7 ผลกระทบจากการคิดลบเป็นนิสัย
มันเป็นเรื่องธรรมดานะ ที่เราจะคิดลบบ้าง แต่มันจะผิดธรรมชาติมากไป ถ้าเราคิดลบมากจนกระทั่งเป็นนิสัยติดตัวเรา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็มองโลกในแง่ร้าย เจออะไรก็มองแต่ด้านลบ จับผิดคิดร้ายกับคนอื่น คิดแต่ว่าตัวเองโชคร้าย และก็มองว่าตัวเองไม่น่ารักเอาซะเลย จนสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ เครียดง่ายกับทุกสิ่ง เสียใจ ร้องไห้บ่อยกับทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามา แม้จะมีเรื่องดีๆ ผ่านเข้ามา ก็ยังไม่พอใจอยู่ดี

การคิดลบคือการมีอคติในใจ ตั้งแง่มากไป บ่นหรือพูดแต่เรื่องที่ไม่ดีมากไป ถ้าเราทำแบบนี้บ่อยๆ ชีวิตเราจะเป็นอย่างไร มันจะมีผลกระทบเรามากแค่ไหน ลองดู 7 ผลกระทบจากการคิดลบเป็นนิสัย อาจทำให้คุณเปลี่ยนใจ อยากฝึกคิดบวกในทันที

1. ผลกระทบกับสุขภาพ ร่างกายเจ็บป่วยบ่อย
เวลาที่เราคิดด้านลบมากๆ ทำให้เราเครียดสะสมง่าย ปวดหัว ปวดไหล่บ่อย เหมือนแบกเรื่องทุกข์ไว้ในใจตลอดเวลา ปวดเอว ปวดหลัง เพราะนั่งทำงานตึงเครียดมากไป ร่างกายเกร็ง กล้ามเนื้อไม่ได้ผ่อนคลาย พอเครียดบ่อยเข้า ก็จะนอนหลับยาก เพราะคิดกังวลกับเรื่องต่างๆ จนทำให้นอนน้อย ร่างกายขาดภูมิต้านทาน เป็นหวัดง่าย พอเป็นบ่อยๆ เข้า ก็จะรู้สึกว่า ตัวเองอ่อนแอ

ความคิดลบไม่ได้ทำร้ายสุขภาพเพียงแค่อาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ยังมีผลต่อโรคอื่นๆ ที่เขากำลังฮิตกัน เพราะความคิดลบเป็นสาเหตุของความเครียด และความเครียดเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง และโรคมะเร็งอีกด้วย 

มีรายงานจากทีมวิจัยด้านภูมิคุ้มกันวิทยาประยุกต์ นำโดย Edna Maria Vissoci Reiche จากมหาวิทยาลัย Estadual de Londrina (UEL) ประเทศบาซิล พบว่า คนที่มองโลกในแง่ร้ายมีแนวโน้มของการเพิ่มระดับฮอร์โมนความเครียด การตอบสนองต่อภูมิคุ้มกันลดลง และระดับของโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นอีกด้วย 


2. ผลกระทบกับสุขภาพจิต ชีวิตมีแต่ทุกข์
คิดลบบ่อยๆ เราจะเศร้าซึมง่าย อาจเพราะมีปัญหาเกิดขึ้น ทำให้รู้สึกทุกข์ และเมื่อจัดการความทุกข์ในใจไม่ได้ ก็จะร้องไห้ระบายออกมา ถ้าร้องไห้นานๆ ทีนั้นก็เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าสัปดาห์หนึ่งเราร้องไห้บ่อยมากจนเกินไป อาจเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าได้ หรือบางคนที่คิดลบบ่อยๆ อาจจะมีลักษณะตรงกันข้าม เช่น หงุดหงิด โมโหง่าย อารมณ์ขึ้นลงไม่แน่นอน สุขภาพใจที่ไม่มั่นคง อารมณ์ที่อ่อนไหวง่าย เพราะความคิดลบ ทำให้ไม่อยากทำอะไร ไม่อยากพบปะผู้คน

การคิดมากก่อให้เกิดความคิดในเชิงลบมากขึ้น เพราะการนึกถึงแต่เรื่องเลวร้ายอย่างต่อเนื่อง มีผลให้มองสิ่งรอบตัวในแง่ร้ายไปด้วย และการคิดมากส่งผลให้เกิดโรคซึมเศร้า ส่วนคนที่เป็นโรคนี้อยู่แล้ว ก็จะยิ่งหายได้ยากขึ้น 

นอกจากนี้ความคิดลบยังก่อให้เกิดความเครียดสะสม ความวิตกกังวลทั้งปัญหาครอบครัว ปัญหาการเงิน การขาดความมั่นใจในตัวเอง หรือมีปมในอดีต ทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อการเป็นโรคแพนิค (โรคตื่นตระหนก) อีกด้วย ซึ่งทั้งโรคซึมเศร้าและโรคแพนิค ล้วนมีสาเหตุเกิดจากสารเคมีในสมองขาดความสมดุล ซึ่งสารเคมีเหล่านั้นถูกกระตุ้นจากความเครียดที่สะสมมากเกินไป จึงควรดูแลสุขภาพจิตใจของเราให้ผ่อนคลายจากความเครียด และห่างไกลจากความคิดลบ


3. ผลกระทบต่อตัวเอง Self-Esteem ต่ำ
ความภาคภูมิใจในตนเอง (Self-Esteem) คือ ความรู้สึกที่บุคคลมีต่อตนเองในทางที่ดี มีความเคารพและยอมรับตนเองว่ามีความสำคัญ มีความสามารถและใช้ความสามารถที่มีอยู่กระทำสิ่งต่างๆ ให้ประสบความสำเร็จได้ตามเป้าหมาย ยอมรับนับถือตนเอง มีความเชื่อมั่นในตนเอง เคารพในตนและผู้อื่น และมีชีวิตอยู่อย่างมีเป้าหมาย

คนที่คิดลบบ่อยๆ เข้า จะคิดลบแม้กระทั่งตัวเอง มองว่าตัวเองไม่มีคุณค่า ไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น ใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ ไม่อยากทำอะไร ไม่มีแรงบันดาลใจพอที่จะทำความฝันหรือมีเป้าหมายในชีวิต คิดว่าตัวเองไม่เก่ง ใครๆ ก็ไม่รัก จึงไม่รักตัวเอง ซึ่งทั้งหมดนี้ ทำให้กลายเป็นคนที่มีความภาคภูมิในตนเองต่ำ ขาดความมั่นใจในตนเอง


4. ผลกระทบต่อคนรอบข้าง คิดร้ายต่อผู้อื่น
เมื่อเราไม่รักตัวเอง มองโลกในแง่ลบ เราก็จะไม่ไว้คนอื่นง่ายๆ ตัดสินคนอื่นว่าไม่ดี ไม่คิดว่าคนอื่นจะมีโอกาสเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้ ถ้าเราคิดลบและคบกับเพื่อนที่คิดลบ เราก็จะพูดคุยกันแต่เรื่องลบ เรื่องที่สนทนาก็จะกลายเป็นการจับผิดคนอื่น พูดบ่อยเข้าจนชินคิดว่าเป็นเรื่องปกติ แล้วก็กลายเป็นการนินทาและใส่ร้ายคนอื่นโดยไม่รู้ตัว

นอกจากความคิดลบที่คอยคิดร้ายต่อผู้อื่นแล้ว ยังทำให้ผู้อื่นรู้สึกแย่ตามไปด้วย หากเรามีเรื่องไม่สบายใจ มีปัญหา แต่ไม่คิดจะหาทางแก้ไข พูดแต่ปัญหาของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า คอยแต่โทษคนอื่นที่ทำให้เรามีชีวิตแบบนี้ ทำให้คนฟังรู้สึกทุกข์ตามไปด้วย การระบายความทุกข์จึงเท่ากับให้ทุกข์กับคนฟังไปด้วย


