Illusion
a gradual disillusion leads to mature love

ข้อความด้านบนอยู่ในสมุดจดของฉัน

มันมาจากบทเรียนเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ 

ทฤษฎีกล่าวไว้ว่าความรู้สึกที่เรามีต่อคนคนหนึ่ง ไม่ใช่สิ่งที่เรารู้สึกต่อตัวตนของคนคนนั้นจริงๆ แต่เป็นสิ่งที่เรารู้สึกต่อตัวตนของเขาที่มาจากการรับรู้ของเรา

ดังนั้นการได้รู้จักคนคนหนึ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะทำให้ความรู้สึกที่มีต่อเขาเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่เปลี่ยนไปในทิศทางที่สอดรับกับความจริงมากขึ้น

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตอนแรก โดยเฉพาะความรัก ความชอบ ความหลง จึงมีส่วนหนึ่งที่เกิดจากภาพลวง ซึ่งหมายถึงสิ่งที่เรารู้สึกไปเอง หรือสร้างขึ้นมาเอง ภาพนั้นจะลวงมากหรือลวงน้อย ก็อยู่ที่แต่ละคน แต่ละสถานการณ์

ขอไม่อ้างอิงแหล่งข้อมูลละกัน เพราะฉันก็สรุปเอาจากความเข้าใจของตนเองขณะที่อยู่ในห้องเรียน

ฉันพยายามนึกถึงบทเรียนนี้เพื่อเตือนใจตัวเอง เมื่อรู้สึกดีกับใครมากๆ ทั้งที่ยังไม่ได้สัมผัส หรือใกล้ชิดคลุกคลีกับคนคนนั้นจนได้รู้จักตัวตนของเขามากเพียงพอ

ไม่นานมานี้ ฉันได้รู้จักคนคนหนึ่ง

ยิ่งรู้จักมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนว่าเขาเป็นคนในอุดมคติของฉันเลย

ไม่จำเป็นต้องระบุสถานะ เพราะเมื่อรู้สึกว่าเขาสมบูรณ์แบบและเพียบพร้อมขนาดนั้น ฉันก็อยากจะให้มีคนแบบเขาเยอะๆ หรือพูดให้เห็นภาพก็คืออยากให้ชีวิตของฉันห้อมล้อมไปด้วยคนแบบเขา

อยากมีพ่อแบบนี้ อยากมีแม่แบบนี้ อยากมีพี่แบบนี้ อยากมีน้องแบบนี้ อยากมีเพื่อนแบบนี้ อยากมีคนรักแบบนี้ อยากมีอาจารย์แบบนี้ หรือแม้แต่ปู่ย่าตายาย ก็อยากจะให้เป็นแบบนี้

โดนภาพลวงเล่นงานเข้าอย่างจังเลยฉัน

ใครมันจะไปสมบูรณ์แบบได้ขนาดนั้น

มันเป็นเพราะความรู้สึก ‘ขาด’ ในใจฉันต่างหาก ที่ทำให้ส่วนลึกของจิตใจมันดิ้นรนเรียกร้อง อยากให้คุณคนนั้นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต

เพราะตอนนี้เรายังห่างเหิน

เรายังไม่รู้จักกันดีพอ

ฉันรู้จักเขาเพียงด้านที่เขาเปิดเผยให้เห็น ซึ่งมันก็น้อยนัก จนเหมือนเราไม่ได้มีความสัมพันธ์กันเลยไม่ว่าจะในสถานะใดๆ

ทุกครั้งที่ผิดหวังจากคนรอบข้าง ฉันก็จะเอาแต่ครุ่นคิดวนเวียนไปมาถึงคนคนนั้น ราวกับจะยึดไว้เป็นสรณะ

แม้จะหักห้ามความคิดและจิตใจอย่างไรก็ไม่เป็นผล เพราะฉันไม่เคยพบเจอใครที่เป็นแบบนี้

คนที่น่าจะเข้าใจฉันได้ในทุกสถานการณ์ คนที่นึกถึงจิตใจคนอื่น คิดอะไรละเอียดรอบคอบ การใช้เหตุผลเป็นเลิศ หนักแน่น มั่นคง มั่นใจในตนเอง แต่ก็รับฟังและเปิดกว้างต่อความเห็นต่าง

แน่นอนว่าเขาเป็นคนฉลาด เป็นคนเก่ง มีความรู้ลึกซึ้งและกว้างขวาง รับผิดชอบ ตรงต่อเวลา รักษาคำพูด รักธรรมชาติ รักสิ่งแวดล้อม มีรอยยิ้มน่ารัก มีอารมณ์ขัน มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ อาจไม่ได้ดูเป็นมิตรและเข้าถึงง่าย ไม่ได้น่ารักพร่ำเพรื่อ แต่รู้จักไปนานๆ ก็จะเห็นเองว่าเขาแสนจะเปิดเผยและจริงใจขนาดไหน

