โสกราตีส ... อโปโลเกีย
            ....."แต่ที่ข้าพเจ้าเตือนท่านไว้ก่อนนั้นเป็นเรื่องจริง อัน ท่านพึงสังวร กล่าวคือ มีความเกลียดชังข้าพเจ้ากันอย่างมากมายและ อย่างหนักหน่วง นี้แหละจะทําให้ข้าพเจ้าพ่ายแพ้ ถ้าข้าพเจ้าแพ้คดี ก็ไม่ใช่ เพราะเมเลตัส หรืออนิตัส หากเพราะความพยาบาทอาฆาตของคนส่วน ใหญ่ แรงริษยาเช่นนี้ได้สังหารคนดีมานักต่อนักแล้ว และข้าพเจ้าคิดว่าจะ ตามมาล้างผลาญข้าพเจ้าและคนอื่นๆ อีกเป็นอันมากด้วย ข้าพเจ้าไม่คิดว่าจะยุติเพียงแค่ข้าพเจ้านี้"....อโปโลเกีย
        อโปโลเกีย ... เป็นเรื่องของ โสกราตีสแก้คดีที่ เมเลตัส ฟ้องร้องต่อศาลกรุงเอเธนส์ ส่วนจะฟ้องร้องเรื่องอะไรนั้นท่านลองไปหาอ่านเรื่อง อโปโลเกีย เอาก็แล้วกัน แต่สิ่งที่ผมคิดอยู่อย่างหนึ่งคือ แม้นโสกราตีส นั้นจะกล่าวไว้สองพันกว่าปีผ่านมา (พ.ศ. 144) เกิดร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้า (พระโคตมพุทธเจ้า) คือเกิดหลังจากพุทธเจ้าปรินิพพานไปไม่นานนัก แต่คำกล่าวนั้นยังเป็นจริงมาจนบัดนี้ คือ เมื่อผู้หนึ่งมีความเห็นแย้งกับผู้นำของสังคมหรือองค์กร โดยผู้ขัดแย้งกับผู้นำนั้นเริ่มมีอำนาจหรือเริ่มเป็นที่สำคัญของสังคมหรือองค์กร ไม่ว่างทางใดก็ทางหนึ่ง ผู้นำสังคมนั้นจะต้องกำจัดผู้นั้นก่อนที่ผู้นั้นจะยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีกในสังคม กล่าวคือผู้ที่ขัดแย้งจะยิ่งใหญ่ไปกว่าผู้นำทางสังคมจึงทำให้ตนนั้นไม่ได้กลายเป็นผู้นำทางสังคมนั้นทางหนึ่ง อีกแง่หนึ่งคือผู้นำสังคมขณะนี้นั้นมีแนวคิดอย่างหนึ่ง (คือแนวคิดคนละอย่างกับคนที่ตนขัดแย้ง) หากความคิดตรงข้ามตนกำลังโดดเด่นขึ้นมานั้นผู้นำขณะนั้นจะยอมรับไม่ได้เลย อาจจะเพราะเห็นว่าไม่ดี นำพาชาติไปเสียหาย ไม่สามารถนำพาองค์กรไปได้ หรืออะไรก็แล้วแต่ สิ่งเหล่านั้นไม่ตรงกับความคิดตนจึงเป็นสิ่งไม่ดี (ในที่นี้ตั้งสมมุติฐานในเชิงตรรกวิทยาว่า สิ่งที่ผู้นำกำลังทำอยู่นั้นเป็นสิ่งดี ดังนั้นสิ่งที่ผู้นำขณะนี้ไม่เห็นด้วยนั้นย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ดี หรืออย่างน้อยๆ ก็ไม่ถึงกับไม่ดีและไม่ใช่ว่าจะดี) จึงเป็นไปได้ไม่ยากเย็นนักที่อีกฝ่ายหนึ่งต้องถูกกำจัดไปเสียก่อน ดังคำโสกราตีสกล่าวไว้ ...
ข้าพเจ้าคิดว่าจะตามมาล้างผลาญข้าพเจ้าและคนอื่นๆ อีกเป็นอันมากด้วย ข้าพเจ้าไม่คิดว่าจะยุติเพียงแค่ข้าพเจ้านี้        ประโยคนี้ยังเป็นจริงถึงปัจจุบันนี้ ... ไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย 
SHARE

Comments