finally admitted
อยากเป็น counselor แต่กลัวการไปหา counselor ซะเอง มันยังไง

ประโยคที่อาจารย์ที่ปรึกษาพูดกับเพื่อนคนหนึ่งแทงใจฉันสุดๆ

ฉันกลัวเหรอ

ก็ไม่นะ 

(defense พุ่งปรี๊ด เขียนจบแล้วเพิ่งเห็นว่าตัวเองกลัว แต่ปฏิเสธมัน)

แล้วทำไมฉันถึงไม่ไปหาทางเยียวยารักษาตัวเองสักที ทั้งที่รู้ว่าปัญหาหลายอย่าง ฉันอยู่กับมันอย่างสงบไม่ได้ แบกไว้ในใจมาเป็นสิบกว่าปี

และยังคงเศร้าเสียใจทุกครั้งที่นึกถึง ปล่อยให้มันกัดกร่อนจิตใจ สูบพลังงานชีวิตเราให้หายไปครั้งละมากๆ

แต่ฉันก็ไม่ไปเข้ารับการบำบัดรักษา ทั้งที่รู้ว่ามันมีประโยชน์

ฉันพบนักจิตวิทยาการปรึกษาอย่างจริงจังครั้งสุดท้าย ก็ราวๆ สามปีก่อน

อย่าแปลกใจเลยถ้าคนจะไม่ค่อยกล้าเดินเข้ามาขอความช่วยเหลือจากนักจิตง่ายๆ เพราะขนาดตัวฉันเอง ผู้ที่กำลังเรียนในด้านนี้ ยังใช้เวลาตั้งนานกว่าจะตัดสินใจนัดหมายเข้ารับบริการอย่างจริงจัง

เหตุผลที่ตอนแรกไม่นัด counselor เสียที มาจากว่า

1. ไม่กล้าเข้ารับบริการของมหาวิทยาลัย เพราะกลัวคนอื่นจะเป็นห่วงถ้ารู้ว่าเรามีปัญหา

mindset นี้แย่มาก แม้แต่ฉันเองยังตีความเลยว่าคนที่ไปพบนักจิต จะต้องเป็นคนที่มีปัญหาหนักเท่านั้น และฉันอาจจะรับไม่ได้ที่จะมองว่าตัวเองกำลังอ่อนแอและต้องการความช่วยเหลือ ปกติฉันจะแสดงออกแต่ความร่าเริงเมื่ออยู่กับเพื่อนในชั้นเรียน ฉันไม่ยอมร้องไห้ให้ใครเห็น และไม่ชอบให้ใครมาเป็นห่วง ถ้ารับบริการของมหาลัย เพื่อนๆ ที่ฝึกงานที่นี่ก็จะรู้ว่าฉันกำลังมีปัญหา

2. อยากลองแก้ปัญหาด้วยตัวเองให้เต็มที่ก่อน

‘กลัวว่าตัวเองจะรู้สึกไม่รับผิดชอบ ถ้าฝากความหวังไว้ที่ counselor’ อันนี้ก็เป็น mindset ที่แย่เหมือนกัน เพราะในฐานะคนเรียนด้านนี้ เราก็รู้ว่า counselor ที่มีจรรยาบรรณไม่มีทางเลี้ยงไข้เราแน่นอน ก็แค่เจอกันช่วงนึงเพื่อให้เราเติบโตขึ้น และยืนหยัดด้วยตัวเองได้ ก่อนจะจากลากันไป

3. งบประมาณ

อาจเพราะราคาของมันค่อนข้างสูง ฉันจึงไม่อยากผิดหวังถ้าจ่ายเงินไปคุยกับนักจิตเอง เพราะไม่มีอะไรรับประกันว่าเราจะโอเคกับนักจิตคนนั้น เห็นรีวิวที่ไม่ดี บางทีก็เลยไม่กล้าไป แต่ในทางปฏิบัติ ถ้ามีงบพอ มันก็ควรลองที่อื่นต่อไป ถ้าที่แรกไม่เวิร์ก

4. คิดว่าตัวเองยังไหว

เพราะทุกครั้งที่มีปัญหา ก็จะมานั่งเขียนบันทึก เขียนสะท้อนกับตัวเอง หรือหาอะไรทำให้ความรู้สึกแย่ๆ มันหายไป หรือลองพูดคุยกับคนรอบตัว ซึ่งก็เป็นที่ปรึกษาที่ดีมากๆ พอมันรู้สึกดีขึ้น ก็คิดว่าไม่ต้องไปหา counselor แล้วก็ได้ กลัวว่าเรื่องมันจะเล็กเกินไป ไม่คุ้มค่าเงินที่จ่าย

