ปัญหาหลักของการศึกษาไทย คือ อ่าน-เขียนไม่คล่อง
ปัญหาเรื่องการศึกษาไทยยังคงเป็นปัญหาที่ถูกพูดถึงมาหลายปี โดยเฉพาะเรื่องของมาตรฐานการศึกษาที่ยังต้องปรับปรุง เพราะมีผลกระทบส่งผลให้มีคนไทยที่อ่านและเขียนไทยยังไม่คล่องอยู่เป็นจำนวนมาก

1. อัตราการรู้หนังสือของผู้ใหญ่ในไทย ลดลงเรื่อยมาหลังจากปี พ.ศ.2553
- อัตราการรู้หนังสือของผู้ใหญ่ในประเทศไทย ซึ่งวัดจากร้อยละของประชากรไทยอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปที่สามารถอ่านและเขียนข้อความสั้นๆ ง่ายๆ เกี่ยวกับชีวิตประจำวันของพวกเขา รวมทั้งความสามารถในการคำนวณทางคณิตศาสตร์อย่างง่าย อยู่ที่ระดับ 92.9% ในปี พ.ศ.2558 ลดลงจาก 93.7% ในปี พ.ศ.2556 ซึ่งลดลงเรื่อยมาหลังจากปี พ.ศ.2553 ที่อยู่ระดับ 96.4% และถ้าเปรียบเทียบกับอัตราการรู้หนังสือของประเทศญี่ปุ่นแล้วพบว่า ญี่ปุ่นมีอัตราคงที่อยู่ในระดับ 99% ระหว่างปี พ.ศ.2551-2557

- อัตราการรู้หนังสือแสดงถึงคุณภาพของการศึกษาในประเทศนั้นๆ ซึ่งประเทศญี่ปุ่นได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาที่ดีในระดับต้นๆ ของเอเชีย มีมาตรฐานการศึกษาที่เท่าเทียมกันทั่วประเทศ เริ่มตั้งแต่ระดับอนุบาล โดยเฉพาะช่วงปฐมวัยที่เน้นการให้ความสำคัญกับการสอนพื้นฐานการใช้ชีวิตประจำวัน 

เช่น การมีระเบียบวินัย ความอดทน การทำงานเป็นทีม ความอ่อนน้อมถ่อมตน การมีจิตสาธารณะ มากกว่าความรู้ทางด้านวิชาการ โดยหลักสูตรด้านภาษา เน้นการพัฒนาทักษะภาษา การใช้ภาษาได้อย่างถูกต้อง และนอกจากนี้ยังส่งเสริมให้รักการอ่าน จึงสามารถรักษาระดับของอัตราการรู้หนังสือได้คงที่


2. มีเด็กไทยที่อ่านภาษาไทยไม่รู้เรื่องเกินครึ่ง
- ผลการประเมินนักเรียนไทยในโครงการ PISA (โครงการการทดสอบความรู้นักเรียนอายุ 15 ปี จาก 70 ประเทศ) ในปี พ.ศ.2557 เด็กไทยติดอันดับ 54 ในขณะที่เวียดนามอยู่ที่อันดับ 8 โดยเด็กไทยทำคะแนนความรู้ด้านคณิตศาสตร์ การอ่าน และวิทยาศาสตร์ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ในด้านการอ่านมีเด็กไทยถึง 74% อ่านภาษาไทยไม่รู้เรื่อง คือ อ่านไม่ออก ตีความไม่ได้ วิเคราะห์ไม่ถูก ส่วนวิชาวิทยาศาสตร์มีนักเรียนไทยเพียง 1% ที่ผลการประเมินอยู่ในระดับดีมาก

- ข้อมูลจากธนาคารโลกเมื่อปี พ.ศ. 2561 แสดงให้เห็นว่า ไทยมีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ระบบการจัดการศึกษาของไทยในแต่ละพื้นที่ยังคงมีมาตรฐานที่แตกต่างกัน ทำให้ยังมีเด็กไทยที่อ่านไม่ออก เขียนไม่คล่องอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเด็กในพื้นที่ห่างไกล มีความล้าหลังด้านการศึกษา 3-4 ปี เมื่อเทียบกับเด็กในเมือง เช่น เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แต่มีความรู้เท่ากับเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นต้น 

นอกจากนั้นหลักสูตรการเรียนการสอนมีเนื้อหาเยอะเกินไป มีรายวิชามากเกินไป ครูทำงานนอกเหนือจากบทบาทหน้าที่สอนมากเกินไป จึงทำให้ครูไม่สามารถโฟกัสในหน้าที่สอนซึ่งเป็นหน้าที่หลักได้ คุณภาพของการสอนจึงไม่ดีเท่าที่ควร


3. มาตรฐานการศึกษาที่ไม่ดี ส่งผลกระทบอะไรกับคนไทย
- ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ในการใช้ชีวิต เมื่อระบบการจัดการศึกษาพื้นฐานไม่ดี เด็กขาดทักษะในการใช้ชีวิต เช่น เด็กบางคนขาดระเบียบวินัย มีความอดทนต่ำ ขาดทักษะการทำงานเป็นทีม ไม่มีสัมมาคาระ ขาดความอ่อนน้อมถ่อมตน ขาดจิตสำนึกสาธารณะ ฯลฯ 

