ทริปเที่ยวกัน(กาญจนบุรี) กับคนกล้า ต้องบ้าให้สุด
        สวัสดีครับวันนี้ผมจะมาเล่าเรื่องราวของผม ที่ได้ไปเที่ยวที่ๆหนึ่ง ณ จังหวัดกาญจนบุรี
เรื่องทั้งหมดที่ผมจะเล่ามันคือเรื่องราวของผมและความเชื่อของผมที่ทำให้เกิดทริปนี้ขึ้น
 จุดเริ่มต้น.....
     มันเกิดจากที่ผมลงทะเบียน ชิม ช็อป ใช้  ด้วยความที่ผมไม่ได้ศึกษาข้อมูลอะไรเลย ผมเห็นเพื่อนผมลงทะเบียน ก็เลยลงตาม และก็กดไปลงที่กาญจนบุรีซะงั้น พอรู้ตัวอีกทีก็สายไปแล้ว 
(ผมเป็นคนกรุงเทพแต่ผมมาเรียนที่ชลบุรี ผมสามารถใช้สิทธ์ที่นี่ได้แต่ไม่ได้ลงฮ่าๆๆ)
ตอนแรกผมคิดว่าจะปล่อยเรื่องนี้ไปไม่ต้องใช้สิทธิ์ แต่แล้วก็มีความคิดแวปเข้ามาแวปหนึ่ง 
ว่ามันมีทฤษฎีที่ผมเชื่อ นั้นคือกฎของแรงดึงดูดและความเชื่อที่ว่าทุกอย่างมันเชื่องโยมต่อกัน สถานที่บางสถานที่ทำให้เรากับพบกับเรื่องราวใหม่ๆ เรื่องราวบางอย่างพาให้เราไปรู้จักคนใหม่ๆ 
คนที่เรารู้จักพาเราไปพบสถานที่ใหม่ๆ เป็นอย่างนี้วนไปเรื่อยๆ แล้วความคิดนั้นมันกับปลุกผมให้เริ่มทำอะไรบางอย่าง 
        หลังจากผมหาข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรีเรียบร้อยแล้ว ผมก็มีแพลนที่จะไปเที่ยวที่ อ.อีต่อง ปิล็อก จ.กาญจนบุรี เพราะผมอยากสัมผัสอากาศเย็นๆ พักกายพักใจ พักเรื่องราวต่างๆที่วุ่นวายในสังคมเมือง ผมว่างแผนในการเดินทางอยู่1อาทิตย์เต็มๆ ด้วยงบที่มีอยู่เพียงเล็กน้อย
02/10/2562 19.30 เริ่มเดินทาง (รถรอบสุดท้ายชลบุรี-กาญจนบุรี)
    19.30 ผมเดินทางจากชลบุรีด้วยรสบัส ตรงยาวไปถึงจังหวัดกาญจนบุรี
    00.00 ถึงบขส.จังหวัดกาญจนบุรี
เมื่อผมถึงบขส.กาญจนบุรี คุณรู้ไหม ภาพที่ผมคิดว่าจะมีคนเยอะๆมีของกินตั้งอยู่หลายๆร้านเหมือนกับบางแสนที่ๆผมจากมา กับกลายเป็นสถานที่ที่เงียบสุดๆ ร้านค้าต่างๆก็ปิดไปตั้งนานแล้ว ผมลงมาจากรถด้วยความรู้สึกกลัว ว่าคืนนี้มันจะเกิดอะไรกับผมไหม แต่ยังดีที่หน้าบขส.ยังมีเซเว่นมันทำให้ผมใจชื้น ขึ้นมาหน่อยเพราะมันเป็นจุดที่มีแสงไฟที่สว่างที่สุด ณ ตอนนั้นผมจึงเข้าไปในเซเว่นหาซื้ออะไรรับประทานสักหน่อย แล้วก็คุยกับพนักงานเซเว่นเกี่ยวกับเส้นทางที่จะไป ปิล็อค ผมได้คำตอบว่ารถจะมาตอน6โมง ผมได้ยินคำตอบนั้นผมนิ่งไปพักหนึ่ง แต่ก็นะ เราตัดสินใจมาแล้วก็ต้องไปให้สุด

