5 วิธีฝึกเป็นคนคิดบวก
ถ้าชีวิตเราที่ผ่านมา เจอแต่เรื่องไม่ดี รับรู้เรื่องราวชีวิตคนอื่นก็ฟังมาแต่เรื่องไม่ดี คงต้องกลับมาทบทวนตัวเองแล้วล่ะว่า เราเผลอคิดลบไปหรือเปล่า และถ้าเราเริ่มรู้ตัวแล้วว่า เราเจอแต่เรื่องลบๆ เพราะเราคิดลบ ถ้าอย่างนั้น..ลองเปลี่ยนเป็นคนคิดบวกกันสักตั้ง ลองดูสิว่า ชีวิตมันจะเปลี่ยนไปจากเดิมได้มากแค่ไหน 

เรามี 5 วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยคุณพลิกจากคนคิดลบกลายเป็นคนคิดบวกได้เร็วขึ้น แล้วโลกของคุณจะเปลี่ยนจากหลังมือเป็นหน้ามือเลยทีเดียว

1. คิดบวกทันทีที่คิดลบ
มีสติรู้ตัวอยู่เสมอว่า ตัวเองกำลังคิดแบบไหนอยู่ ทันทีที่รู้ตัวว่าตัวเองคิดลบ ให้แทนที่ด้วยความคิดบวกทันที เหมือนกับว่า ในตัวเรามีคนคิดลบกับคนคิดบวกอยู่ในคนๆ เดียวกัน และลงท้ายความคิดบวกควรเอาชนะความคิดลบในใจให้ได้เสมอ

- พยายามทำความเข้าใจ กรณีที่เจอคนที่ทำให้เราไม่พอใจ เช่น เมื่อมีรถยนต์จอดเกะกะขวางทาง ความคิดแรกก็คิดว่า “ทำไมเขาจอดรถไม่มีมารยาทแบบนี้นะ ซื้อใบขับขี่มาหรืองัย” พอรู้ตัวปั๊บก็คิดบวกทันที คิดหาเหตุผลดีๆ เช่น ถ้าเราเป็นเขาคนนั้น เราคงไม่ตั้งใจ “เขาอาจจะรีบร้อนจนลืมจอดรถให้ดีๆ หรือเขาจำเป็นจะต้องจอดแบบนั้น เพื่อให้สะดวกกับคนแก่ คนป่วย หรือคนท้องที่นั่งรถมากับเขาก็ได้นะ”

- หาข้อดีให้เจอ กรณีที่เราอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ชอบ เช่น รถติด ความคิดแรกอาจคิดว่า “เอาอีกแล้ว ติดไฟแดงอีกแล้วหรือเนี่ย แล้วอย่างนี้เราจะไปทำงานสายมั้ยนะ” หาข้อดีจากเหตุการณ์นั้นให้เจอ แล้วคิดใหม่ “ก็ดีเหมือนกันนะ เหมือนไฟแดงจะเป็นสัญญาณเตือนให้เราขับรถอย่างใจเย็นขึ้น ถ้าไฟเขียวตลอดทาง เราคงเร่งความเร็ว อาจจะเกิดอุบัติเหตุก็ได้”

- ฝึกบ่อยๆ เดี๋ยวก็ชิน เมื่อเราฝึกหาข้อดี หรือหาเหตุผลดีๆ มาอธิบายสถานการณ์หรือผู้คนที่ทำให้เราไม่พอใจ นานๆ เข้า เราจะคิดบวกตั้งแต่แรกเลย และแม้บางครั้งเราจะเผลอคิดลบก็ตาม เราจะได้คำตอบที่แท้จริงจากเหตุการณ์เหล่านั้นเอง เช่น กรณีรอคิวนัดหมอที่คลินิก เราอาจจะคิดสงสัยว่า ทำไมคนนั้นมาทีหลังเรา จึงได้พบหมอก่อน แต่พอสังเกตไปสักพักก็จะได้คำตอบว่า เขานัดหมอก่อนหน้าเราแล้ว 

หรืออาจจะเจอเหตุการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกผิดกับความคิดลบที่มีในใจจนเข็ดที่จะคิดลบกับคนอื่นก็เป็นได้ เช่น คนๆ นั้นที่เราสงสัยว่าลัดคิวพบหมอ ปรากฏว่า อาการป่วยเขากำเริบ เป็นลม จนต้องเรียกรถฉุกเฉินมารับก็ได้ ถ้าเขารอคิวนานกว่านี้ อาจจะไม่ทันการก็ได้ เป็นต้น


2. คำขอบคุณพลิกวิธีคิด
- ขอบคุณในสิ่งที่คุณมี เราไม่สามารถคิดลบได้ในวินาทีที่เราคิดขอบคุณ เมื่อใดที่เรารู้สึกเหมือนไม่มีอะไรเหลือแล้วในชีวิต ลองขอบคุณทุกอย่างที่เรามี แต่เรามองข้ามไป เช่น ขอบคุณร่างกายของเราที่ทำให้เรายังมองเห็นสิ่งสวยงามได้ เลือกพูดในสิ่งที่ดีๆ ได้ เลือกทำในสิ่งที่เราอยากทำได้ ขอบคุณที่ยังมีข้าวให้ทานครบ 3 มื้อ ขอบคุณที่ได้เรียน ขอบคุณที่ยังมีงานให้ทำ ขอบคุณที่วันนี้ยังมีลมหายใจ เป็นต้น ลองเขียนออกมาให้ได้มากที่สุด แล้วคุณจะรู้ว่า ชีวิตคุณนั้นมีมากพอ

- ขอบคุณในสิ่งที่ได้รับ ไม่ว่าจะเป็นน้ำใจหรือของขวัญที่ใครให้มา อย่าลืมกล่าวคำขอบคุณเขาที่มอบสิ่งดีๆ ให้เรา หรือทำอะไรให้เรารู้สึกดี เช่น ขอบคุณที่ทำงานให้ ขอบคุณที่แบ่งขนมให้ทาน ขอบคุณที่ช่วยเหลือกัน เป็นต้น 

และนอกจากนั้นอย่าลืมขอบคุณโอกาสที่คุณได้รับด้วย เช่น ขอบคุณที่ได้มีโอกาสลงแข่งขันกีฬา ขอบคุณที่มอบหมายให้ทำงานที่ท้าทาย ขอบคุณอากาศดีๆ ในตอนเช้าๆ ทำให้วันนี้เรายิ่งสดใส เป็นต้น เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับโอกาสดีๆ ทุกวัน และไม่ใช่ทุกคนจะมองเห็นคุณค่าในโอกาสดีๆ เหล่านั้น ยิ่งเราขอบคุณ เราจะยิ่งมองเห็นโอกาสดีๆ

- ขอบคุณตัวเอง หลายคนมักจะลืมขอบคุณตัวเอง และกลับมองตัวเองในแง่ลบ จนขาดความมั่นใจในตัวเอง ลองเขียนขอบคุณตัวเองทุกๆ วัน เพื่อให้กำลังใจตัวเอง เช่น ขอบคุณที่วันนี้เราตั้งใจเรียน ขอบคุณที่วันนี้พูดคุยกับลูกค้าด้วยความใจเย็น ขอบคุณที่วันนี้เราขยันอ่านหนังสือเตรียมสอบได้ตามแผน เป็นต้น ยิ่งขอบคุณ เรายิ่งภูมิใจในตนเอง และทำให้เรามีกำลังใจดีๆ อยากจะทำสิ่งดีๆ เพิ่มขึ้น