ถ้าไม่ได้รับการปลูกฝังที่ดีในตอนเด็ก เมื่อเติบโตขึ้นมาก็กลายเป็นผู้ใหญ่ที่ขาดทักษะในการใช้ชีวิต มีปัญหาจัดระเบียบชีวิตตัวเองไม่ได้ เป็นอุปสรรคในการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นไปเพราะดูแลตัวเองไม่เป็น เมื่อทำงานแล้วก็มีความอดทนต่ำ ไม่กล้าเผชิญปัญหาความท้าทาย เป็นต้น

- สื่อสารไม่เป็น ถ้าเด็กขาดพื้นฐานทักษะในการอ่านและเขียน มีปัญหาอ่านไม่ออก เขียนไม่คล่อง ตีความไม่ได้ วิเคราะห์ไม่เป็น ทำให้มีอุปสรรคในการเรียนและการทำงาน 

เช่น เมื่อเรียนในระดับปริญญาตรีขึ้นไป จะเจอปัญหาไม่สามารถวิเคราะห์เนื้อหาที่เรียน ต้องเรียนปรับพื้นฐานกันใหม่ มีสมาธิสั้น ไม่ตั้งใจเรียน ไม่สามารถสรุปหรือเรียบเรียงเนื้อหาจากที่เรียน อ่านหนังสือได้ไม่นาน เมื่อเติบโตเข้าสู่วัยทำงาน ก็สื่อสารไม่เข้าใจ พูดจับประเด็นไม่ได้ เขียนใช้ถ้อยคำข้อความไม่เหมาะสมเพราะเคยชินกับการใช้ภาษาสำหรับแชททางโซเชียลมีเดียมากเกินไป ทำให้ต้องเสียเวลาในการแก้ไขงานหลายครั้ง เป็นต้น

 
4. เราจะทำอย่างไร หากการศึกษาไทยยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
- พึ่งพาตัวเอง พัฒนาตัวเอง ไม่ว่าระบบการศึกษาไทยจะเป็นอย่างไร เราก็ไม่ควรหยุดที่จะพัฒนาตนเองไม่ว่าจะอยู่ในวัยใด เพราะคุณภาพของคนไม่ได้ขึ้นอยู่กับระบบการศึกษาอย่างเดียว ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูของครอบครัว และขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลด้วย หากเรามีความใฝ่รู้ หมั่นพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะเรียนอยู่ในโรงเรียนที่มีมาตรฐานสูงหรือไม่ เจอปัญหาอุปสรรคในชีวิตแค่ไหน เราก็จะสามารถพึ่งพาตัวเองได้อยู่ดี

- สิ่งที่ควรพัฒนา เพื่อให้เราพึ่งพาตัวเองมากที่สุด ทักษะทางวิชาการหรือวิชาชีพเป็นสิ่งที่คนเราสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมตอนไหนก็ได้ แต่ทักษะชีวิตเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เราควรรีบพัฒนาตนเองตั้งแต่ต้น เพราะจะช่วยให้เราใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น จัดการชีวิตได้ลงตัว และช่วยให้เราโฟกัสในจุดแข็งและพัฒนาให้กลายเป็นจุดแกร่งได้ดีขึ้น เช่น

1)  รู้จักตัวเองให้ดี รู้ว่าถนัดอะไร อะไรคือจุดแข็งของตัวเอง และอะไรคือจุดอ่อนที่สามารถพัฒนาได้
2)  วางเป้าหมายในชีวิต และโฟกัสกับสิ่งนั้น ถ้าเรามีเป้าหมาย เราจะเรียนอย่างตั้งใจ ไม่ย่อท้อง่ายๆ ทำงานด้วยใจรัก ใช้จ่ายเงินอย่างมีสติ เพราะเรารู้ว่าทุกอย่างที่เราทำนั้นจะช่วยให้เป้าหมายของเราเป็นจริงได้ 
3) พัฒนาความคิด ให้มีความคิดเป็นผู้ใหญ่ คิดเป็น คิดทัน คิดอย่างมีระบบ คิดอย่างสร้างสรรค์
4)  บริหารเงิน รู้จักใช้จ่ายเงิน ทำบัญชี มีเงินสำรอง
5)  ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนเพียงพอ เพราะการฝึกดูแลตัวเองเป็น ช่วยให้เรามีพลังมากพอที่จะเรียนหรือทำงานได้อย่างดี


- ฝึกอ่านเขียนให้คล่อง สื่อสาร-จัดการชีวิตได้ง่ายขึ้น การฝึกฝนการอ่านและการเขียนเพิ่มเติมนอกเวลาเรียนหรือทำงาน จะช่วยให้เราสื่อสารได้ดีขึ้น