(ผมลืมบอกเหตุผลที่ผมต้องมารถรอบสุดท้ายก็เพราะว่า รถเช้าเที่ยวแรกจากชลบุรี-กาญจนบุรี คือ9.30 แล้วระยะเวลาจากชลบุรีมากาญจนบุรี ประมาณ4ชั่วโมง ก็จะถึงกาญประมาณ บ่ายโมงกว่าๆ และต้องต่อรถเพื่อไปปิล็ออกอีก 3ชม. แต่รถเที่ยวสุดท้ายที่ขึ้นไป ปิล็อก คือบ่ายโมง ผมกลัวไปไม่ทันเลยตัดสินใจมาเที่ยวรอบสุดท้ายของวันที่2)
     
 หลังจากซื้อของเสร็จผมก็เดินเข้ามาในสถานีบขส. ที่มีคนหลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิด ระหว่างที่ผมกำลังเดินเข้าไปในบขส.ก็มีคุณป้าคนหนึ่งเดินเข้ามาบอกผมว่า (น่าจะเป็นคนที่ดูแลบขส.ตอนกลางคืน)
น้่า : หนุ่มๆๆจะไปไหน
ผม : ปิล็อกครับ
น้า :  อ่อ รถออก6 โมง ตรงB9 ไปนอนรอในบขส.เลยลูกๆ
ผม : ครับผมๆ
น้า : เดี๋ยวๆหนุ่มๆไปนั้งตรงตัวกลางๆนะมันมีกล้องยู่ เพราะช่วงตี1ตี2มันอาจจะมีพวกคนมาขโมยของนะระวังๆกล้องก็เก็บด้วยนะ (ผมสะพายกล้องฟิลม์ไป) 
ผม : คิดในใจ (เอาแล้ว ตอนแรกก็ไม่กลัว แต่น้ามาเตือนแบบนี้มันต้องเกิดขึ้นบ่อยแน่ๆ) 
       ผมเลยตัดสินใจที่จะไม่นอน ผมนั้งลงบนเก้าอี้ตัวยาวในสถานทีที่เงียบสงบและมืดจนหน้ากลัวผมหยิบหมวกและเสื้อกันหนาวมาใส่เพื่อกันยุงและสร้างลุคให้ดูน่ากลัวหน่อยๆ จะได้ไม่มีใครกล้าเข้ามาหาผมฮ่าๆ
      ผมไม่มีอะไรทำ โทรศัพท์ก็ไม่กล้าเล่นกลัวแบตไม่พอ ก็เลยลองสังเกตรอบๆตัวดูว่าในบขส.มีคนกี่คน ผมนับได้ 9 คน มีคุณน้า(ที่ผมได้เล่าไป) คู่หนุ่มสาว1คู่ ป้าที่กำลังนอนอีก2คน และก็น้าผู้ชายที่นอนอยู่ข้างหลังผมอีก1คน และก็มีพี่ผู้ชายอีกคนนั้งห่างจากผมไปประมาณ3เก้าอี้ แล้วก็ลุงพิการอีกคนหนึ่งและก็ผม 
       เวลาค่ำคืนนั้นผ่านไปช้ามาก  ช้ากว่าคืนไหนๆ 
เวลา 01.00น.ทุกคนในบขส.หลับกันหมด เหลือผมกับพี่ผู้ชายที่ตื่นอยู่ และทันใดนั้นผมได้ยินเสียงคนเดิน อยู่ๆก็เดินเข้ามาวนๆรอบๆบขส.แต่ไม่ได้เข้ามาในตัวอาคาร คงเป็นเพราะผมกับพี่ชายยังไม่หลับ เรานั้งมอง คนๆนั้นที่เดินวนๆอยู่ จนเขารู้ตัวเลยละ แต่เขาก็เดินวนๆและก็เดินข้ามไปข้ามมาในบขส.พยายามมองหาอะไรบางอย่าง เป็นเวลากว่า1ชม. เขาก็หายไป ผมโล่งใจ ถึงแม้อาการภายนอกผมจะนิ่งแค่ไหน แต่ลึกๆในใจก็ยังกลัวอยู่ดี พอบรรยากาศมันผ่อนคลายขึ้นผม ก็คิดว่าเราควรจะทำความรู้จักพี่ชายคนนั้นที่อยู่เฝ้าดูเหตุการณ์นั้นกับผม ผมเดินเอายากันยุงไปให้พี่เขา กับคุณลงพิการ (ลุงตื่นมาพอดี) แล้วเราก็นั้งคุยกับ3คน พีี่ชายคนนั้นชื่อพี่หิน เป็นคนต่างประเทศ ประเทศเพื่อนบ้านเรานั้นแหละครับ ส่วนลุงที่พิการ ชื่อลุงประมวล แกน่าจะเป็นคนที่ดูแลอยู่ที่บขส.เหมือนกับน้าคนที่เตือนผมเหมือนกัน
