งานที่ชอบ งานที่ใช่

สำหรับสตอรี่นี้ เป็นเหมือนกับไดอารี่ย้อนความหลังของเราตอนที่เราเริ่มหางานทำครั้งแรกหลังจากเรียนจบเมื่อประมาณ 2-3 ปีที่แล้ว


และเพื่อแชร์ประสบการณ์บวกเป็นกำลังใจให้น้องๆที่พึ่งทำงานแต่ยังไม่ถูกโฉลกกับงานและน้องๆที่ยังหางานกันอยู่ (โดยเฉพาะช่วงนี้ที่งานหายากมากขึ้นเพราะสถานการณ์โควิดซึ่งทำให้บริษัทหลายแห่งต้องปิดกิจการอีก) 


ตอนนั้นไม่เคยลืม...ความรู้สึกครั้งแรกที่มีสายเข้าจาก HR ของบริษัท O หลังจากส่งเรซูเม่ไปประมาณ 7-8 บริษัทในช่วง 2 สัปดาห์แรก มันดีใจอย่างบอกไม่ถูกที่พี่ๆ HR เขาเลือกเปิดเรซูเม่ของเราและอยากเรียกเราไปคุย

มันเป็นความรู้สึกเหมือน กูถูกหวยแล้วโว้ยยยย!!! 

เราเตรียมตัวสัมภาษณ์อย่างดี(เตรียมเป็นสัปดาห์) ทั้งสไลด์เพาเวอร์พอยด์สำหรับแนะนำตัวเอง การบ้านที่ทางบริษัทให้เราและโน่นนี่นั่นที่มานั่งนึกตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องเตรียมไปเยอะขนาดนี้

...แต่วันสัมภาษณ์จริงก็พังไม่เป็นท่า เพราะความตื่นเต้นทำให้ที่ซ้อมๆมาลืมหมดและพูดตะกุกตะกักมาก และสุดท้ายเราก็ไม่ผ่านการสอบสัมภาษณ์ในรอบที่สามจริงๆ

ความรู้สึกตอนนั้นคือ อายชิบหายเลย...เหมือนโดนแหกหน้าบวกเสียเซลฟ์สุดๆ อาจจะเป็นเพราะเป็นที่แรกด้วย...แต่ด้วยแรงเชียร์จากครอบครัวและเพื่อนๆทำให้เรากลับมาสู้อีกครั้งพร้อมกับไอเดียใหม่ที่ว่า

"บริษัทนี้ไม่ใช่ที่ของเราถึงแม้ว่าคนอื่นจะบอกว่าดีแค่ไหน แต่ดวงของเราถูกกำหนดไว้ตั้งแต่เกิดแล้วว่าที่ของเราไม่ใช่ที่นี่ ถ้าไม่ผ่านการคัดเลือกให้คิดว่าดีแล้วเพราะถ้าเราผ่าน เราอาจจะทำงานไม่แฮปปี้ก็ได้ และเรายังพึ่งจบใหม่ยังมีอีกหลายบริษัทที่พร้อมจะจ้างเราและพร้อมมอบความสบายใจในชีวิตการทำงานให้เราได้"

หลังจากการสัมภาษณ์วันนั้น...เราจัดมันส์ ปรับใหม่ทุกสิ่งอย่างทั้งเรซูเม่, portfolio และ certificate เอาให้หมด มีอะไรงัดมาขายเอาออกมาให้หมด และอัพทั้งมดลงเอเจนซี่หางานแม่งทุกเว็บ! และสมัครหว่านงานที่พอจะทำได้เป็นประจำทุกวัน ย้ำ! ทุกวัน (เอเจนซี่หางานเขาจะมีลงประกาศหางานใหม่เรื่อยๆทุกวัน)