- ขอบคุณที่ได้เรียนรู้ เมื่อเราฝึกขอบคุณบ่อยๆ เราจะสามารถขอบคุณในเรื่องไม่ดีที่ผ่านเข้ามาได้ ลองขอบคุณสิ่งที่คุณได้เรียนรู้ในทุกๆ วัน เพื่อทำให้เรามองประโยชน์มากกว่ามองว่าเราโชคร้าย เช่น ขอบคุณเพื่อนคนนั้นที่ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าความเอาใจใส่ทำให้เราคบกันได้นาน ขอบคุณหัวหน้าที่สอนให้เรารู้ว่าเราควรพัฒนาตัวเองให้ดีกว่านี้ ขอบคุณปัญหาที่ผ่านเข้ามาทำให้เรารู้ว่าเราเข้มแข็งแค่ไหน ขอบคุณที่ทำให้รู้ว่าเธอไม่ใช่คนที่ใช่สำหรับเรา เราจะได้เปิดใจไปเจอคนที่ใช่ได้เร็วๆ เป็นต้น 

ยิ่งขอบคุณ เราจะยอมรับกับสิ่งที่เจอ เคลียร์ใจให้ตัวเองจบเร็วขึ้น ไม่เสียเวลาคิดมากนานจนเกินไป และช่วยให้เรามองข้ามแล้วไปโฟกัสในสิ่งที่สำคัญได้อย่างรวดเร็ว

- เขียนขอบคุณยิ่งคิดบวกได้เร็ว แม้เราไม่กล้าบอกขอบคุณใคร อย่างน้อยเราก็ควรกล้าเขียนขอบคุณให้ตัวเองได้รับรู้ว่าเรามีชีวิตที่ดีขึ้นมากแค่ไหน ลองเขียนขอบคุณลงไปในไดอารี่ (Diary) เป็นวิธีฝึกคิดบวกที่ง่ายที่สุด และยังช่วยเป็นหลักฐานให้เราอย่างดีเลยว่า เราเป็นคนโชคดีกว่าที่เราคิด เพราะสิ่งต่างๆ ที่เกิดกับเราล้วนมีแต่ดีกับดี ไม่ใช่ว่าทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาจะเป็นตัวกำหนดว่าเราโชคดีหรือไม่ แต่ตัวกำหนดที่แท้จริงที่จะทำให้เรารู้สึกว่าเราโชคดีหรือเปล่านั้น อยู่ที่ความคิดของเราเอง ถ้าเราคิดบวก เราไม่ลืมขอบคุณ เราก็จะยิ่งได้รับสิ่งดีๆ เพิ่มขึ้นในทุกๆ วัน


3. หยุดซึมซับด้านลบ หันมาใช้ชีวิตบวกๆ
- หยุดรับสื่อด้านลบ เราไม่สามารถคิดบวกได้ดี ถ้าเรายังใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ลองหยุดเสพติดข่าวสารด้านลบ หยุดสนใจเรื่องลบของคนอื่น เลิกดูละครที่เน้นความดราม่า หรือเน้นความรุนแรง เพื่อไม่ให้จิตใต้สำนึกของเราซึมซับความคิดด้านลบมากจนเกินไป และยิ่งถ้าเราต้องเรียนหรือทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ เรายิ่งควรห่างไกลจากสื่อพวกนี้ เพื่อให้สมองของเราโล่งมากพอที่จะหาไอเดียใหม่ๆ เข้ามาได้ง่ายขึ้น

- เสพสื่อด้านบวก เพื่อเคลียร์ความคิด จิตใจที่หม่นหมองของเราให้สะอาด เราจะต้องแทนที่ด้วยความคิดดีๆ แต่บางทีความคิดดีๆ มันก็เกิดขึ้นได้ยาก เราจึงต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำให้เราเป็นคนคิดบวก เช่น อยู่ในที่ที่เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่รกรุงรัง ใจเราจะได้ไม่รกตาม อยู่ใกล้คนที่มองโลกในแง่ดี เราจะได้สังเกตวิธีคิดและได้ไอเดียดีๆ กลับมา ฟังสื่อที่ช่วยให้เราพัฒนาตนเองหรือสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อให้เรามีความคิดที่เป็นผู้ใหญ่ มีเหตุผล และมีทัศนคติแบบเติบโต พร้อมที่จะให้โอกาสตัวเองได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง


4. เล่นเหนือเส้น เลิกเล่นใต้เส้น
- เล่นเหนือเส้น การเล่นเหนือเส้นคือการรับผิดชอบชีวิตตัวเอง 100% เป็นกฎข้อแรกของความสำเร็จ ที่ Stephen R. Covey เขียนไว้ในหนังสือ Habit 1: Be Proactive การรับผิดชอบชีวิตตัวเอง 100% คือ การคิดอยู่เสมอว่าเราสามารถจัดการชีวิตตัวเองได้ ที่เรามีชีวิตแบบนี้ไม่ใช่ใคร เกิดจากการตัดสินใจเลือกของเราเอง เลือกที่จะเชื่อ เลือกที่จะใช้ชีวิต เราจึงต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเอง เมื่อมีปัญหาความท้าทายเกิดขึ้น เราจะกล้าเผชิญหน้าและพยายามหาทางออกจนเจอ 

และแม้ว่าจะเจอเรื่องไม่ดีกับใครที่ไม่ดี ก็จะกลับมาแก้ที่ตัวเองก่อนเสมอ เช่น กลับมามองตัวเองก่อนว่า เราวางตัวอย่างไร จึงทำให้เขาหลอกเรา หรือเราสื่อสารกับลูกค้าแบบไหน ที่ทำให้ลูกค้าไม่พอใจ เป็นต้น ซึ่งการเปลี่ยนตัวเองเป็นวิธีการที่ได้ผลดีและง่ายกว่าการคิดจะไปเปลี่ยนคนอื่น เพราะเมื่อเราเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนพฤติกรรม การแสดงออกของเราที่มีต่อคนอื่นก็เปลี่ยนไปเช่นกัน เช่น ถ้าเปลี่ยนท่าทีการพูดให้เกิดจากความตั้งใจดี น้ำเสียงและวิธีการพูดจาก็จะออกมาดีตามเจตนาของเรา

- หยุดเล่นใต้เส้น โค้ชสอง สอง ภาสกร ไวยวรรณะ ได้อธิบายในหนังสือ “เปลี่ยนนักฝันเป็นนักลงมือทำ” เกี่ยวกับการเล่นใต้เส้นไว้ว่า เป็นการคิดตรงกันข้ามกับการเล่นเหนือเส้น คิดว่าเราไม่สามารถจัดการชีวิตอะไรได้เลย คิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกกระทำ หรือโชคร้าย ซึ่งจะยิ่งทำให้เรารู้สึกควบคุมอะไรไม่ได้ แม้กระทั่งตัวเราเอง 

เราควรหยุดบ่นเพราะนั่นแสดงออกว่าเราไม่คิดจะหาทางแก้ไข เลิกโทษคนอื่นเพราะนั่นแสดงว่าเรากำลังปัดความรับผิดชอบให้พ้นตัวไป และเลิกหาข้ออ้าง สร้างเงื่อนไขที่จะไม่กล้าลงมือทำอะไร เพราะความคิดแบบนั้นจะเบรกให้เราไม่สามารถเป็นคนที่ดีและเก่งขึ้นกว่าเดิมได้เลย


5. ออกกำลังกาย ออกกำลังทางความคิด
- ออกกำลังกาย สังเกตความคิดของตัวเอง ในขณะที่เราออกกำลังกาย เราจะสามารถสังเกตตัวเองได้ชัดเจนที่สุด ว่าเราเป็นคนมีความคิดบวกหรือว่าคิดลบกับตัวเอง เพราะเมื่อเราออกกำลังไปนานๆ จนเลยขีดความสามารถเดิมที่เคยทำ เราจะมีความคิดบางอย่างที่ทำให้หยุดหรือไปต่อได้ 

