แค่นี้ผมก็มีความสุขมากแล้ว
"เพราะรักไม่ใช่การครอบครอง แค่นี้ผมก็มีความสุขมากแล้ว"

ประโยคข้างต้นเป็นประโยคที่มีผลต่อหัวใจของภูมิ ชายหนุ่มวัยกลางคนเอาเสียจริง
เขาใช้ปากกาหมึกสีเขียวอ่อน ละเมียดบรรจงลงบนกระดาษแผ่นโตพอควร พร้อมกับขีดเขียนอะไรสักอย่างไว้ล่างข้อความ แลดูคล้ายๆ ภาพผู้หญิงคนหนึ่ง ถ้าเดาไม่ผิดภาพนี้น่าจะเชื่อมโยงกับประโยคนั้นแน่ๆ และแล้วกระดาษแผ่นนี้ถูกภูมินำขึ้นไปแปะติดกับฝาผนัง ซึ่งองศาไม่ห่างสายตา จากโต๊ะทำงานตัวเก่งในห้องนอนของเขา

ขณะนี้เป็นเวลาเหยียบเข้าตีหนึ่งแล้ว หากในยามปกติ นี่เป็นเวลาที่คนทั่วไปควรจะทิ้งตัวลงบนเตียงนุ่มๆ ล่องลอยอยู่ในความฝันกันไปไหนต่อไหนแล้ว

ตัดภาพมายังภูมิ ที่กำลังนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์คู่ใจ เขาส่งงานทางอีเมลเสร็จ เลื่อนฟีดเฟซบุ๊กเช็คข่าวสารตามปกติ
ทันใดนั้นเกิดอาการชะงักกับสเตตัสของใครบางคน โพสต์ข้อความประหนึ่งน้อยใจคนรักแล้วกำลังจะเดินทางไปไหนสักแห่ง
"เออ! ใช่สิ ฉันมันสำคัญน้อยกว่าอยู่แล้วหนิ ไม่ต้องมงต้องมีมันแล้วแฟนอ่ะ ไปคนเดียวก็ได้โว้ย เวียดนามแค่นี้เอง โถ่ว!!!"

เจ้าของสเตตัสนี้คือใครกัน ถึงทำให้ภูมิถึงกับชะงักเหมือนโดนสาดด้วยน้ำแข็งทั้งกะละมังเช่นนี้

"ฝ้าย ทะเลาะกับแฟน!! กำลังจะเดินทางไปเวียดนาม เฮ้ย ฝ้ายจะไปคนเดียวไม่ได้นะ ไม่ได้ ยังไงก็ไม่ได้ เธอเป็นผู้หญิงนะฝ้าย เอาไงดีวะๆๆๆ"
ภูมิกำลังบ่นพึมพำกับตัวเอง ลุกขึ้นเดินไปเดินมาภายในห้องนอนของเขา ด้วยอาการลุกลี้ลุกลนคิ้วขมวด เพื่อหาวิธีการอะไรบางอย่างเกี่ยวกับหญิงสาวชื่อฝ้าย

ภูมิรู้จักฝ้ายผ่านเฟซบุ๊ก เขารู้สึกถูกชะตากับเธอตั้งแต่แรกเห็นรูปในโปรไฟล์ ฝ้ายเป็นผู้หญิงมีเสน่ห์คนนึงที่ใครเห็นต่างจะต้องหยุดมองเธอ และหนึ่งในนั้นคือภูมิ หลังจากเข้าไปส่องเฟซบุ๊กฝ้าย เขาไม่รีรอกดเพิ่มเพื่อนแบบไม่ต้องคิดอะไรเลย และภูมิก็ได้ทำความรู้จักฝ้ายจากการเข้าไปส่องเธอเป็นประจำ ถึงแม้เขารู้ว่าเธอมีแฟนอยู่แล้ว ก็ไม่ได้ทำให้เขาชอบเธอน้อยลง

ณ ตอนนี้ ภูมิอยากรู้ว่าฝ้ายจะเดินทางไปเวียดนามวัน เวลาใด จึงค้นหาในคอมเม้นต์ที่เพื่อนๆ ของเธอต่างถามตอบกัน ทำให้รู้ว่าฝ้ายจะเดินทางหกโมงเช้าในวันพรุ่งนี้

"....เอาว่ะ เป็นไงเป็นกัน"
ภูมิสูดหายใจเข้าไปในปอดเฮือกใหญ่ ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยลมออกมาทางปากจู๋ของเขา เขาตัดสินใจกดจองตั๋วเครื่องบิน กรุงเทพ-โฮจิมินห์ เป็นอันเรียบร้อย หลังจากนั้นจึงโทรไปหาเพื่อนเพื่อเคลียร์วันลางานจนลงตัว

"แปะๆ ตรูทำอะไรลงไปวะเนี่ย!!!" เสียงฝ่ามือทั้งสองข้างกระทบกับศีรษะอย่างจัง หลังจากกดจองตั๋วและลางาน เขานิ่งคิดชั่วครู่ แล้วพูดเข้าข้างตัวเองเพื่อกลบเกลื่อนความใจปลาซิวของตน....
"เอาเหอะไอ้หมาภูมิ คิดซะว่าเอ็งไปดูแลเขาละกัน ถ้าไม่มีเอ็งไปด้วยเนี่ย เขาอาจจะได้รับอันตรายก็เป็นได้น้าาา คิดอะไรมากมายว่ะ ไปๆๆๆ จัดเป๋าๆๆ ..."