1) ไม่ว่าเราจะมีปัญหาในการสื่อสารด้านไหน เราก็สามารถฝึกให้คล่องแคล่วได้ เช่น พูดจาไม่เข้าใจ พูดติดๆ ขัดๆ พูดติดอ่าง เขียนแล้วอ่านไม่เข้าใจ อ่านหนังสือได้ไม่นาน เป็นต้น ยกตัวอย่างบุคคลในประวัติศาสตร์ Demosthenes รัฐบุรุษชาวกรีกและนักปราศรัยในกรุงเอเธนส์โบราณ ในวัยเด็กเขาเคยเป็นคนพูดติดอ่าง ปอดไม่แข็งแรง และมีไหล่ที่เกร็ง 

เขาพยายามเอาชนะข้อบกพร่องในการพูดของเขาโดยการฝึกพูดด้วยวิธีการต่างๆ จนสามารถแก้ไขปัญหานั้นและมีเสียงที่แข็งแกร่งได้ กลายเป็นนักพูดอย่างที่ตั้งใจได้ในที่สุด

2) ฝึกอ่านเพิ่มเติม การอ่านหนังสือเพิ่มเติมจะช่วยฝึกสมาธิ ฝึกความเข้าใจ เรียนรู้การใช้ถ้อยคำในข้อความ โดยเฉพาะหนังสือแนวจิตวิทยา พัฒนาตนเอง จะช่วยให้พัฒนาความคิดของเรา ให้เป็นคนมีเหตุผล มีความคิดเป็นผู้ใหญ่ มีวิธีคิดแบบเติบโต คือ พร้อมที่จะพัฒนาตนเองอยู่เสมอ

3)  ฝึกเขียนเพิ่มเติม การเขียนด้วยลายมือ ช่วยให้สมองฝึกการจัดระบบและพัฒนาความคิด ฝึกเรียบเรียงประโยคให้อ่านเข้าใจง่าย เมื่อสมองมีทักษะในการคิด เราจะพูดได้ดีตามไปด้วย ซึ่งการเขียนไดอารี่ (Diary) เป็นวิธีฝึกการเขียนง่ายๆ ที่จะช่วยให้เราฝึกทักษะในการสรุปหรือบันทึกเรื่องราว รู้จักคิดก่อนเขียน คิดก่อนพูด รู้จักควบคุมอารมณ์อีกด้วย ซึ่งประเทศญี่ปุ่นได้มีการปลูกฝังนิสัยการเขียนไดอารี่ตั้งแต่เด็กๆ ช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างดี 

การอ่านและการเขียน เป็นทักษะพื้นฐานที่จะช่วยให้การฟังและการพูดดีขึ้นได้ เพราะการอ่านและการเขียนช่วยฝึกสมาธิ จัดลำดับความคิด เป็นคนช่างสังเกตได้ดีขึ้น เมื่อมีสมาธิดี ช่างสังเกตก็จะทำให้เราเป็นผู้ฟังที่ดี จับประเด็นได้ดี และถ้าเรารู้จักลำดับความคิด เราก็จะพูดได้เข้าใจ ชัดเจนขึ้น 

และไม่เพียงแค่นั้น หากเราพัฒนาการอ่านและการเขียนได้ดี จะช่วยให้เราสามารถเรียนและทำงานได้ดีขึ้นด้วย เพียงแค่อาศัยความขยันและฝึกฝนบ่อยๆ ก็จะทำให้เราสามารถพัฒนาตนเอง พึ่งพาตนเองได้ แม้ว่าจะอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบใดก็ตาม

ชีวิตจะยุ่งเหยิง วุ่นวายแค่ไหน หากทักษะพื้นฐานในชีวิตเรายังจัดการไม่ได้ เมื่อเราเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น หรือทำงานเจอปัญหาความท้าทาย เราก็จะยิ่งวุ่นวายทั้งชีวิตประจำวันและชีวิตการเรียนการทำงาน ได้เวลาแล้ว ที่เราควรจะหันกลับมาพัฒนาตนเอง ดูแลตัวเอง เพื่อให้ชีวิตเราดีขึ้น


อ้างอิง:
- https://knoema.com/atlas/Thailand/topics/Education/Literacy/Adult-literacy-rate
- https://knoema.com/atlas/Japan/topics/Education/Literacy/Adult-literacy-rate
- https://library2.parliament.go.th/ejournal/content_af/2561/nov2561-3.pdf
- https://www.schoolofchangemakers.com/knowledge/9938
- https://www.thairath.co.th/news/society/1399092
- https://peptalkindia.com/the-story-of-demosthenes-one-of-the-greatest-orators-in-history/
- https://www.posttoday.com/columnist/483678


Quote by Ross Perot
Writer: takuma ^ ^
Cr: photo from app Canva
=========
คัดลอกบทความมาจาก www.cheer-up.lnwshop.com/article
สนใจอ่านบทความพร้อมภาพประกอบได้จากเว็บนั้นนะคะ
แต่จะทะยอยลงใน storylog เพื่อความสะดวกอีกทางหนึ่งค่า
SHARE
Written in this book
Start your new life by Diary
ไดอารี่ช่วยให้ชีวิตสุขสำเร็จได้อย่างไร ไปแลกัน!
Writer
takumacheerup
Writer
เป็นกำลังใจให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

Comments