“ฝน” จะตกนานแค่ไหน? (How long will the rain last?)
          มองออกไปข้างนอกประตูห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล บรรยากาศเย็น ๆ เป็นเค้าลางว่า “ฝน” กำลังจะตก... มันคงจะตลกมาก ถ้าเหตุการณ์นี้เป็นฉากในซีรีย์เรื่อง “รักฉุดใจนายฉุกเฉิน” และมีใครซักคนนั่งอยู่หลังจอมอนิเตอร์แล้วพูดออกมาว่า “คัท!! เยี่ยมมากครับทุกคน ทำได้ดีมาก” ผมคงถอนหายใจยาว ๆ แล้วบอกกับตัวเองว่า “จบซักที...” พอดึงสติกลับมาได้ ขาข้างขวาของผมเริ่มชา จนความเพ้อฝันเมื่อซักครู่ เริ่มทำให้หวาดหวั่น กับอากาศเย็น ๆ ในห้องนั้น ผสานพลังกับสายฝน ที่ค่อย ๆ กระหน่ำเทลงมาเหมือน INTRO เปิดเรื่องในหนังสยองขวัญซักเรื่องหนึ่ง... แต่สิ่งที่สยองขวัญที่แท้จริง ก็คือ อนาคตที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเอายังไงต่อไปตังหาก...
“ฝนตก...”
          หลายครั้งที่ “ฝน” มักเป็นสัญลักษณ์ แทนช่วงเวลาที่เราต้องทุกข์ทน หรือต่อสู้กับเหตุการณ์อะไรบางอย่าง และท้ายที่สุด เมื่อวันที่ฝนนั้นซาไป เราจะได้เห็นท้องฟ้าอันสดใส ที่รอเราอยู่ในวันข้างหน้า ดั่งที่เพลง “ฤดูที่แตกต่าง” ของพี่บอย โกสิยพงษ์ ได้บอกเราเอาไว้ หรือ ทุกเพลงที่เกี่ยวข้องกับฝน ก็จะมีลักษณะและความหมายคล้ายคลึงกันว่า “อดทนไว้นะ ซักวันหนึ่ง เราก็จะได้พบกับวันข้างหน้าที่สดใส” แต่สิ่งที่อยู่ในเพลง กลับไม่ได้บอกว่าเราต้อง “รอ” หรือ “อดทน” นานแค่ไหนกัน?
“ฝนจะตก.. นานแค่ไหน?”
          ผมประสบอุบัติเหตุ ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บรุนแรงที่บริเวณ “หัวเข่าด้านขวา” ซึ่งทำให้ผมไม่สามารถ เดินได้อย่างปกติ และยังไม่แน่ใจว่าจะกลับมาเป็นปกติได้เหมือนเดิมอีกหรือป่าว… ความกังวลมากมายได้เพิ่มขึ้น ตีคู่มาพร้อมกับคำถามต่าง ๆ ว่า “จะเอายังไงต่อไปดี? จะใช้ชีวิตยังไง? จะทำงานยังไง? จะเป็นภาระของใคร? ค่ารักษาที่แพงจนหามาจ่ายไม่ไหว…“ ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บปวด มันคือ “มรสุม” ที่เกิดขึ้นโดยที่เราไม่คาดคิดและวางแผนจะรับมือกับมันมาก่อน...

“อุบัติเหตุ” ก็เหมือนพายุลูกใหญ่ที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว
และมันพร้อมที่จะทำลายความหวังต่าง ๆ ของคุณ จนคุณคิดว่าไม่มีทางหนีจากมันพ้น..


