สารแห่ง Bella Ciao ... !
ลัทธิสังคมนิยม โด่งดังและเติบโตมาตั้งแต่ช่วงปลายของการปฏิรูปอุตสาหกรรมครั้งที่1 และ แตกออกเป็นสาขาต่างๆ ในกลุ่มที่เรียกว่าฝ่ายซ้าย ไม่ว่าจะเป็น คอมมิวนิสต์(ซึ่งก็แบ่งย่อยไปอีก)สังคมนิยมประชาธิปไตย(หรือSocial Democracy)อนาธิปไตย เสรีนิยม และ อื่นๆ แต่จุดมุ่งหมาย เริ่มแรก คือ การสร้างความยุติธรรมให้แก่ผู้คน และ ประชาชน ซึ่งเป็นหลักการของประชาธิปไตย ที่ว่า โดยประชาชน และ เพื่อประชาชน แต่สิ่งที่เป็นประชาธิปไตยในปัจจุบัน ถูกคุกคามด้วยอุดมการณ์ที่เอื้อผลประโยชน์ของกลุ่มอภิสิทธิชน กลุ่มคน อย่าง เสรีนิยมใหม่ กลุ่มอนุรักษ์นิยมหัวรุนแรง ชาตินิยมหัวรุนแรง และ แม้แต่พวกฝ่ายซ้ายหัวรุนแรงด้วยกัน ก็กลายเป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตยโลก และ สังคมนิยมที่แท้จริง และเป็นเหตุผลที่เราอาจกำลังจะพูดถึงปรากฎการณ์ครั้งใหญ่ในอนาคตอันไกลต่อจากนี้ในการจัดการปัญหาเหล่านี้

นักสังคมนิยม ทุกคน มักจะได้ยินชื่อ โนม โชมสกี้ ชายที่เรียกได้ว่า คือ นักสังคมนิยมต้นแบบ ซึ่งเป็นไอดอลของผม เนื่องจากเขากับ ผม ต่างก็มีจุดร่วมทางอุดมการณ์ และ จุดเริ่มต้นของความรู้ของตนเองเหมือนกัน (คือ ภาษาศาสตร์) สังคมนิยม ชื่อก็บอกว่า สังคมนิยม หรือ Socialist มันไม่สามารถเป็นเผด็จการโดยกลุ่มคนกลุ่มใด และ เพื่อตอบโต้ความล้มเหลวประชาธิปไตยครึ่งใบ ที่อาศัยเสียงส่วนใหญ่ในการสร้างอำนาจเผด็จการ นักสังคมนิยมรุ่นใหม่ๆ เลยตีความสังคมนิยมใหม่ว่า เป็นการสร้างประโยชน์เพื่อคนทุกคน เพื่อคนทุกชนชั้น นักสังคมนิยมรุ่นใหม่ และ แม้แต่ โนม โชมสกี้ ต่างก็ทราบกันดีว่า ชีวิตเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงระบบทุนนิยม ได้อีกต่อไป จึงเป็นสังคมนิยมที่จะต้องเข้ามาจัดการปัญหานี้ เหมือนที่ เดวิด เอ็ม สมิคค์ เสนอ Main Street Capitalism ทฤษฎีทุนนิยมที่แปลเป็นภาษาไทยว่า “ทุนนิยมภาคประชาชน”

