มนุษย์เสี่ยงมะเร็ง พลาสติกจิ๋วในอาหาร แค่ไหน

 ทั่วโลกกลัว “ภัยพลาสติกจิ๋ว” มานานหลายปีแล้ว แต่คนไทยเพิ่งรู้สึกตื่นเต้นหลังผ่ากระเพาะปลาทูพบ “ไมโครพลาสติก” 78 ชิ้น หลายคนถึงกับโบกมือลาปลาทูทอดไปชั่วคราว ทั้งที่ชีวิตจริงแล้วพวกเรากินอาหารปนเปื้อนพลาสติกจิ๋วเข้าไปในกระเพาะแทบตลอดเวลา จนนักวิทยาศาสตร์เริ่มกลัวว่าในอนาคตมะเร็งและโรคร้ายอื่นๆ จากสารเคมีในพลาสติก คือศัตรูหมายเลข 1 ของมนุษย์ชาติ
ในประเทศไทยนั้นกลุ่มนักวิจัยและเครือข่ายนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกำลังช่วยกันรณรงค์ให้ “ลด ละ เลิก การใช้พลาสติก” โดยไม่จำเป็นและหากจำเป็นจริงต้องเลือกชนิดของพลาสติกที่สามารถนำมารีไซเคิลหรือใช้ใหม่ซ้ำๆ จนคุ้มค่า

“วรุณ วารัญญานนท์” ที่ปรึกษาจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ (PETROMAT) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอธิบายว่า “ไมโครพลาสติก” หมายถึงเศษพลาสติกขนาดเล็กกว่า 0.5 เซนติเมตร มี 2 แบบด้วยกัน คือ แบบที่ผลิตเพื่อเป็นส่วนประกอบของสินค้าต่างๆ เช่น เม็ดบีดส์ เม็ดสครับ” หรือคริสตัลบีดส์” ในโฟมล้างหน้าหรือผงซักฟอก แบบที่ 2 เป็นพลาสติกที่แตกสลาย แตกตัว หรือแตกหักมาจากพลาสติกขนาดทั่วไป เช่น ถุงพลาสติก แก้วพลาสติกรวมถึงไมโครไฟเบอร์จากการซักผ้า ฯลฯ
พร้อมเล่าให้ฟังว่าพลาสติกถูกผลิตครั้งแรกเกิดเมื่อ 60-70 ปีที่แล้ว แต่กว่าจะพัฒนามาเป็นผลิตภัณฑ์วางขายทั่วไปก็เมื่อ 30–40 ปีมานี้เอง ตอนหลังเริ่มมีเศษขยะพลาสติกจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ คนก็เริ่มกลัวเพราะมันไม่สลายตัวง่ายๆ ถุงพลาสติก 1 ชิ้นอาจใช้เวลานานเป็น 100-500 ปีก็ได้ ทำให้มีการใช้สารเคมีบางชนิดเข้าไปผสมเติมแต่งในขั้นตอนการผลิต เช่นสารกลุ่มโลหะหนักแป้ง หรือสารอินทรีย์อื่นๆ เพื่อให้ได้พลาสติกที่คุณสมบัติการใช้งานเหมือนเดิมแต่สามารถแตกตัวเป็นชิ้นเล็กได้รวดเร็วขึ้น จาก 100 ปีอาจเหลือแค่ 2–5 ปี เช่น “ถุงพลาสติกย่อยสลายได้” หรือเรียกกันว่า “ถุงอ็อกโซ่” (Oxo-degradable) ราคาขายแพงกว่าพลาสติกทั่วไปประมาณร้อยละ 10-20 แต่ตอนนี้หลายประเทศทั่วโลกห้ามใช้กันแล้ว ทั้งกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ฯลฯ ส่วนประเทศไทยยังคงปล่อยให้วางขายและซื้อใช้ “สินค้าอ็อกโซ่” โดยไม่ตระหนักถึงมหันตภัยที่ซ่อนตัวอยู่