1 เดือน จากเหตุการณ์ในวันนั้น ผมสูญสิ้นทุกอย่าง “ความมั่นใจในการใช้ชีวิต หน้าที่การงาน และ สภาพคล่องทางการเงิน เวลาที่จะได้ทำสิ่งต่าง ๆ ก็หมดไปกับการรักษาตัวเอง” นอนอยู่ในห้องอย่างไร้จุดหมาย ได้แต่มองออกไปนอกหน้าต่าง ที่เห็นสายฝนกำลังตกอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างประเดประดังเข้ามา คิดอะไรไม่ออก... ได้แต่โทษตัวเองว่า “ทำไมถึงใช้ชีวิตประมาทแบบนี้? ถ้าไม่รีบลาออกจากงานก็คงยังพอมีเงินอยู่บ้าง? ทำไมไม่ซื้อประกันอุบัติเหตุเอาไว้?”

เรามักคิดเสมอ ว่าเราเป็น “คนพิเศษ”...

หลังจากเกิดเรื่องนี้ ผมคิดเสมอว่าผมต้องเป็นคนที่พิเศษกว่าคนอื่น ๆ คิดว่าตัวเราเอง มีอะไรที่พิเศษกว่าคนอื่น และทุกคนต้องให้ความสำคัญกับเรามากขึ้น เราเสียเปรียบกว่าคนอื่นนะ เราก็ต้องได้รับการปฏิบัติที่มากกว่าสิ คิดเข้าข้างตัวเองว่า ทุกคนต้องเห็นใจเราสิ! ทุกคนต้องสงสารเราสิ! ทุกคนต้องปฏิบัติต่อเราอย่างเห็นใจมากขึ้น! แค่คิดก็รู้สึกว่าตัวเรานั้นพิเศษขึ้นมาทันที ว่าแล้วผมก็ใช้อาการบาดเจ็บของตัวเองเป็น “ข้ออ้าง” ที่จะเรียกร้องอะไรบางอย่างจากคนอื่น... แต่มันก็ไม่ใช่...
“การผลักภาระความรับผิดชอบ หรือโทษสิ่งต่าง ๆ ว่าเป็นต้นเหตุของความสูญเสีย
เป็นระบบป้องกันตัวเองของมนุษย์ เพื่อปลอบประโลมว่าเราไม่ใช่เหตุผลที่แย่ที่สุดของเรื่องนั้น” 

          “ฝน” อยู่กับผมในทุกช่วงจริง ๆ จนพาลคิดไม่ได้ว่ามันเป็น “Sound ประกอบ” ที่พยายามจะบิ้วให้ชีวิตดำดิ่งและจมไปกับมัน รู้สึกโศกเศร้าไปกับบรรยากาศ และสภาพชีวิตที่กำลังประสบอยู่ ผมนอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนที่นอน ด้วยความกังวลอยู่ในหัวเต็มไปหมด วันทั้งวันหมดไปกับการเล่นมือถือ ไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไร เพราะที่ผ่านมาผมได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า “เอาน่าซักวันมันจะดีขึ้น... เราซวยมากเลยที่เป็นแบบนี้... ทำไมเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้นกับเราด้วย...” ยิ่งเมื่อเพื่อนที่อยู่ในตัวเมือง (บ้านผมอยู่แถว ๆ ชานเมือง) ชวนไปปาร์ตี้ แบบที่เมื่อก่อนผมไม่เคยปฎิเสธ ผมก็จะอ้างไปแทนว่า “ฝนตกหว่ะ คงไปไม่ได้”

“เห้ย! แต่ที่นี้ ฝนไม่ตกนะเว้ย...!?”