เช้าวันรุ่งขึ้น
ภูมิเดินทางมาสนามบินก่อนเวลากว่าหนึ่งชั่วโมง ท่าทางเขากำลังยืนกวาดสายตาสอดส่องหาฝ้าย หญิงสาวผู้ทำให้เจ้าภูมิต้องกดจองตั๋วเครื่องบินตามมา แต่ยังไม่เห็นวี่แววเธอ ทำให้เขาร้อนรนจนนั่งไม่ติดกับที่ พร้อมกับพึมพำ
"ฝ้ายนะฝ้าย ทำไมยังไม่มาอีกล่ะเนี่ย"

เวลาผ่านไปสักพัก ฝ้ายมาถึงสนามบิน ต่างคนต่างเช็คอินเพื่อไปนั่งรอในเกท ภูมิประกบหลังฝ้ายอย่างห่างๆ ทุกฝีก้าว
เอาจริงๆ ถ้าภูมิทำตัวปกติก็ไม่ได้ต่างอะไรกัน เพราะฝ้ายก็ไม่ได้รู้จักภูมิอยู่แล้ว มีแต่เจ้าภูมินี่สิที่รู้จักฝ้ายอยู่ฝ่ายเดียว เผลอๆ รู้จักฝ้ายมากกว่าแฟนเจ้าตัวเสียอีก

07:50 น.
เครื่องแลนดิ้งยังประเทศเวียดนาม
ภูมิยังคงคอนเซ็ปต์เดิม คือการติดตามเพื่อดูแลฝ้ายอย่างห่างๆ ทุกฝีก้าว แต่แผนใหม่ผุดเข้ามาในหัวเขา นั่นคือ
"หรือเราลองทำทีบังเอิญเจอ ลองทักทายด้วยภาษาไทย แล้วยื่นข้อเสนอประมาณว่าต่างคนต่างมาคนเดียว ไปเที่ยวด้วยกันจะดีกว่าไหม? ง่อวววว ฉลาดจริงๆ เลยไอ้หมาภูมิเอ้ย"

เจ้าภูมิหรือจะกล้า...
ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไปภูมิใจปลาซิวคนเดิมคนนั้นได้ส่งกลับประเทศไทยไปแล้ว ตอนนี้ภูมิพญาเสือโคร่งผู้กล้าหาญได้ถือกำเนิดแล้ว

ภูมิทำทีเดินไปใกล้หญิงสาว แผนการจึงเริ่มขึ้น...
"ส..ส..สวัสดีครับ พอดีผมเห็นคุณลงไฟลท์เดียวกับผม โทษนะครับ คุณเป็นคนไทยใช่ไหมครับ"
เอาแล้วๆๆๆ แผนการของพญาเสือโคร่งดำเนินต้นเรื่องได้เฉียบเสียจริง แต่เสียงแอบสั่นคลอนเล็กน้อย

"ใช่ค่ะ ฉันเป็นคนไทย" ฝ้ายตอบกลับมาด้วยอาการงงๆ
"ผมภูมินะครับ เอ่อออคุณ...."
"ฝ้ายค่ะ"
"อ๋อครับคุณฝ้าย ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ"
อาการของภูมิเป็นอย่างไร คงไม่ต้องบรรยายให้มากความ เอาเป็นว่าเขายืนแข็งทื่อหลังจากได้ยินเสียงฝ้ายตัวเป็นๆ อยู่ตรงหน้า ถึงแม้ต่อหน้าจะทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม

"เอ่อ... ไม่ทราบว่าคุณฝ้ายมาคนเดียวหลอครับ"
แผนการกำลังดำเนินต่อ
"ค่ะ" อาการของฝ้ายช่างต่างกับภูมิเหลือเกิน
"โอ้ ดีจังเลยครับ ผมก็มาคนเดียวเหมือนกัน เที่ยวคนเดียวคงเหงาน่าดูเลย คุณฝ้ายว่าไหมครับ?"
"ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ แต่คงต้องลอง จะได้รู้ว่าเที่ยวคนเดียวมันจะเลวร้ายขนาดไหนเชียว"
คำตอบของฝ้ายเหมือนแฝงความแค้นจากใครบางคนเอาไว้

ภูมิเจอคำตอบนี้ ถึงกับต้องหยุดแผนการในหัวทันที ในที่สุดไอ้หมาภูมิใจปลาซิวคนนั้นกลับมาอีกครั้ง
"ขอตัวก่อนนะคะ" ฝ้ายจากไปแบบไม่มีเยื่อใยอยากร่วมทางกับภูมิแต่อย่างใด