5. ไม่รู้จะไปหา counselor ที่ไหน

การเรียนด้านนี้ทำให้เรารู้จักศูนย์ที่ให้บริการมากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน การรู้จัก counselor มากมายในฐานะรุ่นพี่หรืออาจารย์ ก็เป็นการปิดโอกาสที่จะเข้ารับบริการ เพราะปกติแล้วนักจิตกับผู้รับบริการไม่ควรรู้จักกันมาก่อน หรือมีสถานะอื่นทับซ้อน

6. ขาดความเห็นใจตัวเอง

อันนี้ก็แย่อีก คือฉันมองว่าปัญหาเรามันงี่เง่า ไร้สาระจังเลย ขนาดตัวเองยังไม่อยากจะพูดออกมา ก็กลัวว่าจะถูกตัดสินจากคนฟัง นั่นก็แสดงว่าฉันเองก็ไม่ได้ไว้ใจเพื่อนร่วมวิชาชีพเท่าไร กลัวว่าจะไม่ถูก ‘รับฟังอย่างไม่ตัดสิน’ เพราะฉันชิงตัดสินตัวเองไปก่อนแล้วด้วยแหละ มันเลยต้องทนทุกข์ทรมานกับเรื่องเดิมๆ แบบนี้มานานแสนนาน


หมดแล้วมั้ง เหตุผลที่ฉันไม่ได้ไปสะสางปมอันยุ่งเหยิงของตัวเองสักที

พอถึงเวลาที่ตัดสินใจได้แล้ว ฉันก็นัดมันทั้งนักจิตวิทยาการปรึกษา นักจิตวิทยาคลินิกเลย กะจะลองมันทุกทาง เผื่อทางนึงไม่เวิร์ก ก็ยังมีทางเลือกสำรอง

จุดที่ทำให้ไม่รอต่อไป ก็คงเพราะอาการมันชัดเจนจริงๆ แล้วแหละ ว่าเราแบกรับความทุกข์นี้ต่อไปไม่ไหว

ฉันยังทำงานได้ ผู้รับบริการยังพอใจกับการได้มาคุยกับฉัน ฉันมั่นใจว่าได้ให้บริการเต็มความสามารถและเป็นพื้นที่ให้คนตรงหน้าเติบโตได้ แต่ฉันรู้ตัวว่าประสิทธิภาพตัวเองลดลง เช่น สมาธิ หรือแรงที่จะต้านทาน เมื่อผู้รับบริการเรียกร้องขอคำแนะนำ หรือความคิดเห็นที่ฉันไม่จำเป็นต้องให้

เพราะฉันนอนไม่หลับบ้าง นอนไม่อิ่มบ้าง จัดการตารางเวลาชีวิตไม่ได้เลย เริ่มรู้สึกหมดไฟ เพราะเหนื่อยเกินไป ไม่มีแรงลุกมาจัดการทำงานต่างๆ ส่ง จากที่ไม่เคยเก็บเรื่องเคสไปคิดมาก ก็เริ่มฝันถึงเคส ตอนนี้เลยยกเลิกเคสของวันพรุ่งนี้ไปแล้ว

อาการตอนนี้มันแย่จนรู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาง่ายๆ และบ่อยครั้ง เหมือนเจอทางตัน ความรู้สึกแย่ๆ ถาโถมเข้าใส่ ไม่อยากจะทำอะไรเลย ทุกสิ่งดูไร้ความหมาย ไร้ความสำคัญ รู้สึกเหนื่อยเกินกว่าจะคาดหวังอะไรกับตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองน่าสงสาร

อันที่จริงฉันขาดเรียนวิชานึงติดกันสามครั้ง ก็ไม่เอะใจตัวเอง ว่าก่อนนี้เราไม่เคยเป็นขนาดนี้ ฉันคิดว่าตัวเองแค่เหนื่อยกาย และเป็นหวัดเพราะฝุ่น pm 2.5 และการทำงานเจ็ดวันต่อสัปดาห์ติดกันมาหลายสัปดาห์ ฉันไม่ตระหนักว่าปัญหาทางใจก็มีส่วนสำคัญ

มาเล่าแค่นี้ก่อนละกัน ถ้าไปพบนักจิตแล้วยังไงจะมาแบ่งปันประสบการณ์อีกทีนะ











SHARE
Writer
Shallot
บันทึกบำบัด
บันทึกประสบการณ์และเขียนสะท้อนตัวเองเพื่อเยียวยาจิตใจ

Comments