พอได้เห็นแบบนี้มันก็ยิ่งทำให้ผมหงุดหงิด ยิ่งมาจากคำพูดของคนที่ไม่ต้องมาทุกข์ทรมานกับอะไรแล้ว ยิ่งน่าโมโหเข้าไปอีก “ขนาดฝน ที่เราควบคุมไม่ได้ มันยังเลือกตกใส่เรา ทั้งที่คนอื่นก็มีตั้งเยอะแยะมากมาย ทำไมไม่ไปตกใส่มันบ้าง ขนาดฝนยังตกไม่ทั่วฟ้า โลกเราแม่งไม่มีความยุติธรรม อะไรเลย!” พอลองมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง ฝนก็เบาลงไปเยอะ ใจก็อยากไปปาร์ตี้กับเพื่อน ๆ นะ เพราะห่างเหินมานานตั้งแต่บาดเจ็บ แต่ก็ดันฟอร์มเยอะไปละ... เอาวะ! ในเมื่อเที่ยวไม่ได้ ก็กินอยู่ที่บ้านละกัน จิบซักนิดซักหน่อยถือว่าคลายเครียดให้กับชีวิต... ว่าแล้วก็หยิบไม้พยุงฯ เดินไปเซเว่นฯที่อยู่ใกล้บ้าน ฝ่าปรอยฝนที่ตกกระทบเล็กน้อย จัดการหยิบเครื่องดื่มและพร้อมสำหรับการปลอบใจตัวเองแบบจัดเต็ม... 
“ฝนตก อีกครั้ง...”
          เจอแบบนี้เข้าไป ถ้าผมเป็น “กาสะลอง” ก็คงจะนอนร้องไห้ ตีโพยตีพายว่า “แม่งเอ่ย! มึงจะเอาอะไรกับกูนักหนาวะ ชีวิตจะไม่ให้เจออะไรดี ๆ เลยหรือไง!?” แค่ปกติ เวลาเราเดินกลับบ้านตอนฝนตก ก็ลำบากมากแล้ว ไม่ต้องคิดว่าจะเดินฝ่าสายฝนพร้อมไม้พยุงฯ และ ขวดเครื่องดื่มอีก 3 ขวด ด้วยความเร็วที่เต่าไปนอนพักแล้วกลับมาวิ่งก็ทิ้งห่างแบบไม่เห็นฝุ่น แต่ชีวิตจริงเราก็ทำได้เพียงนั่งอยู่ที่เซเว่นฯ แล้วได้แต่รอว่า เมื่อไรฝนจะหยุดตก เผลอ ๆ อาจจะตกทั้งคืนก็ได้ ซึ่งเราก็ได้แต่ ภาวนา ให้มันหยุดตกเท่านั้น...
“ไม่มีใครรู้หรอก ว่า ฝนจะหยุด เมื่อไร?
มีแค่เราที่จะตัดสินใจว่า จะหยุดรอ หรือ จะฝ่ามันไป ...”

ผมนั่งอยู่ในเซเว่นฯ หลายชั่วโมง นั่งเล่นโทรศัพท์ไป มองผู้คนผ่านไปผ่านมา ก็ดันนึกถึงลุงที่ปั่นจักรยานเมื่อประมาณต้นชั่วโมง ที่แวะมาเก็บขวดในถังขยะหน้าเซเว่นฯ ในขณะที่ผมนั่งรออย่างใจจดใจจ่อว่าเมื่อไรฝนจะหยุด เพราะผมอยากกลับบ้านไปเปิดขวดย้อมใจตัวเองซักที พร้อมกับคำถามมากมายที่เกิดขึ้นจากความว่าง...

ทำไมเขาถึงไม่รอให้ฝนหยุดก่อน?
เขารู้อยู่แล้วว่าต้องเปียกแต่ทำไมลุงเขาถึงออกมา ไม่กลัวป่วยเหรอ?
ตอนนี้ลุงเขาจะไปถึงไหนละนะ คงกลับถึงบ้านแล้วนอนพักผ่อนละมั้ง?
หรือว่าแถวบ้านลุงเขาฝนไม่ตก?


ผมชะงักไปซักครู่ และมองภาพของตัวเองที่สะท้อนในกระจก... ก่อนจะได้ยินเสียงจากจินใต้สำนึกของตัวเองว่า มึงรออะไร?

เออ.. กูรออะไรอยู่วะ? 
รอให้ดีขึ้นอีกนิดเพื่อจะได้หาวิธีไปหาหมอ? 
รอให้หายดีก่อนค่อยหางานใหม่ทำ?
รอให้อารมณ์ดีขึ้นก่อนค่อยทำในสิ่งที่อยากทำ?
รอ... รอ... รออะไร!?
รอตัวมึงเองไง!!!