      ผม : พี่หินจะไปไหนพี่
    พี่หิน : กลับบ้านที่สังขละ
      ผม : แล้วพี่มาจากไหนครับ
    พี่หิน : ชลบุรีครับ
      ผม : จริงดิ ผมก็มาจากชล พี่อยู่แถวไหนๆ
    พี่หิน : ผมทำงานอยู่ ก่อสร้างอยู่พัทยา แต่ตอนนี้ผมจะกลับไปทำงานที่บ้านละ
      ผม :  อ่อ ผมอยู่บางแสน พัทยาเงินมันก็น่าจะดีแต่ค่าครองชีพสูงจัดๆ
    พี่หิน : .ใช่ๆได้เงินวันละ300 แต่การกินอยู่มันก็ไม่พอหรอก กลับบ้าน ได้วันละ120 แต่งานเบา
อาหารก็ไม่แพง แถมอยู่แถวบ้านพี่ว่ามันก็มีความสุขดี พี่ว่าพี่อยู่ได้
      ผม  : โห่ ค่าแรงต่างกันอย่างเยอะ แต่มันก็จริงของพี่ สุดท้ายอยู่ใกล้บ้านอยู่ใกล้ครอบครัวมันคงเป็นความสุขที่เราค้นหาจริงๆแหละ ไม่ว่าเราจะไปไหนๆมาไหนสุดท้ายๆที่เราต้องกลับก็คือบ้านคือครอบครัวอยู่ดี พี่ทำให้ผมคิดถึงครอบครัวผมเลยว่ะ ทุกคนให้กำลังใจและสนับสนุนผมเสมอเลย ไม่ว่าผมจะทำอะไรสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ตามผมโครตโชคดีเลย ฮ่าๆๆ ผมดราม่ามากไปแล้ว
   พี่หิน : คิดดีแล้วน้องๆ แล้วน้องจะไปไหน?
     ผม  : ผมจะไปทองผาภุูมิเพื่อต่อรถไปปิล็อกครับ
   พี่หิน :  B9ใช่ไหมงั้นก็รอยัน6โมงเช้า เหมือนพี่ดิ พี่มาถึงตั้งแต่4ทุ่ม รถก็หมดแล้วนั้งรอกันไปยาวๆ
   ลุงประมวล: ไปปิล็อกหรอ ไกลอยู่นะแต่สังขละไกลกว่า หนุ่มต้องไปต่อรถที่ทองผาภูมินั้งรถบัสจากนี้ไป3ชม.แล้วก็ต่อรถ2แถวขึ้นไปปิล็อกอี2.30ชม ก็จะถึงปิล็อก 
      แล้วเราก็นั้งคุยเรื่องต่างๆกันจนตี3กว่าๆผมทนความง่วงไม่ไหวเลยขอนอนสักหน่อย  ผมเริ่มอุ่นใจเพราะเริ่มมีรถตู้วินอื่นๆเข้ามาบ้างแล้ว แต่วินB9 ที่ผมรอ มันอีกตั้ง3ชม  
    05.00 ผมตื่นขึ้นมาคนก็เริ่มมาเยอะขึ้นบรรยากาศน่ากลัวน้อยลงเยะมากๆ แต่พี่หินก็ไม่หลับฮ่าๆ ผมก็ไปนั้งคุยกับพี่เขาอีก เริ่มมีร้านค้าเปิด พี่เขาก็ได้ไปซื้อกาแฟมาซองแก้วให้ผมแก้วพี่เขาแก้ว ตอนนั้นผมรู้สึกโครตดีที่เกิดที่ประเทศนี้ (โปรดติดตามต่อไป)
 
สถานที่บางสถานที่ทำให้เรากับพบกับเรื่องราวใหม่ๆ เรื่องราวบางอย่างพาให้เราไปรู้จักคนใหม่ๆ 
SHARE
Writer
PEACE_SUN
writer
I HAVE A DREAM

Comments