“พลาสติกย่อยสลายได้ แต่ไม่ได้หายไปไหน แค่แตกตัวเป็นชิ้นเล็กๆ ปัญหาคือยิ่งชิ้นเล็กก็ยิ่งดูดซึมสารเคมีอันตรายเก็บเข้าไว้ในตัวเองได้ง่าย เช่น โลหะหนักที่อยู่ในดิน ในทะเล ในแม่น้ำ จนกลายเป็นปนเปื้อนอยู่ในห่วงโซ่อาหารของคน เช่น ในฟาร์มเลี้ยงหมู ไก่ ปลูกผัก ฯลฯ เมื่อพวกเรากินเนื้อปลา เนื้อหมู กินผักเข้าไปก็จะได้รับไมโครพลาสติกเข้าร่างกายทางอ้อมไปด้วย เพราะเล็กมากจนมองไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า”
 เมื่อถามว่า...มนุษย์เสี่ยงโรคมะเร็งหรือโรคร้ายอื่นๆ จากพลาสติกจิ๋วเหล่านี้แค่ไหน ?
          ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นอธิบายว่า เมื่อเรากลืนน้ำหรืออาหารปนเปื้อนพลาสติกจิ๋วเข้าไป น้ำย่อยในกระเพาะจะไม่สามารถย่อยได้ ถ้าเป็นเม็ดใหญ่หน่อยอาจถูกกำจัดออกมาทางอุจจาระ แต่ถ้าเป็นชิ้นที่เล็กมากๆ เช่นเล็กกว่า 0.5 ไมครอน เปรียบเทียบง่ายๆ ว่าเม็ดสครับ หรือเม็ดบีดส์ที่ผสมในโฟมล้างหน้า 1 เม็ด ส่วนใหญ่มีขนาด 20-30 ไมครอน ถ้าเล็กระดับ 0.5 ไมครอน คือเล็กมากๆ จนร่างกายสามารถดูดซึมเข้าสู่เส้นเลือดฝอยได้ถ้าเล็กขนาด 1 ไมครอน สามารถเข้าไปในระบบน้ำเหลือง ถ้าเป็น 2 ไมครอนก็เข้าสู่ลำไส้ใหญ่ได้เช่นกัน โดยสารพิษหรือสารเคมีที่ผสมปนอยู่พลาสติกเล็กๆ เหล่านี้ เช่น ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า โลหะหนัก ฯลฯ ก็ถูกดูดซึมเข้าไปในร่ายกายพร้อมๆ กันด้วย

“นักวิทยาศาสตร์กำลังพยายามหาวิธีพิสูจน์และวิเคราะห์อันตรายของไมโครพลาสติกที่มนุษย์กินเข้าไป แต่ค่อนข้างยากมาก เพราะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าเสียชีวิตหรือป่วยโรคร้ายด้วยไมโครพลาสติก เพราะปัจจัยเกิดโรคมะเร็ง หรือโรคร้ายอื่นๆ มีหลายสาเหตุประกอบกัน แต่ถ้าเราไม่ช่วยกันลดพลาสติกหรือรีไซเคิลโดยเฉพาะถุงหรือพลาสติกอ็อกโซ จะยิ่งทำให้เกิดไมโครพลาสติกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาหารที่เรากินก็ปนเปื้อนมากขึ้น”

วรุณ ยกตัวอย่างวิธีการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ฟังว่า เริ่มจากนโยบายห้ามใช้ ห้ามขายถุงพลาสติกอ็อกโซ่ทุกชนิดภายในพื้นที่การเรียนการสอน และจัดเตรียมถังขยะรีไซเคิล แยกตามชนิดของพลาสติก เช่น ขวดน้ำพลาสติกจะแยกไปรีไซเคิลตามเส้นทางปกติ ส่วนขยะพลาสติกชนิดอื่นที่ใช้ซ้ำไม่ได้ เช่น หลอด แก้วกาแฟ ถุงพลาสติก ฯลฯ จะรวบรวมส่งไปทำเป็นพลังงานทดแทนที่โรงผลิตปูนซีเมนต์ใน จ.สระบุรี นอกจากนี้ยังมีเครื่อง Bio-digester สำหรับเปลี่ยนเศษอาหารเป็นสารปรับปรุงดินในปริมาณมากๆ และทดลองใช้ “ถังกลมกลิ้ง” ซึ่งเหมาะกับอาคารสำนักงานโดยให้นำเศษอาหารมาทิ้งประมาณ 15 วัน พอย่อยสลายก็เอาไปทำปุ๋ยได้



แหล่งที่มา : https://www.komchadluek.net/news/scoop/389516

ส่งผลกระทบ SDGs17 ข้อ คือ
6. การจัดการน้ำและสุขาภิบาล
รับรองการมีน้ำใช้ การจัดการน้ำและสุขาภิบาลที่ยั่งยืน
13. การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบ
14. การใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเล
อนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเลเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

SHARE
Writer
Supustarakran
What you know ?
Bdc412section4013

Comments