5. ผลกระทบกับเรื่องเรียนหรือเรื่องงาน ไม่พอใจกับสิ่งที่ทำ
เมื่อเราคิดลบเป็นนิสัย ทุกอย่างรอบตัวเราก็เป็นลบไปซะหมด เราคิดว่า สิ่งที่เราเรียนมันยากเกินความสามารถเรา ถ้าเกรดตก ก็คิดว่าเรียนไม่จบแน่ๆ ไม่มีทางที่จะมีผลการเรียนที่ดีได้ มีอคติกับผู้สอน คิดว่าอาจารย์สอนยาก หรือลำเอียง จังทำให้เราได้คะแนนไม่ดี หรือแม้จะได้เกรดดีๆ ก็ไม่ได้ภูมิใจในตัวเองแต่อย่างใด ไม่พอใจ สงสัยว่าทำไมไม่ดีกว่านี้

ถ้าได้ทำงาน เมื่อเจอปัญหา หรือมีเพื่อนร่วมงานไม่ดี ก็จะเหมารวมว่า งานที่ทำนั้นไม่ดี ไม่พอใจในงานที่ทำ ยอมรับและปรับตัวไม่ได้กับสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน พองานเยอะก็บ่น พองานยากก็ท้อ ยิ่งงานยุ่งยิ่งจัดการอะไรไม่ได้เลย ความคิดลบที่มีมากๆ ทำให้เราไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทาย คิดว่าตัวเองไม่สามารถจัดการปัญหาได้


6. ผลกระทบกับเรื่องเงิน เก็บเงินไม่อยู่
เมื่อเราคิดลบกับเรื่องเงิน เช่น คิดว่าเงินทำให้คนเป็นหนี้ คิดว่าคนรวยเป็นคนไม่ดี เราก็จะไม่อยากเป็นคนรวย และเมื่อเราไม่อยากรวย เวลาที่เราได้เงินมามากๆ เราก็จะหาทางจ่ายมันออกไป ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย เพราะจิตใต้สำนึกรับรู้ว่า เงินเป็นสิ่งไม่ดี หรือในทางตรงกันข้ามหากมีความเชื่อที่ว่า คนเราจะได้รับการยอมรับได้จะต้องมีเงินมีอำนาจ จึงพยายามทำให้ตัวเองดูแพงอยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้คนอื่นดูถูก ซึ่งจริงๆ แล้ว การยอมรับตัวเองให้ได้ก่อน คนอื่นจึงจะยอมรับเราเอง

ถ้าเรามีปัญหาเรื่องเงิน แล้วเราคิดลบ เราก็จะคิดว่า ไม่มีทางที่เราจะกลับมามีเงินใช้พอเพียง ถ้าเป็นหนี้ก็คิดว่า คงเป็นหนี้ไปอีกนาน จึงไม่พยายามหาทางออกอื่นๆ เพื่อจัดการปัญหาเรื่องเงิน ไม่ทำบัญชี เพราะไม่คิดว่าจะมีผลดีอะไร แถมยังเสียเวลา


7. ผลกระทบกับชีวิตครอบครัว ความรัก ความสัมพันธ์ไม่มั่นคง
ถ้าเราเป็นคนที่คิดลบมากๆ ถึงกับไม่มั่นใจในตัวเอง ถ้าเรามีความรัก เราก็มักจะหึงหว เพราะไม่มั่นใจในความรักที่มีให้กัน หรือถ้าเรามีอคติต่อความรัก ไม่ชอบคนเจ้าชู้ ชีวิตก็จะเจอแต่คนเจ้าชู้ผ่านเข้ามาให้เราได้บทเรียนว่า เราควรจะโฟกัสคนดีๆ แบบที่เราต้องการ

ถ้ารักกันแล้วต้องเลิกกัน หรือเจอคนที่ไม่ใช่ การคิดลบจนเป็นนิสัย ทำให้เรามัวแต่โทษคนอื่น จนลืมดูไปว่า เราเองหรือเปล่าที่ไม่มีสเปค จึงลืมสแกนให้ดีว่าเขาใช่คนที่ควรจะรักหรือไม่ หรือนอกจากเขาจะเป็นคนไม่ดีแล้ว เราเองมีส่วนไหนที่ควรปรับปรุงบ้าง เพื่อให้รักครั้งใหม่มันดีกว่าเดิม ถ้าเรายังไม่ได้เรียนรู้อะไรจากความรัก ไม่เชื่อในความรักที่แท้จริง ก็ยากที่จะเจอความรักที่แท้จริง