ภูมิเดินคอตกออกมาขึ้นรถที่มารอรับไปเที่ยวกับโปรแกรมแรกในวันนี้

เช้าวันที่ 2 ในเมืองโฮจิมินห์
ภูมิทราบมาว่าฝ้ายกำลังจะเดินทางไปเมืองดาลัด ซึ่งเป็นเมืองนึงที่เขาปักหมุดไว้ตั้งแต่อยู่ไทยเช่นกัน เขาจึงจองโปรแกรมเดียวกันกับฝ้าย และทำทีบังเอิญเจอกันอีกครั้ง
"อ้าว คุณฝ้าย มาเมืองนี้เหมือนกันหรอครับ บังเอิญจังเลยครับ"
"อ้อ คุณนั่นเอง คุณ..."
"ภูมิครับ ผมชื่อภูมิ" ไอ้ภูมิเอ้ย แค่นี้ฝ้ายก็จำชื่อแกไม่ได้ซะแล้ว เสียงในใจมันฟ้อง

ภูมิเห็นใบหน้าของฝ้ายไม่สู้ดี เธอเหม่อมองดูวิวทิวทัศน์ตรงหน้าสักพักใหญ่ อารมณ์ประหนึ่งกำลังคิดถึงใครบางคน ภูมิเลยตัดสินใจเดินเข้าไปหา
"คุณฝ้าย คุณฝ้าย คุณฝ้ายครับ โอเคไหมครับ?"
"คะ... อ้อ โอเคค่ะ"
"ผมเห็นคุณยืนเหม่ออยู่ตรงนี้สักพักใหญ่แล้ว ผมขอโทษที่เสียมารยาทนะครับ"
"คุณฝ้ายครับ ถ้าการเที่ยวคนเดียวมันไม่สนุก พรุ่งนี้เราขึ้นเหนือไปเที่ยวซาปากันไหม? ผมเห็นรีวิวแล้วน่าสนุกดี"

"เอางั้นหรอคะ ลองดูก็ได้ค่ะ เผื่อมันจะสนุกตามที่คุณบอกจริงๆ"
OMG พระเจ้าช่วย นายภูมิพญาเสือโคร่งดีใจจนออกนอกหน้า จนทำให้ฝ้ายหลุดขำออกมา
"เวลาคุณหัวเราะ ก็น่ารักดีเหมือนกันนะ" ภูมิบอกฝ้ายด้วยเสียงที่ซ่อนอยู่ภายในใจ

ความฝันของภูมิเป็นจริงแล้ว การเดินทางของทั้งสองเริ่มต้นขึ้น ระหว่างทางภูมิคอยดูแลฝ้ายไม่ห่าง แต่เขาไม่ได้ปฏิบัติตัวเกินเลย ทำตัวอย่างผู้แอบรักในขอบเขตที่ควรจะเป็น เพราะเขายังจำประโยคสีเขียว(ซึ่งเป็นสีที่ฝ้ายชอบ) ที่ติดอยู่ริมฝาผนังในห้องนอนของเขาได้ดีว่า....
"เพราะรักไม่ใช่การครอบครอง แค่นี้ผมก็มีความสุขมากแล้ว"

การเดินทางของทั้งสองสิ้นสุดลง ต่างคนต่างแยกย้ายไปตามทางของตัวเอง
ผมทำเป้าหมายในการมาเวียดนามของผมสำเร็จแล้ว นั่นคือการตามมาดูแลเธอไม่ห่าง ผมไม่ได้หวังอะไรเกินเลย แค่ได้อยู่ใกล้ๆ เพียงช่วงเวลาหนึ่ง แค่นี้ผมก็มีความสุขมากแล้ว
ส่วนฝ้ายก็ต้องกลับไปตามทางของตัวเองเช่นกัน

วันสุดท้ายในเมืองซาปา แฟนของฝ้ายโทรมาง้อจนเธอยอมใจอ่อน รอยยิ้มจากใจของฝ้ายกลับคืนมาแล้ว ขอบใจนายนะที่กลับมา ที่ไม่ทิ้งฝ้ายไป ที่ทำให้เธอมีรอยยิ้มอีกครั้ง
ฝากนายดูแลฝ้ายต่อนะ ดูแลเธอให้ดีอย่าทำให้เธอต้องมีน้ำตาอีกเลย นายรู้ไหมว่าเธอเหมาะกับรอยยิ้มที่สุดแล้ว
ผมในฐานะคนแอบรักคนหนึ่งก็จะกลับมาอยู่ในโซนของตัวเอง จะไม่เข้าไปวุ่นวายในชีวิตคุณทั้งสองแน่นอน แค่อยู่ในจุดๆ นี้ เพียงเท่านี้
"ผมก็มีความสุขมากแล้ว"

#เรื่องเล่าจากหญิงสาวคนหนึ่ง
SHARE

Comments