ช่วงต้นศตวรรษที่21 ภายหลังความล้มเหลวของการจัดระเบียบสังคมโลกที่เรียกว่า New World Order ระเบียบโลกใหม่ หรือ NWO ของมหาอำนาจโลก ระบอบทุนนิยมที่ล้มเหลวในการจัดการทรัพยากร ความล้มเหลวทางการเมืองที่เป็นเหมือนหุ่นของเสรีนิยมใหม่ การเติบโตของแนวคิดขวาจัด ไม่ว่าจะเป็น เนโอ-นาซี ชาตินิยม ศาสนานิยม เป็นต้น การตกต่ำของความเท่าเทียมและทัดเทียมจากความก้าวหน้าของวิทยาการ และ การกระจายวิทยาการที่ไม่เป็นธรรม ทำให้ผมตระหนักได้ว่า นักสังคมนิยม และ ผู้รักประชาธิปไตยทุกภาคส่วนจำเป็นต้องรีบพบปะ และ พูดคุยในการหารือเรื่อง อนาคตต่อไปของโลก เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ มิเช่นนั้น คุณภาพประชากรของโลกจะยิ่งตกต่ำลง เราได้เห็นว่า ผู้นำโลกสมัยใหม่ เริ่มตักตวงเอาผลประโยชน์และทรัพยากรไป โดยปราศจากการหันดูประชาชน อย่าง เรเชป ไตยิป เอรโดกัน , วลาดีมีร ปูติน ,โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นต้น ปัญหาคาราคาซัง จากศตวรรษที่แล้ว ทำให้นักอนาธิปไตยทาง-สายกลาง นักสังคมนิยม นักเศรษฐศาสตร์ และ นักประชาธิปไตย จำเป็นต้องมาถกอีกครั้ง แม้ว่าจะมีปัญหาภายในมากมายเกี่ยวเรื่องจิปาถะ แต่ทว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับพลโลกในปัจจุบัน ทำให้เราต้องรีบหาแนวทางที่จะทำให้ประชาชน มีความหวัง ที่จะมีการปฏิวัติโลก ซึ่งได้เคยมีการคิดเรื่องนี้กันมาแล้วว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่4 อาจส่งผลให้โลก จำเป็นต้องมีการปฏิวัติโลก หรือ Global Revolution ที่อาจต้องรื้อทั้งระบบของโลก ปรับโครงสร้างทางอำนาจของการปกครอง เศรษฐกิจทรัพยากร การจัดการปัญหาเรื่องสภาวะโลกร้อน แนวทางแก้ไขและอัปเดทคุณภาพชีวิตประชาชน

เราทราบกันอย่างดีในหมู่นักวิชาการ โนม โชมสกี้ว่า การปฏิวัติโลกมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนมากๆ นั้นคือ Better world โลกที่ดีกว่าเดิม ดังนั้น กรอบนโยบายในการปฏิบัติการณ์นี้จึงถูกตีกรอบไว้ชัดเจนแล้ว ด้วยคำของมัน แต่เป้าหมายของนักอนาธิปไตย กับ นักสังคมนิยม ยังเป็นที่ถกเถียงในหมู่นักประชาธิปไตยว่า การปฏิวัติโลกจะเป็นเช่นใด เพราะเนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังมีข้อที่ขัดกันมาก แม้จะร่วมอยู่ในหนทางเดียวกัน ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาโดยตลอด จุดหลักที่แตกต่างระหว่างสังคมนิยมกับอนาธิปไตยคือ เรื่องของรัฐ สถานภาพของรัฐ ที่อนาธิปไตยมองว่าไม่ควรให้-ค่า หรือ ให้ความสำคัญกับคำว่ารัฐ พูดง่ายๆก็คือ จะไม่มีรัฐ การเป็นสังคมจะเกิดขึ้นด้วยการยอมรับสมัครใจของสมาชิก ปราศจากการบังคับจากใครก็ตาม พวกอนาธิปไตยมองว่า สถานะของรัฐอาจดึงระบบเผด็จการกลับมาจนได้ เหมือนดังระบอบคอมมิวนิสต์ที่ท้ายสุดแล้ว ตัวระบบของมันก็กลายเป็นเผด็จการ เมื่ออำนาจถูกผูกขาดไว้ที่ พรรคคอมมิวนิสต์ หรือ องค์กรกลาง ที่กลายเป็นอภิสิทธิชนไปโดยพฤตินัย ดังนั้น จากมุมมองของนักอนาธิปไตย รัฐ ก็คือ รูปแบบโครงสร้าง ที่เป็นฐานของการบ่อเกิดของระบบเผด็จการ แต่สำหรับนักสังคมนิยมหลายๆคนไม่ได้คิดเช่นนั้น พวกเขาคิดว่า โครงสร้างของประเทศ และ ชนชั้น ไม่สามารถหายไปได้ ในกรณีเรื่องชนชั้นทุกคนต่างยอมรับว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะขจัดมัน แต่จะทำให้ยังไงให้เกิดความเท่าเทียม ความทัดเทียม และ ความยุติธรรมแก่ชนชั้น