เราอาจจะไม่รู้ว่า การคิดลบจนเป็นนิสัยทำให้เราได้รับผลกระทบมากมายถึงเพียงนี้ แต่มันไม่สำคัญเท่า..ตอนนี้เราต้องการจะเป็นคนที่คิดลบหรือคิดบวกจนเป็นนิสัย เพราะคนเราสามารถเปลี่ยนแปลงกันได้ นิสัยของเราต่างๆ ที่ยังอยู่ในทางลบ เมื่อเราคิดบวก จะสามารถพลิกจนกลายเป็นนิสัยด้านดี และกลายเป็นจุดแข็งในที่สุด 

เช่น นิสัยที่ชอบคิดมาก ถ้าพัฒนาความคิดให้เป็นในด้านบวก ก็จะฟุ้งซ่านน้อยลง สามารถใช้ทักษะในความเป็นคนช่างคิด ไปใช้ในการทำงานคิดวิเคราะห์ คิดเป็นระบบได้ เป็นต้น จะดีกว่าไหม หากเราพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นจากเดิม ด้วยการเริ่มต้นที่การคิดบวก

มีวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เราคิดบวกได้ง่ายขึ้น คือ การฝึกเขียนขอบคุณจนเป็นนิสัย ถ้าเราขอบคุณ เราจะไม่สามารถคิดลบได้ในตอนนั้น และหากเราเขียนทุกวัน จะช่วยเน้นย้ำและมีหลักฐานให้เราเห็นชัดเจนว่าชีวิตของเราไม่ได้มีแต่โชคร้ายเสมอไป 

ลองเขียนขอบคุณลงไปในไดอารี่ (Diary) ทุกๆ คืน หรือเขียนตอนเช้าหลังตื่นนอน จะช่วยให้เราเคลียร์ความคิดที่ติดค้างในใจให้เป็นบวกได้ และเมื่อเราฝึกคิดบวกบ่อยๆ เข้า จะทำให้เราสามารถรับมือกับปัญหาต่างๆ ได้ดีขึ้น เพราะถ้าเรายังคิดลบ เมื่อเจอปัญหาเราก็จะเบรกตัวเอง และครุ่นคิดนานจนเกินไป แทนที่จะลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อหาทางแก้ไข และเมื่อเราคิดบวก เราจะเชื่อมั่นในตนเองว่าจะสามารถจัดการกับปัญหานั้นได้ และมองว่าปัญหามีทางออกเสมอ

คนเราสามารถเปลี่ยนแปลงกันได้ ความคิดของเราก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน เมื่อเราคิดบวกได้เมื่อไหร่ เราจะรับรู้เลยว่า โลกภายในใจเราเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม มีชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งๆ ที่ก็เจอปัญหาเช่นเดิม แต่สามารถจัดการได้ดีขึ้น มาลองเริ่มต้นฝึกคิดบวกทุกวัน เพื่อเปิดรับโอกาสดีๆ ที่มีเข้ามาทุกวัน


อ้างอิง
- https://thedoctorweighsin.com/do-optimists-live-longer/
- www.pobpad.com/คิดมาก-กังวลเกินไป-ทำยัง
- https://www.dmh.go.th/news-dmh/view.asp?id=28497
- http://dspace.spu.ac.th/bitstream/123456789/1041/1/ความภาคภูมิใจในตนเอง.doc


Writer: takuma ^ ^
Cr: photo from app Canva
=========
คัดลอกบทความมาจาก www.cheer-up.lnwshop.com/article
สนใจอ่านบทความพร้อมภาพประกอบได้จากเว็บนั้นนะคะ
แต่จะทะยอยลงใน storylog เพื่อความสะดวกอีกทางหนึ่งค่า
========= 
SHARE
Written in this book
Start your new life by Diary
ไดอารี่ช่วยให้ชีวิตสุขสำเร็จได้อย่างไร ไปแลกัน!
Writer
takumacheerup
Writer
เป็นกำลังใจให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

Comments