สถานศึกษาเพิ่มขีดความสามารถด้านนี้เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง และจะเห็นได้ว่าการทำด้านนี้อย่างเข่มแข็งนั้นเป็นจุดแข็งอย่างยิ่งกว่าการศึกษาด้านอื่นๆ เช่น สายสามัญ และมหาวิทยาลัยฯ ไม่อำนวยให้ทำได้อย่างราบรื่นนัก การมองว่ากิจอันนี้เป็นสิ่งนอกเหนือจากการศึกษาและไม่ใช่กิจหลักของสถานศึกษานั้นเห็นจะมองด้วยจิตอันคับแคบมากเกินไป และไม่ถูกต้องนักในทัศนะผม สิ่งที่จำเป็นต้องสร้างผู้ประกอบการนั้นผู้ศึกษาเทคโนโลยี และเศรษฐกิจคงเข้าใจดี ด้านเทคโนโลยีนั้นกำลังเข้ามาคุกคามแรงงานซึ่งหุ่นยนต์นั้นเป็นประเด็นหลักสำหรับการชิงพื้นที่แรงงาน การจะสร้างคนนั้นเพื่อไปควบคุมหุ่นยนต์ก็เป็นวิถีหนึ่งซึ่งทำได้ แต่ในอัตราส่วนที่น้อย เช่น คนหนึ่งคนสามารถควบคุมหุ่นยนต์ได้เป็นร้อยๆ ซึ่งหุ่นยนต์เหล่านี้ทดแทนคนเป็นพันๆ นั้นหมายความว่าคนจะตกงานไปเป็นหลักพันและมีงานใหม่เพียงหนึ่งงาน (คนควบคุมหุ่นยนต์) หรือจะต่อให้เพิ่มอีกด้านหนึ่งคือผู้ซ่อมบำรุงหุ่นยนต์อีกด้านหนึ่งขึ้น ก็ยังเป็นเพียง 2 ตำแหน่งงานเพียงเท่านั้น หากท่านได้อ่านหนังสือของยูวัล โนอาห์ แฮรารี ชื่อหนังสือว่า “21 บทเรียน สำหรับศตวรรษที่ 21” เป็นคนเดียวกับที่แต่งหนังสือ “ซเปียนส์ ประวัติย่อมนุษยชาติ” จะกล่าวว่าจริงอยู่ที่คนหนึ่งคนจะมีงานใหม่ แต่จะมีคนหลายพันคนต้องเสียงานไป แต่งานใหม่ที่แฝงอยู่ในเทคโนโลยีที่ Disruptive อุตสาหกรรมนั้นจะเกิดงานใหม่ขึ้น (ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าเป็นงานชนิดใด) ซึ่งเขาได้เปรียบเทียบกับช่วงที่ปฏิวัติอุตสาหกรรม ว่า การสร้างเครื่องจักรขึ้นทอผ้าทำให้คนทอผ้าตกงานเป็นอันมาก แต่กลับมีงานใหม่ขึ้นมาแทนซึ่งไม่เคยมีมาก่อนนั้นคืองานบริการ งานออฟฟิศ งานเอกสาร ฯลฯ ซึ่งอาจจะเป็นเช่นเดียวกันกับปัจจุบันที่ถูก Technology Disruptive ก็เป็นได้ ส่วนในอีกด้านหนึ่งนั้น คือ ด้านเศรษฐกิจ ประเทศไทยเรานั้นติดกับดักรายได้ปานกลาง (middle income trap) ซึ่งตัวเลขนี้เขาจะวัดจากรายได้ต่อหัวของประชากร ในประเทศ และรายงานของ ธปท. ได้รายงานไว้ว่า ไทยเรานั้นเข้าอยู่ประเทศระดับ Middle ตั้แต่ปี พ.ศ. 2519 เป็นที่น่าตกใจว่าผ่านไป 40 กว่าปี เรายังไม่สามารถผ่านพ้นไปได้ และถูกประเทศในกลุ่มภูมิภาคแซงไปแล้วหลายประเทศอยู่แม้ประเทศเหล่านั้นยังอยู่ในขั้น middle แต่อัตราการเติบโตของเขาเป็นตัวบ่งชี้ว่าเขาจะพ้นระยะ middle ไปได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ และยังมีประเทศในกลุ่มภูมิภาคอีกหลายประเทศที่จะขึ้นจากระดับ Low มาเป็น middle แบบเดียวกับเราอีกด้วย .. อีกทั้งปัจจุบันนี้ประเทศเราก็เติบโตอย่างช้าๆ จึงได้ขึ้นชื่อว่า “ติดกับดัก” การจะก้าวพ้นกับดักนั้นจำเป็นต้องก้าวผ่านสิ่งเดิมๆ จากผู้รับจ้างผลิตมาเป็นผู้ผลิต ผู้พัฒนาต่อยอด ผู้ให้บริการ สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยและเป็นหนทางแห่งการนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของรายได้ต่อหัวของประชากร การจะดำเนินการอย่างเก่าๆ คือเป็นผู้รับจ้างการผลิตหรือไม่ได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีใดๆ เลย เพียงแต่รับวัตถุดิบเขามาผลิตเป็นสินค้าวัตถุดิบอีกชั้นหนึ่ง (ซึ่งก็ยังไม่ใช่สินค้าปลายน้ำเสียทีเดียว ยังเป็นเพียงสินค้าวัตถุดิบสำหรับสินค้าสำเร็จรูปอีกชั้นหนึ่งอยู่) หรือจะกล่าวว่าผู้ผลิตเราส่วนใหญ่แล้วอยู่กลางๆ ใน supply chain เท่านั้น ไม่ได้เป็นผู้ผลิตวัตถุดิบเริ่มต้น และไม่ใช่เป็นเจ้าของสินค้าที่จะไป Touch กับผู้บริโภคโดยตรง ดังนั้นด้านอุตสาหกรรมการผลิตเราจึงยังมีปัญหาอยู่ … แต่ในอุตสาหกรรมอื่น เราถือว่าเป็นไปในแนวโน้มค่อนข้างดี เช่น อุตสาหกรรมบริการ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่ง เป็นเหตุผลหนึ่งที่รัฐพยายามต้องการสร้างผู้ประกอบการขึ้นทดแทนในส่วนที่มีปัญหานี้อย่างน้อยๆ ก็อาจจะเป็นผลบ้างในบางส่วน
              ดังนั้นศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษาจึ่งเป็นต้นกล้าที่จะเป็นผู้ประกอบการ และสามารถดำรงตนขึ้นไปจนเป็นถึงผู้ประกอบการ เป็น SME เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ หรือเติบโตจนถึงเข้าตลาดหลักทรัพย์ก็ได้ ทั้งนี้การจะเติบโตไปถึงขั้นต้นไม่ได้หมายถึงการเติบโตของตัวศูนย์ฯ แต่เป็นการเติบโตของคนที่อยู่ในศูนย์นั้นมีทักษะและความเชี่ยวชาญในการบริหารกิจการที่ดี การที่คนในศูนย์จะมีทักษะและความเชี่ยวชาญได้นั้นตัวศูนย์เองก็ต้องมีการเติบโตระดับหนึ่งอยู่โดยนัยด้วย การทำศูนย์บ่มเพราะให้เติบโตไปนั้นไม่ใช่เป็นการเข้าป่าเข้าดง หากเราดำเนินการศูนย์บ่มเพาะเป็นเพียงนิตินัยแล้ว องค์ความรู้เหล่านั้นจะเกิดได้อย่างไร ซึ่งในทัศนะผมนั้นศูนย์บ่มเพาะเป็นสิ่งสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการเรียนการสอนเลยแม้นแต่น้อย และอาจจะยังเป็นหนทางไปสู่อนาคตอันข้างหน้าที่เต็มไปด้วยปัญหาด้านแรงงานอีกมากนัก ... เพื่อนผมหลายคนั้นออกจากงานประจำ ออกจากข้าราชการ หรือโดนบริษัทให้ออก ต้องมาดำเนินธุรกิจหลายคนก็ประสบความสำเร็จและมีรายได้มากมายกว่าเป็นลูกจ้างอยู่มากนัก
           สิ่งทั้งหลายที่ได้กล่าวมานี้ เกิดจากมุมมองในทัศนะผมหาใช่เป็นข้อเท็จจริงไม่ นั่นแหละว่าทัศนะนั้นอาจจะมีผิดมีถูกได้เป็นธรรมดา อยู่ที่การจะหาข้อมูลมาหักล้างแนวคิด หรือนำแนวนโยบายมาเป็นกรอบในการกำกับความคิด แต่ผมก็ยอมรับว่ายังมีอีกหลายสิ่งนักที่ผมยังไม่รู้จึงมักใช้คำว่าทัศนะของผมเท่านั้นไม่ใช่ข้อเท็จจริง ซึ่งเรื่องที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นอาจจะไม่เป็นจริงตามนั้นก็ได้ ดั่งคำโสกราตีสได้กล่าวไว้ในบทสนทนา "อโปโลเกีย" ว่า "ข้าพเจ้ากับเขานั้นก็โง่เหมือนกัน แต่ไม่เท่ากัน ข้าพเจ้านั้นดูจะฉลาดกว่าเขาเพราะอันว่าเขานั้นเป็นผู้ไม่รู้ดั่งเช่นข้าพเจ้า แต่กลับหาว่าตัวนั้นรู้ขณะที่ไม่รู้ แต่ข้าพเจ้านั้นไม่รู้และข้าพเจ้าก็รู้ว่าข้าพเจ้าไม่รู้" ... ขอความสุขสวัสดีมีแด่ท่านทั้งหลาย ..

... บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อบันทึกเป็นความเห็นไว้ ... 
12 ต.ค. 19
SHARE
Written in this book
ธุรกิจและการลงทุน
แนวคิดเกี่ยวกับธุรกิจและการลงทุนของข้าพเจ้า

Comments