ประเด็นแรกของการปฏิวัติโลก ซึ่งผมมีจุดมองว่า ประเด็นนี้จะทำให้เรื่องนี้ประสบความสำเร็จ คือ เรื่องการศึกษา , การปฏิวัติ จะไม่เกิดขึ้นถ้าคนปราศจากการศึกษา เพราะการศึกษาทำให้คนคิด เมื่อคิด ก็จะรู้ นั้นคือ กระบวนการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการปฏิวัติ และ การปฏิวัติต้องอาศัยการศึกษา ในการสร้างปัญญาชน ที่จะเป็นคลื่นลูกแรกของมวลชนในการเรียกร้องการปฏิวัติโลก , การศึกษา ในที่นี้ ผมไม่ได้จำกัดมัน เฉพาะในระบบการศึกษาของสถาบันการศึกษา แต่รวมถึงการศึกษาโดยประสบการณ์ การศึกษาโดยตัวเอง และ รูปแบบอื่นๆที่นำมาซึ่งความรู้ ความเข้าใจ ในการดำเนินการณ์ขับเคลื่อนสังคมไปสู่จุดหมาย Better World ที่วางไว้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด ของการปฏิวัติโลกคือผลลัพท์ และ ในจุดเริ่มแรกของการปฏิวัติโลก อย่างการศึกษา ก็มีผลลัพท์ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนมากๆ นั้นคือ การสร้างคน สร้างความรู้ ซึ่งในที่นี้ เราไม่นับแผ่นกระดาษที่เรียกว่าปริญญา นักอนาธิปไตยและนักสังคมนิยม บางคนมองว่า ปริญญาเป็นส่วนหนึ่งของการหลงในความเหนือกว่าผู้อื่น ซึ่งนั้นนำมาซึ่งแนวทางของการเริ่มต้นของระบบและการเป็นเผด็จการ

ในหนทางของการปฏิวัติโลก สันติภาพ เป็นหนทางที่เราต้องทำ และ เส้นทางนี้เป็นเส้นทางเดียว ที่จะความเสียหายน้อยที่สุด แน่นอนว่า เราหลีกเลี่ยงที่จะไม่คิดถึงการปฏิวัติโลกไม่ได้ แต่คำถามคือ เราจะทำอย่างไรให้การปฏิวิติโลก ประสบความสำเร็จในการไม่เผชิญกับความพินาศ เหมือนดัง แผน ระเบียบโลกใหม่ ที่ทำให้เกิดสงครามอิรัก สงครามอัฟกัน สงครามในเยเมน สงครามกลางเมืองซีเรีย การบุกครองปานามาของสหรัฐ แน่นอนว่าเหตุการณ์บุกครองปานามา ได้สอนให้เรารู้ว่า แม้แต่ ระเบียบโลกใหม่ ก็ยังมีผู้ต่อต้าน ดังนั้น การปฏิวัติโลกก็ย่อมมีการต่อต้านอย่างแน่นอน แต่นั้นแหละ คำถาม จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดความรุนแรง และ การใช้กำลัง นั้นคือ คำถามของนโยบายในการดำเนินการณ์ของ การปฏิวัติโลก