ตอนนั้นก็มี HR โทรมาเรียกไปสัมภาษณ์เยอะอยู่ววว (แน่ล่ะ...ก็เล่นหว่านมันซะขนาดมัน มันก็ต้องมีหลุดไปเข้าตากรรมการบ้างงงง) ซึ่งในช่วงแรกของการสัมภาษณ์ก็เละตามเคย... แต่ประสบการณ์อย่างหนึ่งที่เราได้เรียนรู้จากการสัมภาษณ์หลายๆครั้ง คือ โอกาสในการพรีเซนต์และคุยกับคนระดับหัวหน้าบนสนามจริงทำให้ช่วงหลังเราไม่ตื่นคนและผลพลอยได้ต่อมาคือได้รู้ว่าตนเองมีจุดด้อยตรงไหนบ้างก็รีบไปพัฒนาจุดนั้น


พักหลังๆเราเริ่มชินกับการสัมภาษณ์ ขนาดที่ว่าพอเดาได้แล้วว่าผู้สัมภาษณ์จะมาแนวไหน และต้องตอบยังไงถึงจะถูกใจกรรมการและไม่โกหก (**พูดความจริงตอนสัมภาษณ์นะ อะไรทำเป็นก็บอกทำเป็น ไม่เป็นก็บอกไม่เป็น ถ้าเขามารู้ที่หลังนี่...เขาจะมองเราแย่ตอแหลเก่งเลยนะ)


ในที่สุดหลังจากหางานเป็นเวลาเกือบครึ่งปี เราก็ได้งานตามที่เราต้องการ...ซึ่งถ้าเทียบกับเพื่อนๆในกลุ่มก็ช้าที่สุดแหละ เพราะเราเลือกเยอะด้วยแต่งานที่ได้ก็ตอบโจทย์มากเลยนะ ฮ่าๆ


สุดท้ายนี้ สิ่งที่อยากจะฝากกับน้องๆก็คือ อย่าท้อในการหางาน เพื่อนได้งานก่อน ก็ช่างเขาควรยินดีกับเพื่อนด้วยที่เพื่อนได้เจอที่ๆใช่ของตนเอง (เผื่อวันไหนเราอาจจะได้พึ่งมัน หรือให้มันไปลองเชิงลิ้มรสชีวิตการทำงานและเอาความผิดพลาดของมันมาเป็นครูให้เราพอถึงทีเราเราจะได้ไม่ผิด ฮ่าๆ)


งานหาไม่ยาก แต่ "งานที่ชอบ" มันหายากมากกก(ก.ไก่ล้านตัว) และในช่วงแรกงานที่น้องคิดว่าชอบอาจจะไม่ชอบในภายหลังด้วยเช่นกัน ดังนั้นอยากให้เปลี่ยนทัศนคติจากเราจะหา "งานที่ชอบ" เป็น "งานที่ใช่" ดีกว่า


ปล. "งานที่ใช่" คือ งานที่น้องอาจจะไม่ได้ชอบขนาดนั้น ไม่ค่อยเอ็นจอยกับมันแต่มันเป็นงานที่น้องถนัดและทำได้ดี... สรุปก็คือสามารถอยู่กับงานนั้นได้แหละ


ขอจบสตอรรี่แต่เพียงเท่านี้หลังจากที่ไม่ได้ลงบทความมานานนับเกือบครึ่งปี สู้ๆกันนะทุกคน (รวมถึงตัวเราเองด้วย) เราจะผ่านวิกฤตอิเชื้อบ้านี่ไปด้วยกัน ฮ่าๆ


**สตอรี่นี้เขียนจากมุมมองความคิดเห็นของคนๆหนึ่งเท่านั้น ยังไงถ้าไม่ตรงกับความคิดของใครก็อย่าถือสาเลยนะ


SHARE
Written in this book
Life ลน ฉบับ คนรองาน
ประสบการณ์ชีวิตของคนๆหนึ่งที่กำลังรองาน มันเป็นยังไงบ้าง ณ ช่วงเวลานั้น
Writer
LnY
UpToMe

Comments