คุณเคยจินตนาการถึงภาพที่ดีที่สุดของคุณรึป่าว ตัวตนในอุดมคติที่คุณอยากจะเป็น ความฝัน ความสำเร็จ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่คุณเคยวาดฝันเอาไว้ แต่มันถูกขัดขวางด้วยคำว่า “เอาไว้ก่อน รอให้...” แค่นั้นเอง สิ่งบาง ๆ ที่ขวางกั้นผมมีแค่นั้นเอง ไม่ใช่เรื่องที่ว่า ผมเจ็บเข่าแล้วไม่ยอมทำอะไรเพียงเพราะผมฝันว่า “ซักวันมันจะดีขึ้น..” โดยที่ไม่พยายามทำอะไรมันเลย... ฝนยังตกอยู่ แต่ตอนนี้ผมมีเสื้อกันฝน และพร้อมจะตากฝนแล้ว ผมไม่กลัวที่จะเปียกเพราะอย่างน้อยผมรู้ว่า ผมกำลังเดินไปข้างหน้า แม้ไม่ว่าอะไรรออยู่ แต่สุดท้ายปลายทาง ผมรู้ว่าผมต้องการอะไร...
“ฝนยังคงตก... แต่ไม่ใช่ทุกวัน... และไม่ใช่ทุกที่...”

          5 เดือนแล้วหลังจาก storylog อันล่าสุดที่ผมเขียนเอาไว้... เวลาช่างผ่านไปรวดเร็ว เมื่อผมเริ่มขยับออกมาจากห้วงของภวังค์ “ช่วงเวลาที่ไม่ต้องการยาวนานที่สุด”... มันเป็น 5 เดือนที่ยากลำบากและหนักหนา ในการแบกทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ แต่อย่างว่า เมื่อคุณต้องการจะแก้ไขมัน มันจะค่อย ๆ ปลดล็อคทุกอย่าง เหมือนการเล่นเกมส์ Puzzle ที่คุณต้องค่อย ๆ แก้ปริศนาไปทีละอัน ชีวิตทุกคนเองก็เช่นกัน ถึงแม้ว่าผมจะยังไม่กลับมาเป็นปกติ แม้ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ Dark ที่สุดของชีวิต แต่ถ้ามองย้อนกลับไป มันดีขึ้นจากวันที่ผมเอาแต่โทษว่า “ฝน” ทำให้เราต้องหยุด “รอ” แทนที่เราจะ “ฝ่า” มันออกมา...

          ผมเชื่อว่าอีกหลายคนก็คงจะกำลังอยู่ในช่วง “ฝนตก” อยู่เหมือนกัน และเราก็กำลังเดินบนถนนสายเดียวกันอยู่ ถนนที่เรียกว่า “หนทางของชีวิต” ที่ไม่รู้จะสิ้นสุดที่ตรงไหน ถ้าคุณเห็นชายคนหนึ่ง ใส่เสื้อกันฝนสีเขียว เดินขากระเผลกอยู่ละก็ อย่าลืมโบกมือทักทายกันด้วยนะ...
"If you want to see the rainbow, You have to deal with the rain"
"หากคุณปรารถนาจะได้เห็นสายรุ้ง คุณต้องฝ่าพายุฝนเสียก่อน"
 
SHARE
Writer
iamrams
Rabbit on the MOON
การเขียน คือ การสำรวจความรู้สึก และ จารึกมัน

Comments

Sixthpluto
5 days ago
เขียนดีมากๆเลย ช่วงนี้ฝนก็มาตกในชีวิตเราเหมือนกัน ขอให้ฝนของคุณหยุดลงไวๆนะคะ
Reply
iamrams
5 days ago
ขอบคุณครับ ขอให้โชคดีนะ เราจะสู้ไปพร้อมกัน 🙆🙋