เช่น เมื่อเราวิ่ง ถ้าเราคิดว่าวันนี้เราไม่ค่อยมีแรง วิ่งไม่ไหวแน่ๆ เราก็จะวิ่งได้น้อย หรือถ้าเราคิดจะเพิ่มจำนวนรอบการวิ่งหรือวิ่งไปให้ไกลกว่าเดิม แต่ใจเราบอกตัวเองว่า ไม่ไหวแล้ว ทำไม่ได้หรอก เราก็จะทำไม่ได้ตามที่คิด แต่เมื่อไหร่ที่เราให้กำลังใจตัวเอง ส่งความมั่นใจไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย แล้วบอกตัวเองว่า เราทำได้ อีกนิดเดียว ง่ายกว่าที่เราคิด เราก็จะสามารถวิ่งไปได้ไกลกว่าที่เราคิดเสียอีก

- เพิ่มขีดความสามารถของร่างกาย เพิ่มพลังใจที่แข็งแกร่ง ลองเพิ่มความท้าทายในการออกกำลังกายให้กับตัวเอง และฝึกให้กำลังใจตัวเองทุกครั้งในระหว่างที่ออกกำลังกาย จะทำให้เรามีจิตใจที่แข็งแกร่งขึ้น และจะช่วยให้เราไปรับมือกับความท้าทายในชีวิตจริงได้ดีขึ้นอีกด้วย 

เช่น เพิ่มรอบการวิ่ง แล้วท้าทายกับตัวเองว่า ถ้าวันนี้เราวิ่งได้มากขึ้น แล้วไปเจอคนรักของเรารออยู่ที่เส้นชัย เราก็จะมีแรงจูงใจและวิ่งด้วยความรู้สึกที่ดีมากขึ้น เมื่อเราทำได้เราก็จะภูมิใจในตัวเองมากขึ้น และยิ่งทำให้เราเชื่อมั่นในตัวเองมากพอที่จะทำอะไรที่ยากและท้าทายกว่าเดิมได้

การฝึกคิดบวกต้องทำอย่างสม่ำเสมอเหมือนกับการออกกำลังกาย ถ้าเราหยุดพักเมื่อไหร่ ความคิดลบก็กลับเข้ามาแทนที่ได้ทันที คนเราไม่ได้คิดลบไปซะหมด หรือคิดบวกไปซะหมดหรอกนะ แต่สำคัญที่ว่า เมื่อเราคิดลบแล้วเราจะกลับมาคิดบวกได้เร็วแค่ไหน เพราะมันดีต่อใจของเราเอง
 
ถึงเวลาแล้ว ที่เราควรจะกลับมาดูแลความคิดของตัวเอง เพราะเมื่อเราคิดบวกกับตัวเองได้แล้ว เราก็จะคิดบวกกับคนอื่น หรือสถานการณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้เช่นกัน ถ้าเราสามารถให้กำลังใจตัวเองได้ มองตัวเองในแง่ดีมากขึ้น โลกภายในใจของเราก็จะเปลี่ยนไป ความสุขเกิดขึ้นได้จากใจของเราเองนี่ล่ะ


อ้างอิง:
- https://consciouspanda.com/complete-guide-positive-thinking-techniques/
- https://www.istrong.co/single-post/be-responsible


Writer: takuma ^ ^
Cr: photo from app Canva
=========
คัดลอกบทความมาจาก www.cheer-up.lnwshop.com/article
สนใจอ่านบทความพร้อมภาพประกอบได้จากเว็บนั้นนะคะ
แต่จะทะยอยลงใน storylog เพื่อความสะดวกอีกทางหนึ่งค่า
SHARE
Written in this book
Start your new life by Diary
ไดอารี่ช่วยให้ชีวิตสุขสำเร็จได้อย่างไร ไปแลกัน!
Writer
takumacheerup
Writer
เป็นกำลังใจให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

Comments