คนแบบนี้น่ะ ขอให้มีอยู่ในชีวิตสักสิบคนคงขอมากไป มีแค่คนเดียวก็พอแล้วหละ

ถ้ามีคนแบบนี้อยู่ใกล้ๆ ก็คงอุ่นใจ

ทำตัวเป็นเด็กสาวช่างฝันช่างเพ้อเจ้ออีกแล้วนะ

ฉันก็ทำได้แค่บ่นกับฟ้ากับฝนไปวันๆ 

ได้แต่นั่งมองคุณคนนั้นจากที่ไกลๆ

อยากบอกกับผู้กำหนดโชคชะตาว่า ถ้าส่งเขาเข้ามาอยู่ในชีวิตของฉันไม่ได้ ก็รีบทำลายภาพลวงที่แสนจะสมบูรณ์แบบนี้ลงไปเสียทีเถอะ เหนื่อยจะหวีดแล้ว

เพราะความคิดและความฝันของฉัน มันเอาแต่วนเวียนถึงคุณคนนั้นมานานมากแล้ว อีกแป๊บเดียวก็คงจะครบปี ความหลงนี่มันรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้ในตอนแรกเสียอีก

จำได้ว่าราวๆ ต้นปี ฉันยังหวาดกลัวการเผชิญหน้ากับผู้หญิงคนนี้อยู่เลย รู้สึกเหมือนกำลังเดินลงเหวอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง เพราะฉันค่อนข้างจะกลัวการตกหลุมรักใคร

แต่พอเวลาผ่านไป ก็ได้เข้าใจเรื่องความรู้สึกของคนมากขึ้น จะพูดว่าตกหลุมรัก มันก็ฟังดูดาษดื่นไม่ตรงกับใจ จึงไม่อยากใช้คำนี้ให้ซ้ำกับใครๆ

ฉันจดไว้ในสมุดว่า การรักหรือชอบใครคนหนึ่ง อาจเป็นความรู้สึกแบบ tender love ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องชอบในแง่ sexual relationship เสมอไป

ฉันไม่ได้คิดอะไรในเชิงเพศกับคุณคนนั้น ปกติแล้วก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับใครง่ายๆ อาจเพราะนิสัยไว้ใจคนยาก และฉันก็เคยมีประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดี มันทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย ถ้ามีใครสักคนมาบอกว่าชอบ และเข้ามาวนเวียนใกล้ฉันโดยพลการ

เพราะไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นแบบฉันไหม ดังนั้นฉันจึงไม่อยากให้ใครมาตัดสินหรือตีความไปก่อน ว่าฉันชอบคุณคนนั้นแบบไหน แม้ว่าความรู้สึกปลาบปลื้ม ชื่นชอบ ชื่นชม ลุ่มหลง ทั้งหลายเหล่านี้มันจะมีมากล้นเสียจนใจแทบระเบิด

แต่ฉันก็จะไม่ยอมให้เขารู้หรอกนะ

จะไม่ทำให้เขารู้ตัวเด็ดขาดเลย

เพราะมันก็คงไม่เกิดประโยชน์อะไร

ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาชอบเพศไหน

ถ้าเป็นฉัน ฉันก็อาจจะไม่ได้อยากรู้หรอก

นึกภาพตัวเองอายุสามสิบกว่า มีชีวิตที่ดีพร้อมอยู่แล้ว คำชื่นชมและความรู้สึกดีจากเด็กคนนึงที่อายุห่างกันเกือบสิบปี มันก็คงไม่ได้จะสำคัญอะไร

ยิ่งถ้าฉันชอบผู้หญิง แล้วมีเด็กผู้ชายมาชอบงี้ ดีไม่ดีจะลำบากใจเสียเปล่าๆ จะทำอะไรก็คงต้องมีสะดุด มีหยุดคิดบ้าง ต้องมาห่วงความรู้สึกกันเป็นธรรมดา

เขารู้ไปก็จะกลายเป็นภาระทางความรู้สึก

และฉันจะไม่ทำพฤติกรรมเห็นแก่ตัวแบบที่ผ่านมา คืออยากตัดใจจากใครก็บอกชอบเขาไปเลย โดนปฏิเสธตรงๆ มันก็เลิกเพ้อเจ้อได้เอง

ดูเป็นวิธีที่เถื่อนไปหน่อย และยังเสี่ยงต่อการติดแหง็กอีกด้วย ถ้าอีกฝ่ายรู้แล้วแต่ดันไม่ตอบรับหรือปฏิเสธให้มันเด็ดขาด

ครั้งนี้จะไม่ทำละกัน แม้จะรู้ว่าตัวเองไม่มีทางกล้าทำ แต่ก็จะระมัดระวังไม่ปล่อยไก่ให้เขารู้เองด้วย

ฮึบไว้ กลั้นเอาไว้ อดทนไว้

เธอทำได้อยู่แล้ว!











SHARE
Writer
Shallot
บันทึกบำบัด
บันทึกประสบการณ์และเขียนสะท้อนตัวเองเพื่อเยียวยาจิตใจ

Comments

Hopy
5 months ago
Reply