สันติภาพ การเคารพหลักสิทธิมนุษยชน จึงเป็นหลักพื้นฐานของการปฏิวัติโลกอันยั่งยืน ที่เชื่อมั่นว่า มนุษย์ทุกคนสามารถดำรงหลักการดังกล่าวได้ หากไม่เบียดเบียนใคร ดำรงอยู่ในสังคม โดยปราศจากการกดขี่ ข่มเหง รังแกผู้อื่น แต่การต่อสู้ด้วยสันติอย่างการรณรงค์อย่างเดียว มิอาจทำให้การปฏิวัติจะเกิดขึ้นได้ ดังนั้น การดื้อแพ่งจึงเป็นกระบวนการหนึงสำหรับ การใช้เป็นเครื่องมือในการปฏิวัติและเรียกร้องสิทธิต่างๆ ในเมื่อ รัฐบาลทั่วโลกมิอาจจะสามารถจัดการได้แล้ว พวกเขาก็สมควรที่จะถอยให้กับการปฏิวัติและภาคประชาชน เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในระบอบประชาธิปไตยโดยตรงแทนที่ระบบผู้แทนราษฎรที่ล้มเหลว แต่แน่นอนว่า กลุ่มทุนที่สนับสนุนแนวคิดระเบียบโลกใหม่ที่ล้มเหลว ของพวกเสรีนิยมใหม่ จะไม่มีวันยอมให้การปฏิวัตินี้เกิดขึ้น ดังนั้นเราไม่อาจหลีกหนีความรุนแรงได้ แต่ไม่ได้แปลว่า นักปฏิวัติจะต้องใช้ความรุนแรง สิ่งเดียวที่มีค่ามากที่สุดในการต่อสู้ของ การปฏิวัติคือ อหิงสา การต่อสู้อย่างสงบ เช่น การดื้อแพ่งที่กล่าวไปข้างต้น นั้นคือหนทางของการต่อสู้ เพื่อการปฏิวัติโลก

มุมมองของผม ต่อการปฏิวัติโลก เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะมันจะเป็นสัญลักษณ์ของเหตุการณ์การพลิกผันของมนุษยชาติ รวมถึงในมุมมองของผม ที่จะวางแผนการปฏฺิวัติโลกเป็นแผนการสำรองในการดำเนินนโยบาย โลกสมัยใหม่ หรือ โมเดิร์น และ โลกยุคหลังสมัยใหม่ หรือ โพสต์-โมเดิร์น ดังนั้นแล้ว การปฏิวัติโลกมีความสำคัญอย่างมากที่จะสร้างหนทางที่ดีกว่าเดิมในการสร้างโลกที่ดีกว่าเดิม และ ขจัดแนวคิดและแนวทางอันเป็นปรปักษ์ของประชาชน และ ประชาธิปไตย เพื่อธำรงไว้ซึ่งผลประโยชน์ของคนทุกๆคนในการจะสร้างโลกในฝันให้เป็นจริง การปฏิวัติโลก จะเป็นสิ่งที่จะทำให้ลูกหลานของเรา สามารถมีอนาคตและความสุขได้ ในคุณภาพชีวิตที่ดี การปฏิวัติโลก ไม่ใช่ตัวแทนของอุดมการณ์และศาสนาใดๆ นอกจากประชาธิปไตยและประชาชน นั้นเอง และ นั้นคือมุมมองของผม ต่อการปฏิวัติโลก

การปฏิวัติโลก จะเป็นปรากฎการณ์สำคัญ เมื่อผู้คน และ ประชาชนให้ความสำคัญ และ ในสายตานักประชาธิปไตย พวกเขาก็รู้สึกเบื่อหน่ายกับการปฏิรูปผ่านระเบียบโลกใหม่หรือN.W.Oที่ล้มเหลวสิ้นเชิงในการสร้างสังคมที่ดีกว่าเดิม จึงเป็นเหตุที่ทำให้หลายๆคนเชื่อว่า การปฏิวัติโลกในอนาคต อาจจะจำเป็นต้องเกิดขึ้น เพื่อขจัดปัญหาคาราคาซัง และ ท้ายที่สุด นักสังคมนิยมอย่างผมก็หวังว่า เราจะเห็นโลกที่เราวาดฝันเอาไว้ และ อารยธรรมมนุษย์จะพร้อมมุ่งสู่อวกาศ และ ดำรงอยู่ใน Sol System ในฐานะเผ่าพันธุ์หนึงที่สามารถดำรงอยู่ได้

SHARE

Comments